คอลัมน์เกรียนเขียนบอล : น้ำใจนักกีฬา

คอลัมน์เกรียนเขียนบอล : น้ำใจนักกีฬา

รัฐบาลอังกฤษเริ่มคลายล็อกดาวน์และให้กีฬากลางแจ้งเริ่มกลับมาแข่งขันกันได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป ทำให้ตอนนี้ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เริ่มมีการขยับตัวมากขึ้น หลายทีมเตรียมที่จะกลับมาลงฝึกซ้อมหลังจากวันที่ 17 พฤษภาคมนี้ และมีข่าวว่าพรีเมียร์ลีกจะกลับมาเตะได้อีกครั้งแบบไม่มีคนดู ไม่วันที่ 12 มิถุนายน ก็ 19 มิถุนายน

โปรแกรมการแข่งขันที่เลื่อนออกมา 3 เดือน(จนกว่าจะกลับมาเตะอีกครั้ง) ทำให้ยังไม่แน่นอนว่าเมื่อกลับมาเตะจริงๆ จะเริ่มกันที่ตรงไหน ทีมไหนจะเจอกับทีมไหน อย่างไรก็ตามเวลาแข่งขันจะยังคงยึดตามธรรมเนียมเดิม คือ ช่วงค่ำของวันศุกร์ 1 คู่ วันเสาร์-อาทิตย์ วันละ 4 คู่ เหลื่อมเวลากัน และวันจันทร์ช่วงค่ำอีก 1 คู่

มีความเป็นไปได้ว่าคู่แรกที่จะเบิกร่องการกลับมาเตะใหม่จะไปอยู่ที่ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ลงเล่นในบ้านเจอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งแมตช์นี้เลื่อนออกมาจากกำหนดเดิมวันที่ 15 มีนาคม

ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการถ่ายทอดสดเริ่มเตรียมงานกันไว้แล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เพราะต้องทำตามกฎการเว้นระยะห่างทางสังคมที่รัฐบาลกำหนดไว้ ทำให้ยังไม่แน่ว่าจะถ่ายทอดสดตรงจากในสนาม ด้วยเจ้าหน้าที่กลุ่มเล็กๆ หรือจะทำจากนอกสนาม ส่วนการสัมภาษณ์โค้ชและนักเตะหลังเกมจะใช้วิธีการคุยกันผ่านวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ แทนการจ่อไมค์สัมภาษณ์

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นเพียงแผนเดินหน้าในกรณีที่ 20 สโมสรในพรีเมียร์ลีกหาข้อตกลงกันได้ว่าจะเตะต่อกันในรูปแบบไหน จะให้ใช้สนามกลาง เพื่อมีการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แบบที่เชื่อใจได้ หรือให้แต่ละทีมเตะในสนามเหย้าของตัวเอง เนื่องจากทีมหนีตกชั้นอย่าง แอสตัน วิลล่า, ไบรตัน, นอริช และ วัตฟอร์ด ต่างไม่สนับสนุนไม่เรื่องการเตะสนามกลาง เพราะการไม่ได้เล่นในสนามตัวเอง อาจทำให้ทีมไม่คุ้นเคยจนแพ้และตกชั้นไป สก็อตต์ ดักซ์บิวรี่ ประธานสโมสรวัตฟอร์ดบอกว่า มีมากกว่า 6 สโมสรที่ไม่เห็นด้วยกับการเล่นสนามกลาง

ถึงแม้ว่ามติก่อนหน้านี้จะตกลงกันว่าพรีเมียร์ลีกจะต้องแข่งขันจนจบเท่านั้น แต่ก็ยังมีการยื้อยุดเพื่อประโยชน์สูงสุดของสโมสรตัวเองเป็นหลัก ทีมหัวตารางที่ลุ้นโควต้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก็อยากให้กลับมาเตะให้จบๆ เพื่อการันตีตั๋วฟุตบอลยุโรปในฤดูกาลหน้า ส่วนทีมหนีตายก็อยากจะให้การันตีว่าพวกเขาจะไม่ตกชั้น เพราะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ทีมจะเลื่อนชั้นก็ยังไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ของตัวเองจะเป็นอย่างไร ทั้งๆ ที่โอกาสอยู่ในมือมาพักใหญ่แล้ว

จริงๆ แล้วทุกเรื่องควรตัดสินกันด้วยผลงานในสนามล้วนๆ ไม่ควรมีการเรียกร้องเอาให้ทีมตัวเองรอด เพราะยังมีคนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากการที่ฟุตบอลหยุดนิ่งแบบนี้

ลองใช้น้ำใจนักกีฬาเป็นตัวตั้ง คงได้คำตอบว่าจะต้องเดินหน้าต่อกันแบบไหน

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เปิดตัวเลข ‘ผู้สมัคร’ ม.1-ม.4 ต่ำกว่าแผนหลายแสน..??
บทความถัดไปรีบเลย!! ลงทะเบียนโทรฟรี 100 นาที หมดเวลาเที่ยงคืนวันนี้