ชีวิตวันนี้ของ ‘สาวน้อยมหัศจรรย์’ ปริมประภา เเก้วคำไสย์

หากพูดถึงวงการตะกร้อในบ้านเราแล้ว เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จัก “สาวน้อยมหัศจรรย์” ปริมประภา เเก้วคำไสย์ จอมเสิร์ฟสาวที่มีลีลาการเสิร์ฟโดดเด่นและหาตัวจับยาก ซึ่งล่าสุดพาทีม ฮอนด้า ชลบุรี คว้าแชมป์ศึกตะกร้อชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 31

ปริมประภา เกิดมาในครอบครัวของนักตะกร้ออย่างแท้จริง เป็นน้องสาวของ “เพชฌฆาตเงียบ” นิตินัดดา แก้วคำไสย์ อดีตจอมเสิร์ฟสาวชื่อดัง ขณะที่บิดาอย่าง สิทธิ เเก้วคำไสย์ ก็เป็นอดีตนักตะกร้อเก่า และยังเป็นโค้ชคนแรกให้กับเจ้าตัวด้วย หลังจากเห็นพี่สาวคว้าเหรียญทองในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 11 ปี ก็เริ่มเอาจริงกับการฝึกซ้อม เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้เป็นอย่างพี่สาวเธอให้จงได้

ความฝันสูงสุดของปริม คือการก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในทีมชาติให้ได้อย่างพี่สาว ซึ่งเธอก็เคยเกือบสามารถทำมันได้เเล้วครั้งหนึ่ง ตอนอายุ 16 ปี เเต่ความฝันก็เเตกสลายไป หลังจากการเป็นตัวเเทนนักกีฬานักเรียนไทยไปเเข่งขันรายการอาเซี่ยนสกูลเกมส์ ที่ประเทศเวียดนาม ปริมถูกเรียกให้มาเก็บตัวเป็นนักกีฬาทีมชาติ เพื่อไปเเข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ แต่หลังได้ซ้อมเพียง 26 วัน ก็ถูกผู้ฝึกซ้อมในตอนนั้น ส่งตัวกลับบ้าน เนื่องจากเหตุผลว่า “ยังมีอายุน้อยอยู่”

จากนั้นปริมก็ก้มหน้าฝึกซ้อมต่ออีกครั้ง โดยหวังว่าสักวันจะได้มีโอกาสทีมติดชาติอีก โดยปริมสามารถคว้าเเชมป์รายการต่าง ๆ ได้มากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งเเต่ละเเชมป์ที่เธอได้มา ก็ไม่ใช่การเเข่งขันรายการเล็ก ๆ เเต่เธอได้เเชมป์รายการใหญ่ เเละสามารถเอาชนะนักตระกร้อทีมชาติมาเเล้วหลายต่อหลายคน จนได้รับฉายาจากนักข่าวว่า “สาวน้อยมหัศจรรย์”

แต่จนถึงอายุ 22 ปี สาวน้อยมหัศจรรย์ รายนี้ ก็ยังไม่มีโอกาสได้ติดทีมชาติเลยสักครั้งนับตั้งแต่ถูกส่งตัวกลับในครั้งนั้น ซึ่งปริมเปิดใจว่า หลังจากที่ถูกส่งตัวกลับบ้านในครั้งนั้น รู้สึกเสียใจอย่างมากเพราะมันคือความฝันสูงสุดของตัวเอง เเต่หลังจากวันนั้นก็ตั้งใจฝึกซ้อม เเละทุ่มเทกับการเเข่งขันทุกครั้ง รู้สึกเสียใจที่ตนเองยังไม่มีโอกาสได้รับใช้ทีมชาติเสียที

ปริมกวาดเเชมป์รายการต่าง ๆ มาได้อย่างมากมาย จนมีชื่อเสียงไปทั่ว เเต่ทางเเคมป์ทีมชาติกลับเมินสาวน้อยคนนี้ เป็นที่น่าสงสัยว่าอาจมีปัญหากับตัวน้องเอง หรือว่ากับทางครอบครัวน้อง เป็นสิ่งที่ปริมสงสัยมาโดยตลอด

“รู้สึกเสียใจ เเละไม่ทราบว่าเคยทำอะไรให้ผู้ใหญ่ไม่สบายใจหรือป่าว ถึงไม่เคยมอบโอกาสให้อีกเลย อยากลองเปิดใจคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องสักครั้ง ที่ผ่านมาไม่เคยได้พูดคุยกับโค้ชทีมชาติเเม้เเต่ครั้งเดียว ถ้าเกิดเคยทำอะไรผิดไปก็อยากขอโทษ เเละอยากรู้เหตุผล ความฝันตั้งเเต่เด็กคือการได้เล่นให้ทีมชาติเหมือนพี่อุ้ม เเต่ถ้าหลังจากนี้ไป 2-3 ปี ก็คงผันตัวไปเป็นโค้ชจะดีกว่า”

ในเมื่อยังไม่ติดทีมชาติ สิ่งที่ ปริมประภา สามารถทำได้คือการก้มหน้าฝึกซ้อม ซึ่งเมื่อปี พ.ศ.2560 เจ้าตัวได้มีโอกาสเดินทางไปยังต่างประเทศ จากการเชิญชวนของสโมสรตะกร้อในประเทศเกาหลีใต้ ที่ต้องการนักตะกร้อฝีมือดี ไปเป็นคู่ฝึกซ้อมให้กับนักตระกร้อเเดนโสมขาวที่ประเทศของตน

การเดินทางไปเป็นคู่ฝึกซ้อมครั้งเเรกนั้น มี ธิดาวัลย์ ดาวสกุล เเละอารีรัตน์ ตาขัน อดีต 2 นักตะกร้อหญิงทีมชาติไทย ร่วมเดินทางไปด้วย โดยครั้งเเรกนั้นได้ไปฝึกซ้อมร่วมกับสโมสรซองบุ ของประเทศเกาหลีใต้เป็นเวลาเกือบ 1 เดือน หลังจากนั้นทางสโมสรอื่นอย่าง อินชอน ก็ได้ติดต่อให้ปริมเดินทางไปเป็นคู่ฝึกซ้อมให้นักกีฬาตระกร้อเกาหลีอีกถึง 3 ครั้ง เเละอาจจะมีครั้งต่อไปในอนาคต ถือว่าต่างชาติอาจเห็นฝีเท้าของปริมที่ไม่ธรรมดา จึงดึงตัวเธอไปฝึกซ้อมให้นักกีฬาของตนอยู่เสมอในระยะหลังนี้

หลังจากนี้ หากปริมยังไม่ได้รับโอกาสรับใช้ทีมชาติอีก คงต้องเปลี่ยนเส้นทางไปเป็นโค้ชเเทน ซึ่งก็น่าเสียดายที่นักตะกร้อแชมป์การันตีฝีมือขนาดนี้ เหตุใดคนที่ถูกเรียกว่าสาวน้อยมหัศจรรย์ จึงไม่มีธงชาติไทยติดอยู่บนหน้าอกของเธอเลยเเม้สักครั้งเดียว

บทความก่อนหน้านี้รวบ ‘เปา วุฒากาศ’ พ่อค้าบ๊ะจ่าง พร้อมเคตามีน 2 กก. รับ ผันตัวเป็นเด็กส่งยาเพราะหนี้-เลี้ยงลูกเล็ก
บทความถัดไป‘บิ๊กป๊อก’ ป่วย น้ำมูกไหล แจ้งลาประชุม ครม. แพทย์ตรวจรักษาเรียบร้อย