ชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูล โดย ‘อ.สกล’ ร้องกระทรวงศึกษา หลังโรงเรียนประกาศฉีก MOU
โรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล จังหวัดฉะเชิงเทรา ประกาศยกเลิกบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูลอย่างเป็นทางการ ซึ่งมี อาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ ทำหน้าที่คุมทีมขาสั้นอยู่ในปัจจุบัน โดยการตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจากทางโรงเรียนตรวจพบการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงร่วมกันหลายประการ ทั้งเรื่องการบริหารจัดการและกฎระเบียบภายใน
สำหรับสาเหตุสำคัญในการยกเลิกความร่วมมือ ประกอบด้วยการนำนักเรียนออกนอกสถานศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาตตามขั้นตอน การไม่ส่งรายชื่อทีมงานผู้ฝึกสอนให้ทางสถานศึกษารับทราบอย่างถูกต้อง รวมถึงปัญหาเรื่องการใช้สถานที่ภายในโรงเรียนโดยไม่ได้รับอนุมัติ ส่งผลให้ทางฝ่ายบริหารต้องออกแถลงการณ์เพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานศึกษา
ทั้งนี้ ประกาศซึ่งลงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ระบุรายละเอียดเงื่อนไขเวลาว่า การยกเลิก MOU จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการทันทีหลังจากทีมฟุตบอลของโรงเรียนเสร็จสิ้นภารกิจการแข่งขันรายการ 7HD แชมเปียนคัพ 2026 โดยกำหนดให้ทางชมรมฟุตบอลดำเนินการขนย้ายทรัพย์สินและอุปกรณ์ทั้งหมดออกจากพื้นที่โรงเรียนภายใน 15 วันนับจากวันจบการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ทางโรงเรียนพุทธิรังสีพิบูลเน้นย้ำเพื่อความมั่นใจของทุกฝ่ายว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะความเป็นนักเรียนแต่อย่างใด โดยโรงเรียนพร้อมให้การดูแลและช่วยเหลือทั้งกลุ่มนักเรียนที่ประสงค์ศึกษาต่อในโรงเรียนเดิม และผู้ที่ต้องการย้ายไปยังสถานศึกษาแห่งใหม่ รวมถึงการประสานงานกับผู้ปกครองอย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลเยาวชนทุกคนในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้
ล่าสุดฝ่ายชมรมซึ่งมี “อ.สกล” สกล เกลี้ยงประเสริฐ ดูแลทีม ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมข้อโต้แย้ง 10 ประเด็น ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและทบทวนการยกเลิกความร่วมมือ
ก่อนหน้านี้ โรงเรียนออกประกาศลงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ระบุเหตุผลหลายประการ ทั้งการนำนักเรียนออกนอกสถานศึกษาโดยไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตตามขั้นตอน การไม่แจ้งรายชื่อบุคลากรและทีมงานผู้ฝึกสอนอย่างถูกต้อง รวมถึงการใช้สถานที่ภายในโรงเรียนโดยไม่ได้รับอนุญาต
โดยการยกเลิก MOU จะมีผลหลังทีมเสร็จสิ้นภารกิจในศึก 7HD แชมเปียนคัพ 2026 พร้อมยืนยันว่าจะดูแลสิทธิ์และการศึกษาของนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ
ด้านฝ่ายชมรมยื่นข้อโต้แย้งรวม 10 ประเด็น โดยหนึ่งในสาระสำคัญระบุว่า ไม่ได้รับหนังสือแจ้งยกเลิก MOU เป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าตามเงื่อนไขข้อ 7.2 และไม่ได้รับโอกาสให้ชี้แจงหรือแก้ไขประเด็นที่ถูกกล่าวถึงก่อนโรงเรียนประกาศยกเลิก
นอกจากนี้ ชมรมยังตั้งข้อสังเกตถึงการอ้างระเบียบการพานักเรียนไปนอกสถานศึกษา พ.ศ. 2548 โดยระบุว่าระเบียบดังกล่าวถูกยกเลิกและมีฉบับ พ.ศ. 2562 ใช้แทน พร้อมขอให้ตรวจสอบกระบวนการตามหลักกฎหมายปกครองและความเป็นกลางในการพิจารณา
