‘หงส์แดง’ 30 ปีที่รอคอย แชมป์พรีเมียร์ลีก

103,410 นาที คือจำนวนเวลาในสนามของ ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล ใช้ไป กว่าที่พวกเขาจะสามารถกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ ได้อีกครั้งในรอบ 30 ปี

หลังจาก อลัน แฮนเซ่น กัปตันทีมคนสุดท้ายได้ชูถ้วยแชมป์ลีกสูงสุด คงไม่มีใครเชื่อว่าลิเวอร์พูลจะต้องใช้เวลานานขนาดนี้ กว่าจะได้เห็นภาพ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันคนปัจจุบันเป็นผู้ชูถ้วยบ้าง

และไม่ใช่แค่การรอคอยธรรมดา เพราะหงส์แดงขออีก 6 คะแนนเท่านั้น ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม แต่ว่ากลับต้องลอยคอรอมา 3 เดือนเศษ พวกเขาถึงจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019/20

เพราะถ้าไม่ใช่เหตุจาก โควิด-19 ยอดทีมจากเมอร์ซีย์ไซด์ควรจะได้มีชื่อเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกที่เร็วที่สุด ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม (สถิติเดิมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำไว้ในวันที่ 14 เมษายน 2001) กลายเป็นได้แชมป์พรีเมียร์ลีกช้าที่สุด เพราะไม่เคยมีฤดูกาลไหนล่วงเลยมาจนถึงเดือนมิถุนายนแบบนี้

และนอกจากนี้ พวกเขายังได้เป็นเจ้าของสถิติการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดโดยยังเหลือจำนวนเกมลงเล่นมากที่สุด 7 นัด ทำลายสถิติเดิม 5 นัดที่ 3 ทีมเคยทำเอาไว้คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (1907/08, 2000/01) เอฟเวอร์ตัน (1984/85) และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ (2017/18)

เชื่อว่าถ้าหากใครได้ดูฟอร์มการเล่นของทีมหงส์แดง ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา คงไม่มีใครปฏิเสธว่านี่คือทีมเหมาะสมเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยผลงานที่ผ่านมา 31 นัด ชนะไปถึง 28 เกม เสมอ 2 และแพ้แค่เกมเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้ หงส์แดงยังเดินหน้าบันทึกสถิติใหม่ๆ ออกมาได้อยู่เสมอตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา ไม่ว่าจะเป็นการออกสตาร์ตที่ดีที่สุด เก็บไปได้ถึง 61 คะแนน จาก 21 นัดแรก เป็นทีมที่เก็บแต้มออกสตาร์ตได้ดีที่สุดในบรรดา 5 ลีกใหญ่ของยุโรป (พรีเมียร์ลีก, กัลโช่ เซเรียอา, บุนเดสลีก้า, ลาลีก้า และลีก เอิง) แถมยังทำสถิติสูงสุดเอาไว้ที่ 79 แต้ม ใน 27 นัดอีกด้วย

ขณะเดียวกันพวกเขาทำสถิติชนะต่อเนื่องในบ้านติดต่อกันมากที่สุด ตอนนี้คือ 23 นัดเข้าไปแล้ว จากชัยชนะในเกมกับคริสตัล พาเลซ ที่ผ่านมา สถิติเก่าเป็นของแมนฯ ซิตี้ ทำไว้ 20 เกมติดต่อกัน ในช่วงปี 2011-2012 และมีโอกาสเพิ่มได้อีกในนัดที่เหลือ

และยังเกือบสร้างสถิติใหม่ เป็นทีมชนะรวดได้มากที่สุด เพราะทำสถิติเท่ากับของเดิมของ ‘เรือใบสีฟ้า’ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ 18 นัดเท่ากัน ก่อนจะไปหลุดพ่ายให้กับ แตนอาละวาดŽ วัตฟอร์ด ทีมเดียวที่เอาชนะลิเวอร์พูลในลีกฤดูกาลนี้ได้นั่นเอง

ก็ต้องยอมรับว่าหากไม่มีเหตุการณ์ โควิด-19 เกิดขึ้น แชมป์ครั้งนี้จะสมบูรณ์แบบอย่างมาก

