สกู๊ปพิเศษ : ‘โบ๊ท ณัฐเดช’ ผ่าทางตันมวยไทย อนาคตหลังอวสานไวรัส ‘โควิด’

สกู๊ปพิเศษ : ‘โบ๊ท ณัฐเดช’ ผ่าทางตันมวยไทย อนาคตหลังอวสานไวรัส ‘โควิด’

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส “โควิด-19″ ในเมืองไทยนั้น วงการมวยตกเป็นเป้าโจมตีจากสังคมอย่างหนักว่าเป็นแหล่งแพร่เชื้อจากการแข่งขันมวยไทยนัดใหญ่ ประจำวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ที่เวทีมวยลุมพินี จนมีผู้ติดเชื้อจากสนามมวยร้อยกว่าคน แถมยังมีผู้เสียชีวิตอีกด้วย

แท้ที่จริงแล้วบรรดาเซียนมวยที่ติดเชื้อ “โควิด-19” เป็นเพียงแค่ผู้เคราะห์ร้ายพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ตั้งใจและไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมไทยจะมองวงการมวยไทยใน “ภาพลบ” ไปอีกนาน

หลังจากนี้ไปวงการมวยในเมืองไทยจะเป็นอย่างไร จะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใด จะล้างภาพที่ถูกสังคมตราหน้าจนยัดเยียดการเป็นตัวร้ายของสังคมแล้วกอบกู้ศักดิ์ศรีคนวงการมวยไทยกลับมาได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าติดตามว่าคนมวยไทยจะมีกลยุทธ์อย่างไร

“เสี่ยโบ๊ท” ณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์ โปรโมเตอร์หนุ่มไฟแรงแห่งศึกเพชรยินดี ซึ่งเป็นคนมวยไทยฝีปากกล้าออกมาร่ายยาวกรณีวงการมวยไทยจะเป็นอย่างไรหลังโควิด-19 นับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป

“เสี่ยโบ๊ท” บอกว่า โลกเราก่อนช่วงโควิด-19 และหลังโควิด-19 จะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเพราะอย่างน้อยหลังจากนี้จะต้องรออีกอย่างน้อย 1 ปีกว่าสภาวะทุกย่างกลับมาเป็นปกติ ช่วงระยะเวลาหลังจากนี้อีก 1ปีจะนับเป็นช่วงเวลาที่เร็วที่สุดในการรอคอยวัคซีนรักษาไวรัสโควิด-19 หรืออาจต้องรอไปอีก 5-10ปี หากจะเจอวัคซีนที่ปลอดภัยที่สุดแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับวงการมวยตอนนี้คือ เกิดการหยุดชะงักการแข่งขันมานานกว่า 1เดือนแล้วทำให้หลังจากนี้ยังมองภาพไม่ออกว่าวงการมวยจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อย่างไร

“ผมพูดแล้วน่าตกใจแต่มันเป็นเรื่องจริงที่เราต้องยอมรับความจริงว่าวงการมวยไทยสนามมวยทุกสนามจะกลับมาชกกันเป็นปกติเหมือนเดิมจะทำกันอย่างไรเพราะภาพจำของคนไทยทั้งประเทศตอนนี้เขาจำภาพไปแล้วว่าวงการมวยไทยเป็นวงการแพร่เชื้อโควิดให้กับคนอื่น แต่ในแง่ร้ายยังมีแง่ดีอยู่บ้างเนื่องจากของวงการมวยถือเป็นวงการเดียวที่พร้อมเปิดหน้ารับผิดชอบ และพูดความจริงให้สังคมไทยได้รับทราบว่ามีการแพร่เชื้อโควิดแล้วแต่ก็กลายเป็นบาดแผลที่คนไทยทั้งประเทศก็จับตามองอยู่ว่าเมื่อไรที่วงการมวยกลับมาเปิดแข่งขันกันตามปกติก็จะมีหลายฝ่ายเพ่งเล็งมาที่คนวงการมวยอย่างแน่นอน”

สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญและผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดในวงการมวยจากเรื่องนี้ก็คือ นักมวย เพราะเป็นกลุ่มประชากรที่เยอะที่สุดในสังคมมวยซึ่งนักมวยทุกคนต่างมาจากความยากจนทั้งนั้นพวกเขาหนีความยากจนมาใช้มวยไทยในการหาเลี้ยงชีพของตัวเอง รองลงมาที่ได้รับผลกระทบคือหัวหน้าคณะมวย ที่ช่วงเวลาหลังจากนี้อาจจะแบกรับไม่ไหวส่วนสนามมวยอาจมีผลกระทบบ้างเรื่องไม่มีรายรับแต่มีรายจ่ายบ้าง

