สกู๊ปพิเศษ : สงครามครั้งสุดท้าย เชียร์ตบสาวไทยสู่อลป.

เหลือระยะเวลาอีกไม่กี่วันเท่านั้น สิ่งที่แฟนกีฬาไทยรอคอยกันมาอย่างยาวนานว่า ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย จะสามารถผ่านเข้าไปเล่นในโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่น กลางปีนี้ได้หรือไม่นั้น จะได้รับคำตอบกันเสียที

การแข่งขัน “เอสโคล่า วอลเลย์บอลหญิงรอบคัดเลือก โอลิมปิกเกมส์ 2020 โซนทวีปเอเชีย” กำลังจะเริ่มเปิดฉากแข่งขันเพื่อชิงตั๋วไปสุดท้ายของทวีปเอเชีย สู่ “โตเกียวเกมส์ 2020” ซึ่งครั้งนี้ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขัน โดยจะใช้สังเวียนชาติชาย ฮอลล์ จ.นครราชสีมา เป็นสังเวียนตัดสิน

ถ้าว่ากันถึงสนามแข่งขันแห่งนี้ คงต้องนึกภาพแฟนวอลเลย์บอลที่แห่เข้าไปชมศึกชิงแชมป์เอเชีย 2013 พร้อมกับเป็นพลังผลักดันให้ทีมตบลูกยางสาวไทย ล้มทั้งจีนในรอบรองชนะเลิศ และเอาชนะญี่ปุ่นในรอบชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์เอเชียไปครองได้สำเร็จ

แน่นอนว่าการได้แข่งขันในบ้านตัวเอง มันทำให้ทีมตบลูกยางสาวไทยมีโอกาสมากๆ ที่จะคว้าตั๋วใบสุดท้ายนี้ไปครอง แม้ว่าจะมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดอย่าง เกาหลีใต้ ที่จะไม่ยอมให้สาวไทยคว้าโอกาสในการไปเล่นโอลิมปิกเกมส์ครั้งแรกไปได้ง่ายๆ แน่นอน

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทีมตบลูกยางสาวไทย มีโอกาสจะคว้าตั๋วไปลุยโอลิมปิกเกมส์รอบสุดท้าย เพราะต้องบอกที่ผ่านมาทีมตบลูกยางสาวไทยนั้นผิดหวังมาหลายต่อหลายครั้ง จนต้องเรียกประโยคเด็ดของอดีตเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์อย่าง “สมจิตร จงจอหอ” มาใช้เลยว่า “ผมเจ็บมาเยอะ”

ก่อนหน้านี้ต้องบอกว่าทีมตบลูกยางสาวไทยนั้นโอกาสที่จะไปโอลิมปิกเกมส์ถือว่ายาก เพราะเรายังเป็นรองหลายๆ ชาติในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ หรือคาซักสถานก็ตามที ซึ่งครั้งแรกที่ถือว่าทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ได้ลุ้นตั๋วโอลิมปิกเกมส์จริงจัง ก็คือ “ปักกิ่งเกมส์” ปี 2008

ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ภายใต้การนำทีมของ “โค้ชอ๊อต” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร สามารถสร้างทีมได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ในจุดนั้นก็ถือว่ายังเป็นรองคาซักสถานและเกาหลีใต้อยู่ โดยในการคัดโอลิมปิกเกมส์ครั้งนั้น ไทยจบแค่อันดับ 7 เป็นอันดับ 4 ของเอเชีย กอดคอกับเกาหลีใต้ที่จบอันดับ 6 ตกรอบด้วยกันทั้งคู่ ส่วนทีมที่คว้าโควต้าเอเชียไปได้นั้นก็คือคาซักสถาน ที่จบอันดับ 5 ในการคัดเลือก