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ ‘หงส์แดง’ ผงาดครองแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษ ได้อีกครั้ง อย่างแรกคงต้องบอกว่านี่คือความต่อเนื่องของทีมชุดเดิม คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

ฤดูกาลที่แล้ว ต่อเนื่องมาจนถึง ยูฟ่า ซุปเปอร์คัพ และ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ ทำให้มีความกระหายในความสำเร็จกันแบบต่อเนื่อง

ทีมชุดนี้แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยจากฤดูกาลก่อน มีเพียงนายทวารมือ 2 เปลี่ยนจาก ซิมง มินโญเล่ต์ มาเป็น อาเดรียน รวมถึง ทาคุมิ มินามิโนะ เข้ามาเมื่อปีใหม่ นอกนั้นยังเป็นโครงเดิมทั้งหมด

ทำให้ในเรื่องของความเข้าใจกันในทีม ถูกบ่มเพาะมาอย่างต่อเนื่องในช่วงตั้งแต่ เยอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาคุมทีม ทุกคนเล่นกันแบบมองตาก็รู้ใจ โดยเฉพาะ 3 แนวรุกอย่าง ซาดิโอ มาเน่, โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ เล่นกันได้อย่างเข้าขา จนถูกยกให้เป็นแนวรุกที่ดีที่สุดในโลก

ข้อต่อมาที่สำคัญ ลิเวอร์พูลชุดนี้ เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในเรื่องของสภาพจิตใจ จากเดิมเคยเห็นทีมนำก่อนแล้วโดนตีเสมอหรือแซงเอาชนะไปได้ แต่ตอนนี้พวกเขาเป็นทีมที่มีประสบการณ์มากขึ้น นิ่งมากขึ้น ไม่กดดันตัวเอง และไม่ยอมแพ้จนกว่าจะถึงนาทีสุดท้าย

ในฤดูกาลนี้มีหลายเกมพลพรรคหงส์แดงเกือบจะพลาดท่าให้กับคู่แข่ง แต่สุดท้ายพวกเขาก็กลับมาเอาชนะได้ ไม่ว่าจะเป็นจุดโทษนาทีสุดท้ายของ เจมส์ มิลเนอร์ ในเกม เลสเตอร์ ซิตี้, การยิงท้ายเกมของ อดัม ลัลลาน่า เซฟแต้มในเกมแดงเดือด หรือลูกโหม่งของซาดิโอ มาเน่ เป็นประตูชัยเอาชนะ แอสตัน วิลล่า ได้สำเร็จ
ตรงนี้เชื่อว่าคือผลพวงมาจากการคัมแบ๊ก อันยิ่งใหญ่ ในเกมกับ บาร์เซโลน่า ในรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปีกลาย ก่อให้เกิดวลีฮิตในชาวหงส์ว่า ‘Never Give Up’ (เนเวอร์ กิฟ อัพ) ก็คือไม่ยอมแพ้จนกว่าทุกอย่างจะจบลง จนทำให้กลายเป็นทีมที่เดินหน้าพร้อมเกมชัยชนะโดยไม่มีหวั่นเกรงอะไรทั้งสิ้น
อีกหนึ่งปัจจัยความสำเร็จนั้น เกิดจากความผิดพลาดของคู่แข่งสำคัญอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พวกเขาแพ้ไปแล้วถึง 8 เกมด้วยกันในฤดูกาลนี้ ทั้งที่ 2 ฤดูกาลก่อนหน้านี้เป็นแชมป์ แพ้รวมกันแค่ 6 เกมเท่านั้น

ถ้าหากว่าแมนฯ ซิตี้ ไม่ฟอร์มหลุดทำแต้มทิ้งกันไปเอง ก็จะเหมือนกับฤดูกาลก่อน ต่างฝ่ายต่างฟอร์มดีทั้งคู่ และต้องไปเบียดกันจนถึงนัดสุดท้าย

และข้อที่สำคัญที่สุดทำให้ ‘หงส์แดง’ คว้าแชมป์ได้ก็คือชายที่ชื่อว่า เยอร์เก้น คล็อปป์