อีกประเด็นที่ฝ่าย อ.สกล แสดงความกังวล คือผลกระทบต่ออนาคตของนักฟุตบอลเยาวชน โดยระบุว่าที่ผ่านมาชมรมได้สนับสนุนทั้งอุปกรณ์กีฬา ค่าเดินทาง และการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกบางส่วนภายในโรงเรียน
ในหนังสือยังขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้บริหารโรงเรียน โดยมีการอ้างถึง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังเป็นข้อเรียกร้องจากฝ่ายชมรม และยังไม่มีข้อสรุปว่ามีผู้ใดกระทำผิดตามกฎหมาย
จากโรงเรียนประกาศยกเลิก MOU สู่ อ.สกล และฝ่ายชมรมยื่น 10 ข้อโต้แย้งถึงกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องนี้จึงยังต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีอนาคตของนักฟุตบอลเยาวชนเป็นอีกประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา
โดยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ หัวหน้าผู้ฝึกสอน และ ดร.ขจรยศ โชติธนเศรษฐ์ ประธานชมรมฯ ได้ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงและปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดของทางโรงเรียน โดยมองว่าคำสั่งดังกล่าวไม่เป็นธรรมและส่งผลกระทบต่ออนาคตของเยาวชนอย่างร้ายแรง
ฝั่งชมรมฯ ได้นำหลักฐานเอกสารออกมาชี้แจง ในประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่าพานักเรียนออกนอกสถานศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยยืนยันว่าการเดินทางไปแข่งขันที่จังหวัดแพร่ ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา มีการทำหนังสือขออนุญาตถูกต้องตามระเบียบ และมีรองผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้ลงนามรับทราบ อีกทั้งในวันเดินทาง ผู้อำนวยการโรงเรียนยังได้รับรู้และฝากสิ่งของไปร่วมทำบุญด้วย การนำประเด็นนี้มาเป็นเหตุผลหลักในการฉีก MOU จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไร้น้ำหนัก
ส่วนเรื่องการก่อสร้างอาคารและโรงอาหาร ชมรมฯ ระบุเป็นการใช้นบประมาณตัวเองเพื่อพัฒนาสวัสดิการของเด็ก ซึ่งโรงเรียนรับทราบและอนุญาตมาตั้งแต่ต้น ส่วนปัญหาเรื่องมิเตอร์ไฟฟ้าติดขัดที่กระบวนการของโรงเรียนเอง ไม่ใช่ความผิดของชมรม
ดร.ขจรยศ โชติธนเศรษฐ์ ประธานชมรมฯ เผยว่า ประกาศยกเลิก MOU ดังกล่าว ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงที่ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องมีการแจ้งล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องเปิดโอกาสให้มีการเจรจาแก้ไข ทางชมรมฯ จึงได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้บริหารโรงเรียนดังกล่าว ว่าเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลและความเป็นกลางทางการศึกษาหรือไม่ เนื่องจากคำสั่งนี้สร้างความบอบช้ำทางจิตใจให้กับเด็กนักเรียนในโครงการกว่า 70 ชีวิต
ด้าน อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ ยืนยันว่า แม้จะเกิดความขัดแย้งขึ้น แต่ในฐานะผู้ฝึกสอนจะยังคงทำหน้าที่นำทัพนักเตะเยาวชนลงแข่งขันในรายการ ฟุตบอล 7HD แชมเปียนคัพ 2026 ต่อไปจนจบตามสิทธิ์เพื่ออนาคตของเด็กๆ อย่างไรก็ตาม หากท้ายที่สุดแล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม และโรงเรียนยังคงบังคับให้ย้ายออกภายใน 15 วัน หลังจบการแข่งขัน ทางชมรมฯ ก็พร้อมที่จะพานักเรียนทั้งหมดและทีมงาน ย้ายไปสังกัดและเรียนต่อยังสถานศึกษาแห่งใหม่ ที่พร้อมให้การสนับสนุนและมองเห็นคุณค่าในการพัฒนาศักยภาพด้านกีฬาของเยาวชนอย่างแท้จริง



