นับถอยหลังสู่ ‘เอล กลาซิโก้’ ที่ไร้ ‘เมสซี่’ และ ‘โรนัลโด้’ ในรอบ 11 ปี

แฟ้มภาพ AP

วันอาทิตย์นี้ ศึกลาลีก้า สเปน มีคิวเตะนัดสำคัญซึ่งถือเป็นแมตช์ระดับ 5 ดาวของวงการลูกหนังโลก นั่นคือเกม เอล กลาซิโก้ ระหว่าง 2 ยอดทีม บาร์เซโลน่า กับ รีล มาดริด ที่สนามคัมป์นู

การพบกันระหว่างทีมยักษ์ใหญ่แห่งสเปนซึ่งคว้าแชมป์ลีกรวมกันถึง 58 ครั้ง ไม่ว่าเมื่อไรก็มักได้รับความสนใจจากสื่อและแฟนบอลเสมอ

อย่างไรก็ตาม เอล กลาซิโก้ ครั้งนี้ออกจะแปลกตาไปบ้าง เนื่องด้วยทั้ง 2 ฝั่งจะขาดซุป’ตาร์อันดับต้นของวงการฟุตบอลไปพร้อมๆ กัน ต่างจากภาพที่คุ้นเคยกันตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

ฝั่งราชันชุดขาวนั้น เพิ่งตัดสินใจขาย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ให้ ยูเวนตุส ในราคา 100 ล้านยูโร (3,800 ล้านบาท) ช่วงปิดฤดูกาล ซึ่งตอนนี้เจ้าตัวกำลังไปได้สวยกับสังกัดใหม่

ขณะที่สโมสรแห่งคาตาลันจะไม่มีแข้งเทพ ลิโอเนล เมสซี่ ซึ่งโชคร้ายได้รับบาดเจ็บแขนหักในเกมชนะ เซบีญ่า 4-2 เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน

เมสซี่ได้รับบาดเจ็บแขนหัก (ภาพ Reuters)

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่านี่จะเป็นเอล กลาซิโก้ ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2007 หรือเกือบ 11 ปีที่แล้ว ซึ่งจะไม่มีโรนัลโด้หรือเมสซี่คนใดคนหนึ่งอยู่ในสนาม โดยย้อนไปในตอนนั้น มาดริดชนะจากประตูโทนของ ฮูลิโอ บัปติสต้า แข้งบราซิเลียน ขณะที่ดาวเด่นของทั้ง 2 ทีมเวลานั้น อาทิ เดโก้, จานลูก้า ซัมบร็อตต้า, กาเบรียล ไฮน์เซ่ และ รุด ฟาน นิสเตลรอย

หลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เมสซี่กลายเป็นเจ้าของสถิติทำประตูสูงสุดตลอดกาลในเกมเอล กลาซิโก้ รวม 26 ประตู และยังเป็นเจ้าของสถิติแอสซิสต์สูงสุด 14 ครั้งอีกด้วย ขณะที่โรนัลโด้ก็ไม่น้อยหน้า ทำสถิตินักเตะที่ยิงประตูในเอล กลาซิโก้ ได้อย่างน้อย 1 ลูกต่อเนื่องยาวนานที่สุด 6 นัดติดต่อกัน ในปี 2012

เมสซี่ลงสนามให้บาร์ซ่าพบกับมาดริดมารวม 38 นัด รวมเวลาลงสนามทั้งสิ้น 3,373 นาที ยิงได้ 26 ประตู แอสซิสต์อีก 13 ลูก ทีมมีสถิติชนะ 17 นัด คิดเป็น 44.7 เปอร์เซ็นต์

ส่วนโรนัลโด้ลงเล่นให้มาดริดพบบาร์ซ่า 30 นัด รวม 2,537 นาที ยิงได้ 18 ลูก แอสซิสต์อีก 1 ครั้ง ทีมชนะ 8 นัด คิดเป็น 26 เปอร์เซ็นต์

สำหรับเอล กลาซิโก้ คืนวันอาทิตย์นี้ ในแง่ผลงานนั้น สถานการณ์ของ 2 ทีมในเวลานี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง บาร์ซ่านำหัวตารางลาลีก้า มี 18 คะแนน จาก 9 นัด ขณะที่มาดริดอยู่อันดับ 7 ตามหลัง 4 คะแนน แต่ฟอร์มช่วงหลังของราชันถือว่าน่าเป็นห่วง เพิ่งจะมาเก็บชัยชนะนัดแรกจากการลงสนาม 6 นัดหลังสุดในทุกถ้วยในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เอาชนะ วิคตอเรีย เพิลเซ่น เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ

จึงยิ่งกลายเป็นประเด็นน่าสนใจสำหรับแฟนบอลหลายคนว่า แมตช์เอล กลาซิโก้ ครั้งนี้จะคุ้มค่าการรอคอยเหมือนที่ผ่านๆ มา หรือคุณภาพเกมจะ “คลาสสิก” เท่ากับตอนที่มีทั้ง 2 ซุป’ตาร์อยู่ในสนามหรือเปล่า?

