ผลผลิตจากลา มาเซีย สองยุค เมสซี่เป็นตำนาน แต่ยามาลคืออนาคต

11.07.24 | 07:54 น.

ผลผลิตจากลา มาเซีย สองยุค เมสซี่เป็นตำนาน แต่ยามาลคืออนาคต

ฟุตบอลทุกยุคทุกสมัยต้องมีนักเตะเบอร์หนึ่งของโลกเสมอ เปเล่, ดิเอโก้ มาราโดน่า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, ลิโอเนล เมสซี่ เคยอยู่ในจุดนั้นมาแล้ว จากฝีเท้าและความสำเร็จที่พวกเขาทำได้

เมื่อเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านรอบใหม่ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ และ คีเลียง เอ็มบัปเป้ ขยับขึ้นมาเป็นดาวดังที่โลกจับตามองว่าสองคนนี้ใครจะยิ่งใหญ่กว่ากัน เหมือนกับที่โรนัลโด้และเมสซี่เคยถูกจับเป็นคู่ฟัดมาตลอด

แต่ในช่วงขวบปีที่ผ่านมา มีนักเตะอีกคนที่ปล่อยของและสร้างความมหัศจรรย์ ด้วยวัยเพียง 16 ปี ทุบสถิติมากมายไล่ตั้งแต่ระดับสโมสรไปจนถึงทีมชาติ และทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลเมเจอร์ เด็กคนนี้ คือ ลามีน ยามาล ตัวรุกทีมชาติสเปน เด็กปั้นจากลา มาเซีย ของบาร์เซโลน่า

Advertisement

ทำให้มีการตั้งคำถามว่า ยามาลจะเก่งกว่าเมสซี่ ตำนานรุ่นลุงจากลา มาเซีย หรือไม่?

โลธ่าร์ มัทเธอุส ตำนานนานักเตะทีมชาติเยอรมนี บอกว่า นักเตะที่เก่งที่สุดในโลกในสายตาของเขามีอยู่ 3 คน คือ มาราโดน่า, เมสซี่, ยามาล ซึ่งสองคนแรกได้พิสูจน์ไปแล้วว่าเขาครองโลกฟุตบอลได้จริงๆ แต่ยามาลกำลังอยู่ในขั้นตอนนั้น

ผลงานของเจ้าหนูสเปนวัย 16 ปีกับบาร์ซ่า ในฤดูกาลแรกที่ขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ ถือว่าเก่งเกินอายุ จะเรียกว่าเป็นเด็กมหัศจรรย์ก็ไม่ผิดนัก เพราะการเล่นให้ทีมระดับบาร์ซ่า ด้วยอายุแค่นี้ ถ้าไม่มีความพิเศษจริงๆ ก็คงเบียดนักเตะระดับโลกที่เดินชนกันในทีมได้ยาก แต่ยามาลทำได้ กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นให้สโมสร ต่อด้วยอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูให้สโมสร ทั้งในลาลีก้าและยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก่อนจะทุบสถิติติดทีมชาติสเปนอายุน้อยที่สุด และอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูได้

สถิติเหล่านี้คงจำยาก แต่มันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เขาอายุ 16 ปีทั้งหมด ยิ่งประตูที่ยิงให้สเปนตามตีเสมอฝรั่งเศส 1-1 ในรอบตัดเชือก ยูโร 2024 ก็ทำให้ยามาลกลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูในยูโร รอบสุดท้ายได้ ด้วยอายุ 16 ปี 362 วัน นอกจากนั้นยังทำลายสถิติเปเล่ ตำนานทีมแซมบ้า ที่เคยยิงประตูในทัวร์นาเมนต์เมเจอร์(ฟุตบอลโลกหรือยูโร) ด้วยวัย 17 ปี 239 วัน ในฟุตบอลโลก 1958 ลงได้อีก

ในวัยไม่เต็ม 17 ปี ยามาลลงเล่นให้บาร์ซ่า ชุดใหญ่ ไปแล้ว 51 เกม ซึ่งตอนนั้นเมสซี่ยังไม่ได้ถสัมผัสลาลีก้าด้วยซ้ำ ส่วนกับทีมชาติสเปน ยามาลลงเล่นไปแล้ว 13 เกม มากกว่ารุ่นน้าบางคนในทีมลุยยูโรด้วยซ้ำ และแน่นอนว่าในอายุเท่านี้ เมสซี่ยังไม่ได้เล่นให้ทีมชาติอาร์เจนตินา

