สกู๊ปพิเศษ : เจาะลึก5เหตุผล ‘ช้างศึก’คว่ำ’ยูเออี’ในรอบ15ปี

“ช้างศึก” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยทำได้ สามารถเปิดบ้านเอาชนะคู่แข่งที่แกร่งที่สุดในกลุ่มอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ไปได้ 2-1 ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย นัดที่ 3 ที่ผ่านมา

นับได้ว่านี่คือชัยชนะเหนืออริจากแดนตะวันออกกลางทีมนี้ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี หลังจากเคยเอาชนะมาเมื่อปี 2004 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ด้วยสกอร์ 3-0
ถ้าใครที่ได้ดูเกมอยู่น่าจะพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่คือเกมที่ดีที่สุดในรอบ 4 นัด นับตั้งแต่อากิระ นิชิโนะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนชาวญี่ปุ่น เข้ามารับงานคุมทีมชาติไทย

นักเตะทีมชาติไทย เริ่มปรับตัวเข้ากับระบบของนิชิโนะซังได้แล้ว ทุกคนลงเล่นด้วยความเข้าใจที่มากขึ้น ดังนั้นเราจะไปดู 5 ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในเกมนี้กันว่า ทำไมทีมชาติไทยถึงเอาชนะยูเออีได้

1. ธีรศิลป์ ยัง ‘ไม่แก่ตาย’

หลายคนบอกกันหลังจากจบผลงานคิงส์คัพอย่างย่ำแย่ ว่า ธีรศิลป์ แดงดา กองหน้าเบอร์ 1 ของเมืองไทยหมดพิษสงลงไปแล้ว ตอกย้ำด้วยอาการบาดเจ็บที่ติดตัวมาเกือบตลอด ทำให้ถูกมองว่าควรหากองหน้าคนใหม่ได้แล้ว

แต่พอจบ 2 นัดแรกของฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก เมื่อรุ่นน้องในแดนหน้าทำผลงานได้ไม่ดี คนจึงเรียกร้องหาธีรศิลป์กันอีกครั้ง จนกระทั่งครั้งนี้เขาได้รับโอกาสจากนิชิโนะในที่สุด

ซึ่งเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ตั้งแต่ทำประตูในเกมอุ่นเครื่องกับคองโก จนได้รับความไว้วางใจออกสตาร์ทเป็นหน้าเป้าในเกมกับยูเออี

และก็ยิ่งตอกย้ำว่าธีรศิลป์ยังคงเป็นผู้เล่นที่สำคัญกับทีมอยู่ ทั้งการพักบอล จ่ายบอล หรือทำให้รุ่นน้องเล่นกันได้ง่ายและมั่นใจ แถมยังสามารถทำประตูได้อีกด้วย
บอกเลยว่ากองหน้าคนนี้ ไม่แก่ตาย จริงๆ

2. แจ้งเกิด ‘เอกนิษฐ์’ เต็มตัว

ถ้าหากย้อนไปเมื่อการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ที่อินโดนีเซีย เมื่อปีก่อน เขากลายเป็นแพะตัวหนึ่งสำหรับความล้มเหลวของทีมชาติไทยในเอเชี่ยนเกมส์ ที่ตกรอบแรกแต่หัววัน

แต่เจ้าตัวก็ไม่ยอมแพ้ ทั้งกลับมาทำผลงานในสโมสรกับ เชียงใหม่ เอฟซี จนพาทีมเลื่อนชั้น และยังโลดแล่นในไทยลีกได้ดี จนถูกต้นสังกัดที่แท้จริง สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ดึงกลับมาในเลกสอง ตอนนี้เป็นนักเตะไทยที่ยิงประตูได้มากที่สุดในลีก

จากเกมนัดก่อนที่เขาได้ลงเจอกับอินโดนีเซีย วันนั้นเล่นทางฝั่งขวา แต่ยังดูไม่กล้า เหมือนกลัวรัศมีของรุ่นพี่อย่างชนาธิป สรงกระสินธ์

แต่ 2 นัดล่าสุดทั้งกับคองโก และยูเออี เจ้าตัวกล้าเล่นมากขึ้น เข้ากับทีมได้มากขึ้น มีหลายครั้ง ที่เจ้าตัวพยายามลากตัดเข้ามายิงด้วยขวาข้างถนัด

นัดนี้เอกนิษฐ์ทั้งยิง 1 และจ่าย 1 คว้าแมนออฟเดอะแมตช์ไปครอง แจ้งเกิดอย่างเป็นทางการเรียบร้อยโดยไม่ต้องไปอำเภออีกครั้ง

3. ขาด ‘ชนาธิป’ แต่ไม่ขาดใจ

สิ่งหนึ่งที่ทุกๆ คนกังวลก่อนเกมการแข่งขันคือการที่ไทยจะไม่มี “เมสซี่เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ ดาวเตะคนสำคัญที่ได้รับอาการบาดเจ็บก่อนจะมาทีมชาติ

