เกรียนเขียนบอล : เกมแรกของ’นิชิโนะ’ พอดีแต่ยังไม่พอใจ!

อากิระ นิชิโนะ กุนซือชาวญี่ปุ่นของ “ช้างศึก” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ประเดิมผลงานในการคุมทีมนัดแรกของตัวเอง ด้วยการเสมอกับ “ดาวทอง” ทีมชาติเวียดนาม ไปแบบไร้สกอร์ 0-0 ซึ่งนับเป็นการเปิดฉากฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง อีกด้วย

เกมนี้แม้ว่าจะต้องไปเตะกันไกลถึงสนามกีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต แถมช่วงบ่ายๆ ยังมีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่บรรยากาศแฟนบอลที่ไปต้องบอกว่ายอดเยี่ยมมากๆ ตั้งแต่บัตรที่ขายหมดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้คนเข้าไปให้กำลังใจทีมชาติไทยกันแบบเต็มสนาม ทั้งกองเชียร์ไทยและเวียดนามต่างสร้างสีสันให้กับการแข่งขันครั้งนี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว

ก่อนเกมการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อรายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงของทีมชาติไทยออกมา มันก็พลันเกิดความฮือฮา และความประหลาดใจอย่างมาก เพราะจากตอนเลือกผู้เล่น 33 คน มีกองหน้า 2 คน ตัดเหลือ 23 มีอยู่คนเดียว และสุดท้ายพอจะลงสนามกลับไม่มีกองหน้าอาชีพเลยสักคน

พอลงสนาม จะเห็นได้ว่า นิชิโนะ วาง “นิว” ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ เอาไว้ให้เป็นกองหน้าตัวเป้า ไปยืนค้ำในเขตโทษ ขณะที่ “เช็ค” สุภโชค สารชาติ วางไว้ทางริมเส้นฝั่งซ้าย ส่วน “เมสซีเจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ เป็นตัวฟรีวิ่งพล่านไปทั่วในแดนหน้า

ส่วนแดนกลางเลือกที่จะใช้มิดฟิลด์ที่เป็นเชิงรับเสียส่วนใหญ่ ทั้ง “ตั้ม” ธนบูรณ์ เกษารัตน์ เป็นตัวรับสุดท้ายหน้าแผงหลัง ส่วน “เต้” พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล กับ “ตังค์” **สารัช อยู่เย็น** เป็นผึ้งงาน ที่คอยไล่บีบเกมของเวียดนาม

ส่วนหนึ่งที่เห็นจากการเล่นของทีมชาติไทย แล้วต้องให้คำชมอย่างมาก คือความยืดหยุ่นในแผนการเล่น ที่ทุกคนทำความเข้าใจกันมาเป็นอย่างดี ระหว่างเกมจะได้เห็นว่ารูปแบบตำแหน่งการเล่นของทีมชาติไทยนั้น ไม่ตายตัว ทั้งระบบ 4-1-4-1, 4-3-3, 4-1-3-2 หรือแม้กระทั้งการปรับให้เหลือกองหลังแค่ 3 คน ด้วยการถอยธนบูรณ์ลงไปเล่น กลายเป็น 3-4-3 ก็ยังสามารถทำได้เช่นกัน อาจจะยังไม่ถึงขั้นเนียนตา แต่การมีเวลาเตรียมแบบครบทีมแค่ 2-3 วัน นับว่าโอเคมากๆ แล้ว

ส่วนหนึ่งที่เราต้องยอมรับเลย คือนาทีนี้ เวียดนาม ไม่ใช่ “บานาน่า ออฟ อาเซียน” เหมือนที่เราเคยปรามาสเขาเอาไว้เมื่อตอนคัดเลือกฟุตบอลโลก 2018 ที่เราสามารถเอาชนะได้ทั้งไปและกลับ

นับตั้งแต่ปาร์ค ฮัง ซอ กุนซือชาวเกาหลีใต้คนนี้ เข้ามาปฏิวัติการเล่นใหม่ของเวียดนาม พวกเขากลายเป็นทีมที่เล่นได้อย่างมีระบบมากขึ้น อย่างเกมกับทีมชาติไทย พวกเขาเลือกใช้การคุมโซนพื้นที่ ฟูลแบ๊กทั้งสองข้างของเวียดนามในเกมนี้ เติมเกมบุกขึ้นมาน้อยมากๆ

ขณะที่กองกลางของเวียดนาม จะต้องมีอย่างน้อย 1 คนที่คอยประกบติด ชนาธิป ของไทยเอาไว้ เพราะรู้ดีว่าถ้าเปิดพื้นที่ให้ดาวเตะจากคอนซาโดเล่ ซัปโปโร เมื่อไหร่ ความอันตรายของทีมชาติไทยจะเกิดขึ้นทันที ซึ่งหลายครั้งเมสซี่จะ พยายามจะเลี้ยงกินตัวนักเตะเวียดนาม แต่สุดท้ายก็โดนรุมจนต้องจ่ายให้เพื่อน หรือถูกตัดบอลไปได้เสมอ