อีก 4 ปีต่อมาในโอลิมปิกเกมส์ ที่กรุงลอนดอน ในปี 2012 ครั้งนี้จัดได้ว่าเป็นอีกครั้งที่ทีมตบลูกยางสาวไทยได้โอกาสแบบที่ว่าใกล้เคียงกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว หลังจากที่ทำผลงานเอาชนะเซอร์เบีย 3-0 เซต ก่อนจะแพ้ญี่ปุ่น 0-3 เซตเช่นกัน แล้วในนัดสุดท้ายไทยเอาชนะคิวบาได้ 3-1 เซต ทำให้ขาข้างหนึ่งเหยียบลงไปที่กรุงลอนดอนแล้ว เพราะเหลือแค่ลุ้นให้ญี่ปุ่นเอาชนะเซอร์เบีย ก็จะได้ไปทันที ซึ่งถ้าตามหลักก็ไม่น่าจะยากเพราะไทยยังเอาชนะเซอร์เบียมาได้แล้ว และนี่ยังเป็นการเล่นที่ญี่ปุ่นอีกด้วย

ขณะเดียวกันถ้าเซอร์เบียจะชนะ มีสกอร์เดียวเท่านั้นที่ไทยจะไมได้ตั๋วไปโอลิมปิกเกมส์ก็คือ 3-2 ทว่ามันกลับกลายเป็นสกอร์ที่ออกมาจริงๆ ท่ามกลางความความคลางแคลงใจของคนไทยทุกคนว่าญี่ปุ่นกับเซอร์เบียเกี่ยวก้อยกันเพื่อเขี่ยทีมชาติไทยออกจากโอลิมปิกเกมส์ รอบสุดท้าย หรือไม่

ในวันนั้นทีมตบลูกยางสาวไทยที่นั่งลุ้นกันที่โรงแรม มองเห็นภาพนักกีฬาญี่ปุ่นที่กระโดดโลดเต้นดีใจ ก็ต้องเจ็บปวดจากความผิดหวังแทน มันเป็นครั้งที่บอกว่าต่อให้เราทำดีแค่ไหน แต่ถ้าโชคชะตาบอกว่ามันยังไม่ใช่ทีของเรา มันก็คงยังไม่ใช่ของเราอยู่ดี

หลังจากพักใจ รักษาความเจ็บช้ำน้ำใจ เวลาก็ผ่านไป 4 ปี จนถึงการคัดเลือกครั้งต่อมา เพื่อจะเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายที่นครรีโอ เด จาเนโร ประเทศบราซิล ในปี 2016 ซึ่งยังคงไปจัดรอบคัดเลือกรอบสุดท้ายกันที่ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง โดยไทยเหลือคู่แข่งในเอเชียเพียงแค่ 3 ทีมก็คือ ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และคาซักสถาน

การแข่งขันที่มีปัญหามากที่สุดก็คือนัดที่ 3 ที่ไทยเจอกับญี่ปุ่น หลังจากที่ไทยเสมอกับญี่ปุ่นอยู่ 2-2 เซต ต้องตัดสินกันที่เซตสุดท้าย ซึ่งทีมตบลูกยางสาวไทยขึ้นนำห่างถึง 12-7 ใกล้ที่จะปิดเซตได้แล้ว แต่ก็มาเกิดปัญหาจากการโดนใบแดงถึง 2 ครั้ง เนื่องจากเกิดเหตุขัดข้องในการใช้แท็ปเลต ยามที่จะขอชาแลนจ์หรือว่าเปลี่ยนตัว ซึ่งกลายเป็นปัญหาทำให้ไทยมีปากเสียงกับผู้ตัดสินชาวเม็กซิโก จนสุดท้ายก็โดนญี่ปุ่นพลิกแซงเอาชนะไปได้ 15-13 ทีมสาวไทยแพ้ในเกมนี้ ท่ามกลางเสียงก่นด่าถึงความรู้สึกที่ถูก “ปล้นชัยชนะ” ไป

แม้ว่านัดที่เหลือทีมตบลูกยางสาวไทยจะเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด แต่สุดท้ายมันก็ไม่เพียงพอ เพราะจบด้วยคะแนนที่มีน้อยกว่าเกาหลีใต้ 1 คะแนน กลายเป็นเกาหลีใต้ที่คว้าโควต้าเอเชียไป ส่วนญี่ปุ่นจบอันดับ 3 ก็ได้โควต้าจากการคัดระดับโลกเช่นกัน
แน่นอนว่าพอมาถึงโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ จริงๆ โอกาสที่ทีมตบลูกยางสาวไทยจะได้ไปโอลิมปิกเกมส์น่าจะสดใสกว่านี้ ถ้าหากว่าในรอบคัดเลือกระดับโลก เกาหลีใต้ ไม่ไปพลาดท่าแพ้**รัสเซีย** 2-3 เซต ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายออกนำไปก่อนถึง 2 เซตแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่ต้องมาคัดเลือกในระดับเอเชียอีกครั้ง กลายมาเป็นหอกข้างแคร่หนึ่งเดียวของทีมไทยตอนนี้

