สกู๊ปพิเศษ : จาก 11 มม. สู่ 21 วินาที โมเมนต์ตัดสินแชมป์พรีเมียร์ลีก?

หลังเสร็จศึกคู่บิ๊กแมตช์ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ  แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ระยะห่างระหว่างหงส์แดงกับเรือใบสีฟ้าขยับไปไกลเป็น 9 คะแนน

แม้พรีเมียร์ลีกจะยังเหลือเส้นทางอีกยาวไกล แต่ด้วยองค์ประกอบหลายๆ ประการ และสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เกจิและแฟนบอลจำนวนไม่น้อยมองว่าทุกอย่างเป็นใจให้ลิเวอร์พูลก้าวไปคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรก ซึ่งจะเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษในรอบ 30 ปีของพวกเขาอีกด้วย

หงส์แดงเก็บชัยที่แอนฟิลด์ 3-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังขาถึงประตูแรกของเกม หลังจากคิกออฟไปได้ 5 นาที กับ 5 วินาที แมนฯซิตี้มองว่าพวกเขาควรได้ลูกโทษที่จุดโทษจากจังหวะที่บอลไปโดนแขนของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ แต่เชิ้ตดำ ไมเคิล โอลิเวอร์ ไม่ได้เป่าหยุดเกม

จังหวะบอลโดนแขนเทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์

หลังจากนั้นอีก 21 วินาที เจ้าถิ่นอาศัยจังหวะสวนกลับ และ ฟาบินโญ่ ก็ทำประตูให้ทีมขึ้นนำ
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์และการถกเถียงที่ดุเดือด แฟนหงส์หลายคนตอบโต้ในประเด็นนี้ว่า “ทีใครทีมัน” โดยยกเหตุการณ์เมื่อฤดูกาลที่แล้วมาประกอบ

ฟาบินโญ่สะใจหลังทำประตูให้หงส์แดงขึ้นนำ

ย้อนไปเมื่อวันที่ 3 มกราคม เข้าสู่ครึ่งหลังของฤดูกาลพรีเมียร์ลีกที่ 2018-19 ลิเวอร์พูลไปเยือนแมนฯซิตี้ที่เอติฮัด สเตเดียม ถ้าหงส์แดงเก็บชัยชนะได้ ระยะห่างระหว่าง 2 ทีมจะกว้างออกไปเป็น 10 แต้ม
ขณะที่สองฝ่ายเสมอกัน 0-0 ซาดิโอ มาเน่ กองหน้าทีมเยือนซัดบอลไปชนเสา จอห์น สโตนส์ สกัดไปโดนตัวนายทวาร เอแดร์ซอน ลูกเด้งไปปริ่มๆ จะข้ามเส้น ก่อนที่สโตนส์จะพุ่งตัวเตะเคลียร์ออกมาหวุดหวิด
ภาพจากเทคโนโลยีโกลไลน์เผยว่า ลูกบอลขาดอีก 11.7 มิลลิเมตร จะข้ามเส้นประตู

การสกัดบอลก่อนลูกข้ามเส้น 11.7 มม. ของจอห์น สโตนส์ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

สุดท้ายเกมนั้นลงเอยด้วยชัยชนะของเรือใบ 2-1 เป็นการปราชัยนัดเดียวตลอดฤดูกาลของลิเวอร์พูล แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นคืนชีพสำหรับซิตี้ที่ก้าวไปคว้าแชมป์โดยเฉือนหงส์แดงเพียงแต้มเดียว

หลังเกมนัดนั้น แม้แต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือซิตี้ก็ยังตอบแบบยืนกระต่ายขาเดียวถึงจังหวะปัญหาว่า อย่ามาถามตน ให้ไปถามกรรมการหรือคนคุมระบบวิดีโอช่วยตัดสิน (วีเออาร์) เอาดีกว่า

ส่วนกรณีปัญหาที่แอนฟิลด์ในเกมล่าสุดเมื่อคืนวันอาทิตย์นั้น ทางพรีเมียร์ลีกและคณะกรรมการผู้ตัดสินฟุตบอลอาชีพ ให้เหตุผลว่า เหตุที่ไม่มีการย้อนดูภาพวีเออาร์เพื่อพิจารณาจังหวะปัญหาของเทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ นั้น เป็นเพราะไม่เข้าข่ายเป็นแฮนด์บอลซึ่งเป็นเงื่อนไขให้กรรมการเรียกดูวีเออาร์

แน่นอนว่าคำอธิบายนี้โดนบรรดากูรูลูกหนังจวกเละเทะ เช่น คริส ซัตตัน ของสถานีวิทยุ เรดิโอ 5 บอกว่า เป็นคำอธิบายที่ห่วยมาก ถ้าตนเป็นนักเตะแมนฯซิตี้คงฉุนขาด เพราะเกมนี้จังหวะเล็กๆ น้อยๆ ก็ตัดสินเกมได้แล้ว เพราะจังหวะนั้นมองว่าแขนของอเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ กางออกแบบผิดธรรมชาติ เขาโชคดีมากที่ไม่โดนเป่าเป็นจุดโทษ

ส่วน ร็อบบี้ ซาเวจ นักวิจารณ์อีกรายก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่า ทำไมจังหวะนั้นจึงไม่เป็นแฮนด์บอล หรืออย่างน้อยๆ ทำไม ไมเคิล โอลิเวอร์ ไม่ขอดูวีเออาร์

อย่างไรก็ตาม มาร์ก แคลตเตนเบิร์ก อดีตเชิ้ตดำฟีฟ่าอธิบายประเด็นนี้อย่างน่าสนใจว่า จังหวะนั้นไม่ควรเป็นจุดโทษจริง แต่พรีเมียร์ลีกให้คำอธิบายที่ผิดพลาดไป เพราะแขนของแบ๊กลิเวอร์พูลกางออกในลักษณะที่ทำให้ตัวเอง “ใหญ่ขึ้น” เข้าข่ายเป็นแฮนด์บอล

แต่ที่ไม่ควรเป็นจุดโทษเพราะจังหวะก่อนหน้านั้น บอลไปแฉลบโดนแขนของ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ผู้เล่นซิตี้ก่อนแล้วนั่นเอง

สถานการณ์ตอนนี้ของแมนฯซิตี้ นอกจากจะโดนลิเวอร์พูลทิ้งห่างถึง 9 แต้มแล้ว ยังหล่นไปอยู่อันดับ 4 ของตาราง มีคะแนนตามหลัง เลสเตอร์ ซิตี้ และ  เชลซี ทีมละแต้มอีกต่างหาก

ถ้าเกมเตะที่เอติฮัด สเตเดียม ฤดูกาลที่แล้ว มีระยะห่าง 11.7 มม. เป็นจุดพลิกผันในการตัดสินแชมป์พรีเมียร์ลีกแล้ว บางที ระยะเวลา 21 วินาที ระหว่างจังหวะ “แฮนด์บอล” ของอเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ กับประตูนำโดยฟาบินโญ่ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจเป็นตัวชี้ขาดแชมป์ฤดูกาลนี้ก็เป็นได้!

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้GET เปิดอินไซต์ตลาดมิลเลนเนียล ยุคที่ครอบครัวเดี่ยวเพิ่ม ครอบครัวขยายลด พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป
บทความถัดไป‘แหม่ม’ โพสต์คลิอันตรายจากข้างบ้าน พร้อมบอก “เคยแจ้งแล้วแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”