จริงอยู่ที่ใน 2 เกมแรก ผลงานของชนาธิป อาจจะดูเงียบๆ ไปสักหน่อย แต่นั่นก็เพราะว่าเขาคือคนที่ดึงตัวประกบและเปิดพื้นที่ให้คนอื่นๆ ได้เล่นแทน

ก็แอบคิดเหมือนกันว่า ในเมื่อไม่มีชนาธิป แล้วคู่แข่งจะตามประกบใครกันดีนะ แต่สุดท้ายก็ได้คำตอบว่า การไม่มีชนาธิป ทำให้คู่แข่งไม่สามารถเลือกได้ว่าจะประกบใครเป็นพิเศษ

และมองในแง่ดีมันคือการสร้างระบบของฟุตบอลขึ้นมา ทีนี้ต่อให้เกมไหนไม่มีชนาธิป คนอื่นก็จะสามารถเข้ามาทดแทนกันได้แบบที่ไม่ทำให้ความอันตรายของทีมลดลง นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างนักเตะใหม่ๆ ขึ้นมาได้อีกด้วย

ถือว่านิชิโนะนั้นได้สร้างระบบขึ้นมาในทีมชาติไทยแล้วนั่นเอง

4. เพรสซิ่งคือที่สุด

ถ้าบอกว่า “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ใช้การเล่นแบบเพรสซิ่งจนประสบความสำเร็จ นี่ก็คือสิ่งที่อากิระ นิชิโนะ นำเอามาใช้กับทีมชาติไทยเช่นกัน

จริงๆ แล้วนิชิโนะ เป็นคนที่ชื่นชอบการเล่นเพรสซิ่งแดนบนมาตั้งแต่ตอนทำทีมชาติญี่ปุ่น ในฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมา จะเห็นได้จากเกมที่เอาชนะโคลอมเบีย หรือเกือบชนะเบลเยียม ได้

แต่สิ่งที่ต้องน่าชื่นชมคือด้วยเวลาไม่นานเท่านั้น นิชิโนะ สามารถปลูกฝังให้นักเตะไทยเล่นแบบเพรสซิ่งสูงแดนบน และยังเพรสซิ่งแบบพร้อมเพรียงกันทั้งทีม แถมยังมีสภาพร่างกายวิ่งกันได้ตลอด 90 นาทีอีกด้วย มันเลยทำให้เกมของยูเออี ที่ควรจะเหนือกว่าทีมชาติไทย กลายเป็นด้อยกว่าไทยไปหมดเลย

จะเห็นจากสถิติว่า ไทยเป็นฝ่ายที่ครองบอลได้มากกว่า 54:46 เปอร์เซ็นต์ และยังสร้างโอกาสอันตรายได้มากกว่าเกือบเท่าตัว แม้ว่าเกมส่วนใหญ่จะอยู่ที่กลางสนามเป็นหลัก แต่ยูเออี พาบอลเข้ามาถึงโซนหน้าปากประตูของทีมชาติไทยได้น้อยมากๆ ในเกมนี้

5. จิตใจที่เป็นผู้ชนะ

ต่อเนื่องจากข้อด้านบนอีกสิ่งที่ไทยทำได้ดีมากๆ คือเรื่องของสภาพจิตใจที่มีส่วนไม่น้อยกว่าสภาพร่างกาย เพราะจะเห็นได้ว่าเกมนี้นักเตะไทยพกใจลงมามากกว่ายูเออีอย่างเห็นได้ชัด ทุกคนลงสนามไปโดยคิดอยู่เสมอว่าสามารถเอาชนะทีมใหญ่แห่งเอเชียอย่างยูเออีได้

ดังนั้นมันเลยทำให้ภาพในเกมที่ออกมา คือทีมชาติไทยที่แม้จะเป็นรองเรื่องรูปร่าง แต่เป็นฝ่ายกล้าเข้าบอล กล้าเข้าปะทะกับผู้เล่นของยูเออีในทุกจังหวะ

ซึ่งในโลกของฟุตบอล ถ้าหากว่าคุณพกใจลงสนามไปมากกว่าคู่แข่ง มันก็ยิ่งชัดเจนว่าเป็นผู้ที่มีโอกาสเอาชนะได้มากกว่าอยู่แล้ว

ว่าแล้ว 2 เกมต่อไปของทีมชาติไทย คืออีกหนึ่งช่วงที่หนักที่สุดกับการต้องไปเยือนทั้งมาเลเซีย และเวียดนาม ต่อกัน

มันน่าเตะซะวันนี้พรุ่งนี้เลยก็ดี

บทความก่อนหน้านี้สาวขายประกันชีวิตถูกแฮกไลน์ ส่งไปยืมเงินเพื่อน สูญกว่า 2 หมื่น คนร้ายทันสมัยโอนผ่านคิวอาร์โค้ด
บทความถัดไปวัยรุ่นก่อเหตุทะเลาะกัน หนุ่มถูกรุมทำร้าย เพื่อนสาวฮึดสู้ แทงเข่าช่วยสุดฤทธิ์