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม 2015 เมื่อตอนกุนซือชาวเยอรมัน เข้ามารับงานคุมทีมวันแรก ได้บอกเอาไว้ว่า “ผมจะเปลี่ยนจากคนที่กังขา ให้เป็นคนที่มีความเชื่อมั่น”

ประโยคนี้ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะแฟนบอล ตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงผิดหวังจากฟอร์มในช่วงท้ายของยุค เบรนแดน รอดเจอร์ส

แต่ยังหมายความถึงตัวนักเตะ จะต้องมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองด้วย

เพราะต่อให้แทคติกของคล็อปป์ดีแค่ไหน แต่ถ้านักเตะไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ว่าจะสามารถทะยานขึ้นไปอยู่ในจุดที่สูงกว่านี้ได้ ต่อให้ใส่สุดยอดแทคติกลงไป ก็คงไม่มีทางเป็นอย่างทุกวันนี้ได้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าแชมป์จะได้แล้ว พลพรรคหงส์แดงยังคงมีสถิติให้ตามเก็บอีกหลายอย่าง เช่นการเก็บชัยชนะในบ้านมากที่สุดใน 1 ฤดูกาล สถิติเดิมคือ 18 นัด ทำโดยเชลซี, แมนฯ ยูไนเต็ด และแมนฯ ซิตี้ ถ้าหากลิเวอร์พูลจะทำได้ คือต้องเก็บชัยชนะทุกนัดในบ้านที่เหลือให้ได้

ส่วนสถิติชนะเกมเยือนมากที่สุดต่อ 1 ฤดูกาล แม้จะไม่สามารถบันทึกสถิติใหม่ได้ แต่ถ้าสามารถชนะรวด 4 นัดที่เหลือ ก็จะทำสถิติเทียบเท่าสถิติเก่าของเรือใบสีฟ้า ที่ทำไว้ 16 นัดได้

รวมถึงยังมีสถิติเก็บแต้มต่อฤดูกาลได้มากที่สุด โดยสถิติเก่านั้นเป็นของเรือใบสีฟ้า (อีกแล้ว) ทำไว้ 100 แต้ม พอดีในปี 2017/18 แต่ตอนนี้ลิเวอร์พูลเก็บไป 86 คะแนน และยังเหลืออีก 21 คะแนน ให้เก็บได้ ถ้าเก็บได้ 15 แต้ม จากตรงนี้ จะเป็นสถิติใหม่ทันที

สถิตินี้ยังไปพ่วงกับสถิติคะแนนห่างจากรองแชมป์มากที่สุด ซิตี้ทำไว้ในฤดูกาลเดียวกัน ห่างจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึง 19 คะแนน ตอนนี้ลิเวอร์พูลนำห่างเรือใบสีฟ้าอยู่ถึง 23 คะแนนด้วยกัน

สิ่งที่หลายคนยังกังวล คือลิเวอร์พูลจะเป็นแชมป์ได้แค่ปีเดียว เหมือน ‘กุหลาบไฟ’ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส หรือ ‘จิ้งจอกสยาม’ เลสเตอร์ ซิตี้ เคยทำเอาไว้หรือไม่

แต่คล็อปป์บอกว่า ไทีมชุดนี้ยังคงอยู่ในช่วงที่ดี มีนักเตะวัยหนุ่มพร้อมจะลุยกันต่อ การได้แชมป์ครั้งนี้ไม่ใช่จุดมุ่งหมายสุดท้าย มันเหมือนปีก่อนเราได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เราแค่เดินต่อจากตรงนั้น และมันเป็นสิ่งที่เราจะทำ”

ถือว่านี่จะเป็นสิ่งที่คล็อปป์และลูกทีมจะต้องพิสูจน์กันต่อไป ว่าจะเป็นเพียงฤดูกาลมหัศจรรย์เพียงฤดูกาลเดียวของชาวหงส์แดงหรือไม่

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ศิริกัญญา’ อัด ‘นายกฯ’ ไร้วิสัยทัศน์-ภาวะผู้นำ ร่างงบ 64 ไม่ตอบโจทย์พาประเทศก้าวหน้า
บทความถัดไปพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ชวนเที่ยวงานมหกรรมสืบสาน รักษา ต่อยอด Agri Museum Expo 2020 ท่องเที่ยววิถีเกษตรไทย สไตล์ New Normal