คอลัมน์เกรียนเขียนบอล : เริ่มเห็นหนทาง

ศึกแดงเดือดจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 ผิดจากการคาดการณ์ว่า ลิเวอร์พูล จะบุกมาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงโอลด์ แทรฟฟอร์ด ได้แน่นอน เพราะผลงานของทีมก่อนหน้านี้ต่างกันราวฟ้ากับเหว

อย่างไรก็ตาม เกมแดงเดือดในบ้าน ทีมปีศาจแดงย่อมต้องมีความมุ่งมั่น กระหาย และไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แน่นอน ส่วนทีมหงส์แดงเองก็เกรงบารมีคู่ปรับอยู่บ้าง แม้รู้ดีว่าแมนฯยูทีมนี้ไม่ดีเหมือนก่อนแล้ว

ผลเสมออาจจะดูไม่แย่ เหมาะสมกับเกมระดับนี้ แต่ลิเวอร์พูลที่มีเกมรุกโหดร้ายมาตลอดหลายนัดหลัง ไม่สามารถรักษาสถิติชนะรวดเอาไว้ได้ และไม่สามารถชนะ 19 นัดติดต่อกัน เพื่อเป็นทีมที่ชนะในเกมลีกได้ติดต่อกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก อังกฤษได้ ที่สำคัญช่องว่างที่นำ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เหลือ 6 แต้ม อาจจะยังดูห่าง แต่เกมยังเหลือถึง 29 นัด บอกเลยว่าวางใจอะไรไม่ได้

สิ่งที่หงส์แดงเสียหายมากที่สุด คือ การที่แมนฯยูแสดงให้เห็นว่าจัดการยังไงให้ ซาดิโอ มาเน่ หมดความอันตรายได้ มาเน่หายไปจากเกม มีบทบาทน้อยมาก ถ้าไม่นับประตูที่ยิงเข้าแต่วีเออาร์ฟ้องว่าเป็นแฮนด์บอล ต่างกับการเจอทีมอื่นๆ ที่ทั้งยิง ทั้งวิ่ง ปั่นป่วนแนวรับคู่แข่งได้ตลอด

ลิเวอร์พูลแสดงถึงความหวั่นไหวตั้งแต่ที่โยกมาเน่ไปยืนด้านซ้าย เพื่อให้ไม่ต้องเจอกับ อารอน วาน-บิสซาก้า แบ๊กจอมขโมยบอลแล้ว นอกจากนั้น โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ก็ไม่ได้แสดงพลังการสร้างเกมอย่างที่เคยเป็น 

สำหรับแมนฯยูการได้ 1 แต้มจากลิเวอร์พูลที่ยังไม่เสมอและไม่แพ้ใคร อาจจะยังทำให้สาวกปีศาจแดงยิ้มไม่กว้าง เพราะนำมาถึง 85 นาที ย่อมฝันไปถึง 3 แต้มแล้ว แต่ก็ทำให้ได้เห็นว่า นักเตะของพวกเขาไม่ได้ห่วยแตกขนาดที่คิดกัน มาร์คัส แรชฟอร์ด, ดาเนียล เจมส์ วิ่งไม่มีหมด เล่นทั้งรับทั้งรุก กระชากลากเลื้อยป่วนกองหลังหงส์แดงได้แบบน่าปรบมือให้

สก๊อตต์ แมคโทมิเนย์ มิดฟิลด์พลังหนุ่ม แอชลีย์ ยัง กัปตันทีม มีเลือดปีศาจแดงในตัวเต็มเปี่ยม เป็นคนที่ทุ่มสุดตัวในทุกจังหวะ รวมทั้ง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ก็เล่นคุ้มค่าตัวอย่างมากในศึกแดงเดือดครั้งแรกในชีวิตของตัวเอง

หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับว่าทั้งสองทีมจะรักษาโมเมนตั้มของตัวเองไว้ได้ขนาดไหน แมนฯยูจะเอารูปแบบการเล่น โดยเฉพาะเกมรุกในครึ่งแรก มาเก็บชัยชนะหลังจากนี้หรือไม่ ลิเวอร์พูลที่ไม่แฮปปี้นักกับการเสียสถิติชนะรวด จะเป๋หรือไม่ เพราะเกมหน้าต้องเจอกับ สเปอร์ส ที่จะแพ้ไม่ได้อีกแล้ว ถ้าอยากจะรักษาเส้นทางทางของท็อปโฟร์ และเพื่อแก้แค้นจากความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลที่แล้ว

เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ต่างกับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ แต่โซลชาร์ทำให้เห็นแล้วว่า เขายันลิเวอร์พูลได้ แม้ทุกอย่างจะเป็นรอง ส่วนโปเช็ตติโน่มีปัจจัยที่เสียเปรียบตรงที่เกมหน้าต้องไปเยือนแอนฟิลด์ก็เท่านั้น

แมนฯยูทำให้เห็นแล้วว่าคู่แข่งจะยันลิเวอร์พูลได้ยังไง อยู่ที่ใครจะทำตามอย่างได้หรือไม่ก็เท่านั้น

ติดตามข่าวเด็ดกีฬาดัง ทาง Line@ มติชนกีฬา (@matisport) คลิกเลย
เพิ่มเพื่อน

บทความก่อนหน้านี้รอลุ้นผลเลือกตั้งแคนาดา ‘จัสติน ทรูโด’ ได้ไปต่อหรือไม่
บทความถัดไป‘บิ๊กตู่’ ถึง ญี่ปุ่น แล้ว เตรียมเข้าร่วม พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระจักรพรรดิ วันนี้