ออสการ์ โลเปซ โค้ชที่ทำทีมบาร์ซ่า รุ่นเยาวชน บอกว่า ยามาลเริ่มต้นเล่นในรุ่นอายุ 16 ปี ตั้งแต่ที่เขาอายุ 15 แต่ไม่นานก็ขยับไปเล่นรุ่นยู 19 ในช่วงต้นฤดูกาล 2022-2023 ซึ่งตอนนั้นเขาได้เรียนรู้อะไรมากมาย เพราะเป็นเด็กอายุ 15 ที่ต้องไปต่อกรกับรุ่นยู 20 ในยูฟ่า ยูธลีก หรือยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ระดับเยาวชนแล้ว ดังนั้นจึงต้องปรับจูนให้ยามาลมองเห็นว่าเขาต้องเล่นแบบไหนในช่วงอายุเท่านี้ จนตอนนี้ก็ได้เห็นพรสวรรค์ที่แท้จริงของเขาในยูโร 2024 แล้ว

“กระบวนการสร้างยามาลมีความแตกต่างกับนักเตะคนอื่นๆ ในลา มาเซีย เพราะต้องดูแลทั้งเรื่องสภาพจิตใจ อารมณ์ ร่างกาย เนื้องจากเขาต้องเล่นกับนักเตะที่โตกว่า 5 ปี ถ้าดูแลในเรื่องอารรมณ์ไม่ดี อาจจะส่งผลเสียต่อเขามากๆ” โลเปซกล่าว

ความพิเศษของยามาลอยู่ที่การปรับตัวเขากับสภาพแวดล้อมได้ดี ไม่ว่าจะถูกจับไปอยู่ตรงจุดไหน เมื่อเขาได้โอกาสลงสนาม ก็ทำงานอย่างหนัก และทุกคนเห็นแล้วว่ายามาลเป็นนักเตะที่ดีขนาดไหน เมื่อผลงานดีก็ได้ลงสนามต่อเนื่อง เวลาผ่านไปแค่ 2 เดือน จากการถูกดันขึ้นสู่ชุดยู 19 ยามาลก็กลายเป็นนักเตะที่โดดเด่นกว่ารุ่นพี่ที่เล่นด้วยกันอย่างชัดเจน

จุดเด่นของแข้งวัย 16 ปีรายนี้อยู่ที่จิตใจ โลเปซบอกว่ายามาลเป็นนักเตะที่รับมือกับกับสถานการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอได้ดี โดยเฉพาะการที่ถูกจับเป็นสำรองหรือไม่ได้ลงสนาม แต่ก็ต้องคอยอธิบายด้วยว่า เพราะอะไรที่ทำให้เขาไมได้ถูกเลือกในเกมนี้ 

โลเปซในฐานะอดีตเพื่อนร่วมทีมของเมสซี่ และโค้ชของยามาล เปรียบเทียบนักเตะสองคนนี้ว่า เมสซี่มีความแข็งแกร่งอยู่หลายจุดและรู้ดีว่าเขาจะช่วยทีมได้อย่างไร ถ้าจำเป้นจะต้องนำทีมเขาก็ทำได้ เมสซี่จะบอกว่าวันนี้ทีมเราเล่นไม่ดีเลย และเขาจะต้องเป็นตัวตัดสินเกม ซึ่งก็แสดงให้เห็นอยู่บ่อยครั้งว่าเขาทำมันได้ สิ่งนั้นยามาลก็จะต้องมีในวันข้างหน้า เพราะเขายังอายุไม่ถึง 17 ปี

ที่สำคัญถึงแม้ว่านักเตะคนนั้นจะเก่งกาจขนาดไหน ก็ไม่สามารถพาทีมชนะเพียงตัวคนเดียวได้ การสื่อสาร ความเข้าใจ กับเพื่อนร่วมทีม จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการเติบโตและความสำเร็จ

ไม่มีใครรู้ว่าในอนาคต ยามาลจะยิ่งใหญ่กว่าเมสซี่หรือไม่ แต่คงบอกได้ว่า ถ้าความยิ่งใหญ่ในอดีตเป็นของเมสซี่ ปัจจุบันและอนาคตกำลังอยู่ในมือของยามาล

และลา มาเซีย คือโรงเรียนลูกหนังที่ยังมีมนต์ขลังอยู่เสมอ