ในการแข่งขันครั้งนี้ทีมไทยนำมาโดย “โค้ชด่วน” ดนัย ศรีวัชรเมธากุล ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับไต้หวัน และออสเตรเลีย ก็ต้องบอกว่าในรอบแรกถ้าหากไม่มีอะไรพลิกโผ โอกาสที่ไทยจะเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่มถือว่ามีสูงมาก ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง เกาหลีใต้จะต้องไปตัดกับคาซักสถานก่อน ว่าใครจะมาเจอกับเราในรอบรองชนะเลิศ แต่ชั่วโมงนี้ภาษีของเกาหลีใต้ดูดีกว่าคาซักสถานเยอะ และน่าจะไปรอเจอกับเราในรอบชิงชนะเลิศมากกว่า

นี่นับว่าเป็นโอกาสสุดท้ายของบรรดา 6 เซียนสาววอลเลย์บอลไทย ไม่ว่าจะเป็น “หน่อง” ปลื้มจิตร์ ถินขาว, “อร” อรอุมา สิทธิรักษ์, “ซาร่า” นุศรา ต้อมคำ, “กิ๊ฟ” วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์, “ปู” มลิกา กันทอง และ “ปลาวาฬ” ปิยะนุช แป้นน้อย ที่จะได้ทำตามฝันในการผ่านเข้าไปเล่นในโอลิมปิกเกมส์ รอบสุดท้าย

ส่วนเกาหลีใต้เองครั้งนี้ก็ถือว่าเตรียมตัวมาพร้อมเช่นกัน ด้วยโค้ชชาวอิตาเลียนอย่าง สเตฟาโน ลาวารินี ที่เดิมพันตำแหน่งตัวเองในการแข่งขันครั้งนี้ เพราะถ้าไม่สามารถพาเกาหลีใต้ไปโอลิมปิกเกมส์ได้ ก็คงอยู่ยากเช่นกัน

ปีที่แล้ว ไทยกับเกาหลีใต้เจอกันมาทั้งหมด 4 ครั้ง แบ่งเป็นแมตช์กระชับมิตร 2 นัด ซึ่งผลัดกันแพ้ชนะไป ส่วนเกมทางการในศึกเนชั่นส์ลีก ที่มาเก๊า ไทยชนะได้ 3-1 ก่อนที่จะโดนล้างแค้นในชิงแชมป์เอเชีย ที่กรุงโซล แพ้ไป 1-3 เช่นกัน

สิ่งเดียวที่จะทำให้ไทยได้เปรียบในการเจอกับเกาหลีใต้ครั้งนี้ ก็คือเสียงเชียร์ของแฟนวอลเลย์บอลที่จะเข้าไปชมกันเต็มความจุสนามอย่างแน่นอน เพราะคงไม่มีการเดิมพันครั้งไหนจะยิ่งใหญ่ไปกว่าครั้งนี้อีกแล้ว

ขนาดว่าคนดูรอคอยโอลิมปิกเกมส์ 1 ครั้ง ใช้เวลา 4 ปี ยังนับว่านานเลย แล้วทีมตบลูกยางทีมนี้หล่ะ ที่ต้องผิดหวังมากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็ได้แต่หวังว่าครั้งนี้แหละ พวกเธอจะยุติการรอคอย 12 ปี สู่โอลิมปิกเกมส์ครั้งแรกของทีมวอลเลย์บอลสาวไทยเสียที

บทความก่อนหน้านี้โบรกเกอร์ คาด วิกฤตสหรัฐอิหร่านยืดเยื้อแน่ ชี้ แม้หุ้นน้ำมันพุ่ง แต่กระทบการลงทุน
บทความถัดไปสาวโพสต์ ลืมกระเป๋าแบรนด์เนมหรู ‘กุชชี่’ ราคากว่าครึ่งแสน ในรถแท็กซี่