‘กกท.’ ออกตัว 50-50 คนไทยได้ดู ‘เอเชี่ยนคัพ’ ชี้ต้องให้เอกชนลุยก่อน ภาครัฐแค่จับตา

‘กกท.’ ออกตัว 50-50 คนไทยได้ดู ‘เอเชี่ยนคัพ’ ชี้ต้องให้เอกชนลุยก่อน ภาครัฐแค่จับตา

จากที่ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่า สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย(เอเอฟซี) แจ้งมายัง สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เตือนว่า ในไทยยังไม่มีเอกชนเจ้าใดซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดศึกฟุตบอล “เอเอฟซี เอเชี่ยนคัพ 2023” ที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 เดือน จะเริ่มเปิดฉากฟาดแข้งระหว่างวันที่ 12 มกราคม-10 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งบริษัทที่ดูแลด้านสิทธิประโยชน์ ของ เอเอฟซี คือ เอเชีย ฟุตบอล กรุ๊ป จากประเทศกาตาร์ ได้ติดต่อกับบริษัทเอกชนของไทยที่มีความสนใจอยากซื้อลิขสิทธิ์อยู่ราว 2-3 บริษัท แต่ฝั่งของไทยเองยังไม่ตกลงเนื่องจากข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งราคา รวมถึงความต้องการของไทยที่อยากซื้อลิขสิทธิ์แค่เกมที่ทีมชาติไทยลงทำการแข่งขันเท่านั้น

สำหรับฟุตบอลเอเชียนคัพ ไม่ใช่ 1 ใน 7 รายการกีฬาที่อยู่ในกฎ Must Have ของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทำให้ภาครัฐไม่สามารถลงมาช่วยเหลือในการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดได้ ขณะที่สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ มีหน้าที่แค่ตัวกลางเจรจา

ย้อนกลับไปเมื่อศึกฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน “เอเอฟเอฟ มิตซูบิชิ อิเล็คทริก 2022” ที่แข่งเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2565 ต่อเนื่องมาจนถึงเดือนมกราคม 2566 นั้น ในทีแรกประเทศไทยก็ไม่มีคนซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด จนกระทั่งผ่านเกมแรกไปแล้ว “นอท” พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ ซีอีโอกองสลากพลัส ได้ทุ่มเงิน 67 ล้านบาท เพื่อซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ก่อนจะให้ช่อง 9 MCOT HD เป็นผู้ถ่ายทอดสด

Advertisement

ล่าสุด ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กล่าวว่า ตอนนี้มีการพูดกันอยู่ แต่ยังพูดเต็มปากไม่ได้ ว่าจะเป็นอย่างไร อยู่ที่เอกชนด้วย ถ้ามีเอกชนสนับสนุนแล้วจับมือสถานีก็เป็นเรื่องดี กกท.ไม่มีหน้าที่โดยตรง ไม่อยากไปเกี่ยวอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน กฎ กสทช. ก็ยังเหมือนเดิม ไม่ได้ปลดล็อกอะไร ดังนั้นยังอยู่ในกฎกติกาเดิม การเข้าไปของ กกท. ต้องระมัดระวัง ซึ่งสถานี “ทีสปอร์ต” ที่อยู่ในการดูแลของ กกท. นั้น โดนจำกัดด้วยเงื่อนไข ดังนั้นในคอนเทนท์ต่างๆ หากเอกชนสนใจจะซื้อ ต้องเปิดทางให้ก่อน

เมื่อถามว่า เท่าที่ทราบมีใครที่แสดงความสนใจจะซื้อหรือไม่ ผู้ว่าการ กกท. กล่าวว่า มีพูดถึงราคาเท่านั้น เท่านี้ แต่ส่วนตัวก็ไม่รู้ว่ามีเจ้าไหนกำลังคุย ถึงตอนนี้ก็ใกล้แข่งเต็มทีแล้ว ยอมรับว่ายังไม่เห็นความชัดเจน แต่ กกท. ก็ให้ทีมงานที่เกี่ยวข้อง จับตาดูว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ดูความเป็นไปได้ต่างๆ ซึ่งหากหลังปีใหม่แล้วยังไม่มีใครซื้อลิขสิทธิ์ ก็ต้องมาพิจารณา รวมทั้งหารือกับ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ด้วย

เมื่อถามว่า สำหรับแฟนบอลไทย กับโอกาสได้เชียร์ช้างศึกในเอเชียนคัพ อยู่ที่ 50-50 ใช่หรือไม่ ดร.ก้องศักด กล่าวว่า 50-50 โดยราคาที่แจ้งมา ยังแพงไปสำหรับภาครัฐ ก็ให้ไปต่อรองว่า หากเป็นทีวีช่องของภาครัฐเข้ามา จะให้ราคาได้แค่ไหน จะได้ไปหาพาร์ทเนอร์มาช่วยลงทุน หลักการคือไม่อยากใช้เงินกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เพราะต้องเอาส่วนนี้มาพัฒนากีฬาเป็นหลัก.

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image