สกู๊ปพิเศษ : ‘สปริงบ๊อกส์’ กับชัยชนะที่มากกว่าถ้วยแชมป์

REUTERS/Matthew Childs

สุดสัปดาห์ที่แล้ว ศึก รักบี้ เวิลด์คัพ 2019 ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งดำเนินมา 1 เดือนครึ่ง ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมๆ กับชัยชนะของ แอฟริกาใต้ เหนือ อังกฤษ 32-12 จุด

ชัยชนะดังกล่าวทำให้ “สปริงบ๊อกส์” รักษาสถิติคว้าชัย 100 เปอร์เซ็นต์ ในการเล่นรอบชิงชนะเลิศเวิลด์คัพ อีกทั้งยังเป็นการคว้าแชมป์ที่เว้นระยะห่าง 12 ปีอีกครั้งอีกด้วย

แชมป์แรกของสปริงบ๊อกส์เกิดขึ้นในปี 1995 บนแผ่นดินของตัวเอง ซึ่งภาพการมอบถ้วยรางวัลจากประธานาธิบดี เนลสัน แมนเดลา ผู้นำผิวดำคนแรกของประเทศที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งได้ปีเดียว สู่มือของ ฟรองซัวส์ พีนาร์ กัปตันทีมผิวขาวของสปริงบ๊อกส์ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพและความเท่าเทียมในช่วงที่แอฟริกาใต้กำลังก้าวสู่ยุคสมัยใหม่หลังผ่านการต่อสู้เรื่องการแบ่งแยกสีผิวมาอย่างรุนแรงก่อนหน้านั้น

เนลสัน แมนเดลา มอบถ้วยให้ฟรองซัวส์ พีนาร์ (แฟ้มภาพ AFP)

เหตุการณ์ดังกล่าวมีความหมายทั้งในแง่กีฬาและการเมืองจนกลายเป็นแรงบันดาลใจของภาพยนตร์ อินวิคตุส (Invictus) ที่มี มอร์แกน ฟรีแมน และ แม็ตต์ เดมอน นำแสดงในปี 2009

อย่างไรก็ตาม พีนาร์ซึ่งไปชมการแข่งขันถึงขอบสนามที่เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น ในนัดชิงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ปรารภว่า แชมป์โลกสมัยที่ 3 ของทีมรักบี้แอฟริกาใต้เมื่อไม่กี่วันก่อน ยิ่งใหญ่กว่าในยุคของเขามาก

ย้อนไปเมื่อครั้งสปริงบ๊อกส์คว้าแชมป์ที่บ้านเกิด ทั้งทีมมีผู้เล่นผิวสีเพียงคนเดียวคือ เชสเตอร์ วิลเลียมส์ ที่ถูกจัดกลุ่มไว้ในพวก “ผิวสี” เนื่องจากเป็นลูกครึ่งคนขาวและคนดำ

ก่อนหน้านั้น สถานการณ์การเหยียดผิวและแบ่งแยกชนชั้นอย่างรุนแรงทำให้แอฟริกาใต้โดนแบนจากการเข้าร่วมแข่งขันรักบี้ เวิลด์คัพ 2 ครั้งแรก ในปี 1987 และ 1991

สถานการณ์ของวิลเลียมส์ในช่วงแรกนั้นไม่ง่าย เนื่องจากรักบี้ยังเป็นกีฬาที่ถูกสงวนไว้ให้คนขาวเล่น (ขณะที่ฟุตบอลถูกมองว่าเป็นกีฬาของคนผิวดำ) บ่อยครั้งที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ห้องแต่งตัวจนต้องไปเปลี่ยนชุดบนรถบัส

แต่วิลเลียมส์ก็ไม่ยอมแพ้ พิสูจน์ตัวเองจนได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติ กระนั้น ถึงจะร่วมคว้าแชมป์โลกประวัติศาสตร์กับทีมแล้ว การเปิดกว้างและยอมรับนักกีฬาผิวสีในวงการรักบี้แอฟริกาใต้ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก

วิลเลียมส์เผยว่า เขายังคงโดนดูถูกดูแคลนและเหยียดผิว แม้แต่จากเพื่อนร่วมทีมบางคน และในศึกเวิลด์คัพปี 1999 เขาก็หลุดจากทีมด้วยเหตุผลว่า “โควต้านักกีฬาผิวสีเต็มแล้ว”