กรณีของราชันชุดขาวนั้น แม้ว่าฤดูกาลหลังสุด โรนัลโด้จะมีปัญหาบาดเจ็บจนไม่ได้ลงสนามสม่ำเสมอนัก แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เมื่อถึงเวลาสำคัญ เขามักจะยิงประตูให้ทีมได้เสมอ และทำได้ถึง 40 ประตูขึ้นไปในทุกถ้วยในการลงสนาม 8 ฤดูกาลติดต่อกัน

มาดริดฤดูกาลนี้ลงเล่นเกมลีก 4 นัดหลังสุด แพ้ถึง 3 นัด และยิงคู่แข่งได้เพียงประตูเดียวจากเกมล่าสุดที่พ่ายให้ เลบานเต้ คาถิ่น 1-2 โดยปัญหาใหญ่คือกองหน้าไม่สามารถทำประตูได้สม่ำเสมออย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากประตูโทนที่เกิดขึ้นจาก 4 เกมนั้นมาจากแบ๊กซ้าย มาร์เซโล่

ย้อนไปในปี 2017 ตอนที่มาดริดคว้าดับเบิลแชมป์ทั้งลาลีก้าและแชมเปี้ยนส์ลีก 48 ประตูในเกมลีกมาจากฝีเท้าของโรนัลโด้, อัลบาโร่ โมราต้า และ ฮาเมส โรดริเกซ ซึ่งทุกวันนี้ต่างก็ลาจากทีมกันหมดแล้ว

โรนัลโด้ยิงประตูให้มาดริดได้ 40 ลูกขึ้นไปถึง 8 ฤดูกาลติดต่อกัน (ภาพ AFP)

อันที่จริงแข้งราชันชุดปัจจุบันก็มีแนวรุกพรสวรรค์ในทีมหลายคน ทั้ง แกเร็ธ เบล, อิสโก้, มาร์โก้ อเซนซิโอ และ คาริม เบนเซม่า แต่ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ไม่มีใครที่โดดเด่นในแง่การทำประตูเป็นกอบเป็นกำสักเท่าไร ยืนยันได้จากการยิงคู่แข่งไม่ได้ถึง 4 นัดในฤดูกาลนี้

ส่วนฝั่งบาร์ซ่านั้น แม้สถานการณ์จะไม่แย่เท่ามาดริด แต่ก็ต้องยอมรับว่า การขาดลิโอเนล เมสซี่ ก็ทำให้เกมรุกของสโมสรแห่งคาตาลันดร็อปลงไปไม่น้อยเช่นกัน ยิ่งอาการบาดเจ็บของเขาเกิดขึ้นอย่างค่อนข้างกะทันหัน ยิ่งกลายเป็นปัญหาน่าปวดหัวที่กุนซือ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ ต้องเร่งแก้โจทย์โดยเร็วที่สุด

ตัวเลือกแรกในการถมช่องว่างที่ทีมขาดเมสซี่คือ อุสมาน เด็มเบเล่ กองหน้าชาวฝรั่งเศสที่ย้ายสู่คัมป์นูแทนที่ เนย์มาร์ เมื่อฤดูกาลก่อน

เด็มเบเล่ลงสนามในลาลีก้าให้บาร์ซ่า 26 นัด ยิงไป 6 ประตู กับ 7 แอสซิสต์ ยังมีปัญหาเรื่องความสม่ำเสมอ บางครั้งกระชากบอลผ่านคู่แข่ง 2-3 คน แต่กลับเสียบอลง่ายๆ หรือบางทีก็เปิดบอลหรือยิงประตูแบบผิดเป้าอย่างเหลือเชื่อ

อีกหนึ่งตัวเลือกคือ เซร์กี โรเบร์โต้ ที่เคยลงเล่นแทนเมสซี่ (ซึ่งเป็นตัวสำรอง) ในแมตช์เอล กลาซิโก้ เมื่อปี 2015 ซึ่งครั้งนั้นโรเบร์โต้เปิดบอลให้ หลุยส์ ซัวเรซ ทำประตูก่อนชนะไปท่วมท้น 4-0 ที่ซานเตียโก้ เบร์นาเบว

นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกอื่นๆ อย่าง มัลคอม ปีกชาวบราซิลที่เพิ่งย้ายไปในช่วงซัมเมอร์ แต่ยังไม่ได้ลงเล่นเป็นชิ้นเป็นอัน รวมทั้ง ราฟินญ่า ผู้เล่นโฮมโกรนที่เพิ่งได้ลงเล่นเป็นตัวจริงเพียง 2 นัดในฤดูกาลนี้ ไม่ก็เปลี่ยนระบบเป็น 4-4-2 ให้ซัวเรซจับคู่กับกองหน้าดาวรุ่ง มูเนียร์ เอล ฮัดดาดี้ ไปแทน

เรียกว่าระหว่างปัญหาการทดแทนแข้งซุป’ตาร์ที่ 2 ทีมต้องเผชิญ ฝั่งบาร์ซ่ามีตัวเลือกมากกว่า มีทางออกมากกว่า เพียงแต่แก้ปัญหาด้วยตัวเลือกนั้นๆ แล้วจะมีประสิทธิภาพขนาดไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง

ส่วนมาดริดมีปัญหาน่าหนักอกยิ่งกว่า แม้การขาดโรนัลโด้จะไม่ใช่เหตุผลใหญ่ที่ทีมฟอร์มเลวร้ายอย่างน่าใจหายในเวลานี้ แต่แข้งราชันและ ยูเลน โลเปเตกี คงปล่อยให้รูปเกมออกมาห่างชั้นไม่ได้เป็นอันขาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายหลังซึ่งสุ่มเสี่ยงว่าเกมที่คัมป์นูวันอาทิตย์นี้อาจเป็น “เอล กลาซิโก้” แมตช์แรกและแมตช์เดียวในนามกุนซือรีล มาดริด ของเขาก็เป็นได้!

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘บิ๊กโจ๊ก’ นำทีมยึดเสื้อผ้า-กระเป๋าแบรนด์เนม มูลค่ากว่า 100 ล้าน
บทความถัดไป‘ไอซ์ พาริส’ กับโอกาสดี ที่ยังได้ตื่นมา แล้วหายใจอยู่