ยกเลิกศึกใหญ่เทนนิส ‘อินเดียนเวลส์’ ก่อนรอบคัดเลือกเริ่มแค่ 1 วัน เหตุหวั่นโควิด-19

สมาคมนักเทนนิสอาชีพประเภทชาย “เอทีพี” และสมาคมนักเทนนิสอาชีพฝ่ายหญิง “ดับเบิลยูทีเอ” ประกาศยกเลิกการแข่งขันเทนนิส ระดับมาสเตอร์ส ซีรีส์รายการแรกของปี ศึกบีเอ็นพี พาริบาส โอเพ่น หรือ “อินเดียน เวลส์” ซึ่งถือเป็นทัวร์นาเมนต์กีฬาขนาดใหญ่รายการแรกที่ถูกยกเลิกในสหรัฐ เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือโคโรนา

สำหรับศึกอินเดียนเวลส์ ถือเป็นทัวร์นาเมนต์ใหญ่ของเทนนิส โดยเป็นรองเพียงแค่ศึกแกรนด์สแลมทั้ง 4 รายการเท่านั้น ซึ่งในทุกๆ ปีมีผู้เข้าชมกว่า 400,000 รายให้ความสนใจเดินทางมาเชียร์นักกีฬาคนโปรดถึงขอบสนาม และในปีนี้ เดิมทีมีกำหนดแข่งขันระหว่างวันที่ 11-22 มีนาคม ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีนักเทนนิสจำนวนมากทั้งชายและหญิงได้เดินทางถึงแคลิฟอร์เนียแล้ว เพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันรอบคัดเลือกในวันจันทร์ ก่อนการแข่งขันรอบแรกในประเภทหญิงเดี่ยว จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันพุธที่ 11 มีนาคม ส่วนฝ่ายชายรอบแรกจะแข่งขัน 1 วันถัดจากนั้น

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการแข่งขันได้ปล่อยแถลงการณ์ยกเลิกการแข่งขันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น เนื่องจากสาธารณสุขของแคลิฟอร์เนียได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน เพราะพบผู้เสียชีวิตจากเชื้อโควิด-19 ส่วนสถานการณ์ในสหรัฐล่าสุด มีผู้ติดเชื้อรวม 537 คน, รักษาหาย 8 คน และเสียชีวิตแล้ว 21 ราย

ทอมมี่ ฮาส อดีตนักเทนนิสชายชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายจัดการแข่งขัน กล่าวว่า พวกเรารู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่ศึกอินเดียนเวลส์ไม่สามารถจัดแข่งขันได้ อย่างไรก็ตาม สุขภาพและความปลอดภัยของทุกคนเป็นสิ่งสำคัญกว่า

ขณะที่ เดริส ชาโปวาลอฟ นักหวดชายมือ 16 ของโลกจากแคนาดา กล่าวว่า รู้สึกตกใจมากๆ กับการประกาศยกเลิกการแข่งขันแบบกะทันหันแบบนี้

ทั้งนี้ แชมป์เก่าเมื่อปี 2019 ในศึกอินเดียนเวลส์ ฝ่ายชายคือโดมินิก ธีม จากออสเตรีย (ชนะโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ มือดังสวิส) ส่วนฝ่ายหญิง ได้แก่ เบียงก้า อันเดรสคู จากแคนาดา (ชนะอังเกลิค แคร์เเบอร์ จากเยอรมนี)

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้กรมเจรจาฯ เผยมุมมองอนาคต”ไทย-ยูเค”หลังเบร็กซิท  
บทความถัดไปชาวเน็ตสุดทน เปิดคลิป ‘บอย ศรสุวีร์’ ก่อน-หลัง โดนแฉกักตุนหน้ากาก 200 ล้านชิ้น