นี่คือโจทย์หนึ่งที่ นิชิโนะ จะต้องไปทำการบ้านเช่นกัน เพราะไทยอยู่ในกลุ่มที่มีแต่ชาติจากอาเซียน ซึ่งทุกทีมนั้นพร้อมจะมาประกบติดชนาธิปแน่นอน จะแก้ไขให้คนอื่นขึ้นเกม หรือเข้าไปทำประตูกันอย่างไร

กลายเป็นว่าเกมวันนี้ นักเตะที่ต้องยกให้เป็นคนที่ทำผลงานได้ดีที่สุด ก็คือ สุภโชค เจ้าหนูจากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด รายนี้ คือคนที่สร้างโอกาสให้กับทีมได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเกมทางด้านซ้าย การกระชากหนีผู้เล่นเวียดนาม ซึ่งน่าเสียดายที่อย่างน้อยเจ้าตัวน่าจะมีสกอร์ในเกมนี้สัก 1 ประตู

ไม่อยากให้ทุกคนไปตำหนิเจ้าหนูวัย 21 ปี รายนี้ กับจังหวะสุดท้ายของเกมมากนัก รู้ว่าทุกคนเสียดาย แต่คนที่ไม่อยู่ในจุดนั้นอาจจะไม่เข้าใจนักเตะเช่นกัน เอาจริงๆ ถ้ายิงเข้าทุกคนก็จะดีใจกับเขาไปแล้ว แต่ในเมื่อมันไม่เข้า สิ่งที่ควรทำที่สุดคือการให้กำลังใจกับสุภโชคต่อไป

ว่ากันในส่วนของสนามแข่งขัน นี่คืออีกหนึ่งตัวแปรที่ทำให้ผลออกมาเป็นแบบนี้ เพราะว่าสไตล์การเล่นของทีมชาติไทย คือการต่อบอลบนพื้น ใช้ความเร็วในการวิ่งเข้าทำ แต่ว่าจากที่ฝนตกลงมาในช่วงบ่ายอย่างหนัก แม้ว่าจะพยายามรีดน้ำออกมากแค่ไหน แต่สุดท้ายมันก็ยังส่งผลต่อการเล่นอยู่ดี จะเห็นว่าหลายครั้งทีมชาติไทยพยายามสวิตช์บอลจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย แต่ทำได้ไม่เร็วพอที่จะโจมตีคู่แข่ง ก็เพราะเรื่องของสนามนี่แหละ

แต่ก็ใช่ว่าเกมนี้จะไม่มีปัญหา ส่วนหนึ่งที่เห็นชัดเจนคือเรื่องเกมรับ คู่เซนเตอร์ทั้ง “โย่ง” พรรษา เหมวิบูลย์ กับ มานูเอล ทอม เบียห์ร เป็นสไตล์สูงใหญ่ แต่ก็ช้าทั้งคู่ อีกทั้งหลายๆ จังหวะยังดูล่กๆ จะเคลียร์ก็ไม่เคลียร์ พอโดนเวียดนามบีบเร็วก็ทำให้เกือบเสียหายหลายครั้ง

ไม่ใช่ว่าทั้งสองคนไม่ดี แต่ยังชื่นชอบคู่เซนเตอร์ในสไตล์ที่ 1 เร็ว 1 ช้า อยู่เสมอ เพราะถ้าคนแรกพลาด ยังมีอีกคนช่วยได้ อย่างคู่นี้จะเห็นว่าถ้าหลุดคนใดคนหนึ่ง ก็คือหลุดทั้งแผงเลย นับว่ายังไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ ซึ่งขนาดคนดูอย่างเรายังเห็น เชื่อว่านิชิโนะเองก็คงเห็นแน่นอน

สรุปแล้วเกมแรกของนิชิโนะ มันมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปหลายอย่างสำหรับทีมชาติไทย แต่เวลาที่ให้เขาในการเตรียมทีมแค่ 10 วัน มันน้อยเกินไปที่นักเตะจะพลิกโฉมจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ ไหนจะมีเรื่องของความกดดันที่ถาโถมเข้ามาอีก ก็คงต้องบอกว่าเป็นผลงานที่พอดี แต่ยังไม่พอใจละกัน

ซึ่งหวังว่านัดต่อไปที่จะต้องบุกไปเยือน อินโดนีเซีย ในวันที่ 10 กันยายนนี้ จะได้เห็นรูปเกมที่ดีขึ้น น่ากลัวขึ้น และสนุกขึ้น เพราะอย่างน้อยที่ดูพยากรณ์อากาศ โอกาสที่ฝนจะตกนั้นแทบจะเป็น 0 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีที่จะได้เห็นทีมชาติไทยสไตล์นิชิโนะแบบเต็มๆ

เป้าหมายไม่มีอะไรมาก ต้อง 3 แต้มเท่านั้นถ้ายังอยากจะเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายอยู่

บทความก่อนหน้านี้วันนี้คนกรุงเจอฝน 40%ของพื้นที่ น้ำโขงหนองคายแนวโน้มสูงขึ้น
บทความถัดไปโจ๋สงขลาหัวร้อน! คว้าปืนยิงดับคาที่ 1 ฉุนถูกเบิ้ลเครื่องใส่