เชสเตอร์ วิลเลียมส์ (แฟ้มภาพ AP)

แม้ชัยชนะของสปริงบ๊อกส์ในศึกรักบี้ เวิลด์คัพ ปี 1995 จะเป็นตัวจุดประกายและเป็นจุดเริ่มต้นของการล้างระบบแบ่งชนชั้นตามสีผิวที่เป็นบรรทัดฐานของประเทศมายาวนาน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ชาวแอฟริกาใต้ที่ใฝ่หาความเสมอภาคยังต้องต่อสู้กับความเชื่อเหล่านี้มาจนถึงปัจจุบัน

ทุกวันนี้สังคมแอฟริกาใต้ยังคงมีความเหลื่อมล้ำ เมื่อกลุ่มประชากรที่มีฐานะร่ำรวยยังคงเป็นคนขาวเสียมาก ปัญหาอาชญากรรมกระจายตัวในหลายพื้นที่ ยอดคนตกงานเพิ่มสูง ไหนจะปัญหาเศรษฐกิจและคอร์รัปชั่น

กล่าวกันว่า ท่ามกลางสถานการณ์อันน่าหดหู่เหล่านี้ การแข่งขันรักบี้ เวิลด์คัพ 2019 ได้กลายเป็นแสงสว่างที่ช่วยจุดประกายความหวังของชาวแอฟริกาใต้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสปริงบ๊อกส์ชุดนี้นำทัพโดย ซีย่า โคลิซี่ กัปตันทีมผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์ของทีม

ซีย่า โคลิซี่ (REUTERS/Edgar Su)

พ่อแม่ของโคลิซี่มีเขาตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเรียน โดยแม่เพิ่งอายุได้ 16 ปี ช่วงชีวิตในวัยเด็กเต็มไปด้วยความยากลำบาก บางวันแทบไม่มีอาหารตกถึงท้อง และบางครั้งต้องไปเรียนโดยมีขนมปังทาแยมคู่เดียวเป็นสิ่งประทังชีวิตตลอดทั้งวัน

กระทั่งเขาได้รับโอกาสให้หัดเล่นรักบี้ในโรงเรียนจนพรสวรรค์ไปสะดุดตาโค้ชเยาวชนเข้า จึงได้รับทุนการศึกษา และค่อยๆ ไต่เต้าในระดับสูงขึ้นจนติดทีมชาติ

การที่ชายผิวสีรับหน้าที่กัปตันทีมกีฬาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งแยกชาติพันธุ์และสีผิวเมื่อในอดีต มีความหมายต่อประเทศแอฟริกาใต้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเหมือนภาพสะท้อนวิสัยทัศน์และการต่อสู้ของผู้เรียกร้องความเสมอภาคในสังคม ซึ่งรวมถึงอดีตประธานาธิบดี เนลสัน แมนเดลา ผู้ล่วงลับ

สถานการณ์ของสปริงบ๊อกส์ในวันนี้แตกต่างจากเมื่อ 24 ปีที่แล้วมาก เพราะนักกีฬาทั้งผิวขาวและผิวสียืนหยัดต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันโดยไม่มีกฎเกณฑ์หรือข้อจำกัดใดๆ

น่าเสียดายที่ “วีรบุรุษ” ของประเทศจากทีมชุดประวัติศาสตร์ปี 1995 นั้น ไม่ทันได้อยู่เห็นความสำเร็จในครั้งนี้ถึง 5 คน

หนึ่งในนั้นคือ เชสเตอร์ วิลเลียมส์ นักกีฬาผิวสีคนเดียวของทีมเมื่อ 24 ปีก่อน ซึ่งเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายในวัย 49 ปี เมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา

ติดตามข่าวเด็ดกีฬาดัง ทาง Line@ มติชนกีฬา (@matisport) คลิกเลย
เพิ่มเพื่อน

บทความก่อนหน้านี้‘สมศักดิ์’ เย้ย ส.ว.รำวงตั้งกมธ.แก้รธน. ย้อน จะกล้าหาญขนาดทุบหม้อข้าวตัวเองหรือ?
บทความถัดไปก.อุดมฯ เปิดระบบคลังหน่วยกิต เทียบโอนความรู้-สมรรถนะ-ประสบการณ์ เรียนต่อมหา’ลัย