ส่วนโปรโมเตอร์มวยส่วนใหญ่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ใช้มวยไทยในการดำเนินหาเลี้ยงชีพของตัวเองเป็นหลักทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนักเพราะส่วนมากโปรโมเตอร์จะมีอาชีพหลักในการดูแลตัวเองอยู่แล้วแต่อย่างไรก็ตามจากพิษไวรัสถือว่าส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ให้กับวงการมวยไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งองคาพยพ

“ค่ายเพชรยินดีของผมใช้ไปแล้วประมาณล้านกว่าบาทในการดูแลนักมวยช่วงระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมาโดยที่ไม่มีรายรับเข้ามาเลยซึ่งแบ่งเป็นเงินหกแสนบาทในการช่วยเหลือนักมวย และค่ายมวยในสังกัด ส่วนที่สองการเบิกของหัวหน้าคณะมวยในการดูแลด้านอื่นๆโดยผมช่วยเพราะความสำนักในจิตใจของผมเองว่าเราควรจะช่วยคนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกันหลังจากนี้ก็จะพยายามกัดฟันอดทนช่วยเหลือกันต่อไป”

หลังจากนี้ต้องให้สนามมวยเวทีมาตรฐานอย่าง ราชดำเนิน และ ลุมพินี หามาตรการทางออกร่วมกันในการจัดมวยรวมทั้งจะต้องรักษาโปรโมเตอร์เอาไว้ให้ได้เพราะถือเป็นตัวขับเคลื่อนวงการให้เดินหน้าต่อไปได้แม้จะไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมทั้งหมดก็ตามและสิ่งสำคัญก็คือความสามัคคีของคนวงการมวย

“สิ่งเดียวที่จะทำให้วงการมวยไทยกลับมาได้ก็คือความสามัคคีของคนวงการมวยเลิกเห็นแก่ตัวเลิกแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นทุกคนต้องรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียวทุกคนต้องรวมพลังกันทั้งลุมพินี และราชดำเนินต้องมาร่วมประชุมพร้อมกันและหาแนวทางกันว่าเราจะดำเนินการต่อไปอย่างไรกับวงการมวยไทยดีหาแนวทางออกที่จะทำให้รอดกันได้ทุกส่วน”

คนที่มีกำลังมากอย่างสนามมวยก็จะต้องเสียสละมากรองลงมาเป็นโปรโมเตอร์ก็จะต้องรวมใจกันจัดคู่มวยดีเป็นอย่างแรกขณะที่หัวหน้าคณะก็ต้องช่วยลดค่าตัวของนักมวยจากเดิมด้วยเพราะช่วงแรกที่จะกลับมาชกยืนยันว่าขาดทุนแน่นอนนอกจากนี้สนามมวยจะต้องสร้างมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเข้มข้นโดยจะต้องตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดกับผู้ชมเพราะแน่นอนว่าคนจะเกิดความกลัวแน่นอนในการเข้าชมมวยในสนาม

“ผมเป็นเพียงโปรโมเตอร์ตัวเล็กๆในวงการมวยไทยเท่านั้นไม่ได้มีอำนาจในวงการมวยอะไรผมก็ช่วยได้แค่นักมวยค่ายในสังกัดเพชรยินดีเท่านั้นทำให้ผมรู้สึกกังวลกับวงการมวยไทยหลังจากนี้มากจึงถือเป็นการบ้านสำคัญให้กับคนวงการมวยกลับไปคิดว่าจะกลับมาอย่างไรให้ไม่มีข้อครหานินทาจากสังคมสิ่งที่ผมพูดเพราะผมรักวงการมวย”

เสี่ยโบ๊ทยืนยันอีกว่า “ตั้งแต่ทำมวยมาผมมีแนวทางเดียวคือคิดจะทำอย่างไรให้วงการมวยดีขึ้นกว่าเดิมและไม่เคยคิดว่าจะต้องจัดมวยอย่างไรให้ได้กำไรเลย ถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ผมก็มีแนวคิดที่จะจัดตั้งกองทุนขึ้นมากองทุนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือนักมวย ซึ่งไอเดียนี้ผมได้รับมาจากพรรคพวกเพื่อนฝูงในวงการมวยซึ่งเป็นชาวต่าชาติ

อนาคตวงการมวยไทยจะเป็นอย่างไรหลังผ่านพ้นวิกฤต “โควิด-19” เป็นเรื่องที่น่าติดตามยิ่งนัก มวยไทยเป็นศิลปะประจำชาติไทยที่บรรพบุรุษสั่งสมมาอย่างยาวนาน และเราคนไทยควรรักษา “มวยไทย” เป็นเกียรติภูมิของไทยตราบนานเท่านาน…

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้อังกฤษขยายปิดเมืองอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์
บทความถัดไปส.อุตฯพลาสติกไทยโอดโควิด-19 ซ้ำเติม400สมาชิก กระทบหนักออเดอร์ส่งออกวูบ