เส้นทางด้านมืด สู่เหรียญทองมวยสากล’โอลิมปิกเกมส์’?

บทสรุปของขุนพลเสื้อกล้ามชายไทยใน โอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่นครรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล กลายเป็นความผิดหวังซึ่งหนักหน่วงรุนแรงยิ่งกว่าเมื่อคราว “ลอนดอนเกมส์” เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เพราะครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี ที่ทีมหมัดชายของไทยไร้เหรียญโอลิมปิกติดมือ (ไม่นับปี 1980 ซึ่งไม่ส่งนักกีฬาร่วมแข่งขัน) ขณะที่ 4 ปีก่อนพลาดเหรียญทองเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี

คราวลอนดอนเกมส์ แฟนมวยชาวไทยบ่นเรื่องคำตัดสินที่ค้านความรู้สึกหลัง แก้ว พงษ์ประยูร แพ้คะแนน ซู ชิหมิง นักชกชาวจีน ในรอบชิงชนะเลิศรุ่นไลท์ฟลายเวต มารีโอเกมส์ครั้งนี้ 2 กำปั้นระดับความหวังของไทยอย่าง “สด” ฉัตร์ชัย บุตรดี และ “เอ็ม” วุฒิชัย มาสุข ต่างกอดคอกันตกรอบ 16 คนสุดท้ายแบบน่าปวดใจอีกครั้ง โดยเฉพาะในรุ่นแบนตัมเวตของฉัตร์ชัย ซึ่งโชว์ชั้นเชิงการชกเหนือกว่าคู่แข่งชาวรัสเซียอย่างเห็นได้ชัด แต่สุดท้ายกลับต้องตกรอบไปแบบงงกันทั้งสนามและทางบ้าน

ACT_2534

กี่ครั้งกี่หนแล้วที่มวยเสื้อกล้ามไทยต้องเจอกับวังวนเรื่องมาตรฐานการตัดสินของกรรมการทั้งที่ต้องต่อสู้ฝ่าฟันกับการฝึกซ้อมและชิงโควต้าเพื่อได้ไปแข่งขัน โดยครั้งนี้มีเสียงโห่ของแฟนมวยในสนามเป็นเครื่องยืนยันว่าคำตัดสินของกรรมการให้คะแนน ค้านสายตาผู้ชมมากขนาดไหน

ความรู้สึกที่เหมือนโดน “ปล้นชัยชนะ” นี้ยิ่งตอกย้ำคำถามในใจแฟนมวยทั่วโลกเรื่องความโปร่งใสภายใน สหพันธ์มวยสากลนานาชาติ (ไอบ้า) และโยงใยไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างไอบ้ากับสมาคมมวยประเทศต่างๆ ว่าระดับความสนิทสนมหรือผลประโยชน์จะมีผลต่อคำตัดสินของเหล่า “เชิ้ตขาว” หรือไม่?

ถึงขั้นมีคนปรามาสว่า ถ้าหน้าเสื่อไม่แข็งจริง ไอบ้าก็ไม่แล โดยยกตัวอย่างสมัย “เสธ.วีป” พล.อ.ทวีป จันทรโรจน์ เป็นนายกสมาคมมวยสากลแห่งประเทศไทย และมีสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริหารไอบ้ายุคก่อน กำปั้นไทยจึงผลงานราบรื่น ดีบ้าง แย่บ้างสลับไป แต่พอ เสธ.วีปมีปัญหากับไอบ้าในยุคของประธาน ชิง กั๊วะ วู ชาวไต้หวันช่วงเปลี่ยนขั้วอำนาจ จนถึงขั้นฟ้องร้องและโดนลงโทษแบน สถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไป

ACT_2370

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม หนังสือพิมพ์ “เดอะ การ์เดี้ยน” ของอังกฤษ อ้างการเปิดเผยของ “แหล่งข่าว” ผู้คร่ำหวอดในวงการมวยเสื้อกล้ามที่ช่วยเสริมความเชื่อเรื่อง “เบื้องหลัง” คำตัดสินที่ไม่เป็นธรรมของกรรมการมวยว่า การแข่งขันมวยสากลในรีโอเกมส์หนนี้ อาจจะล็อกผลเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว และมั่นใจว่าคำตัดสินที่ออกมาจะไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมแน่นอน

แหล่งข่าวเผยว่า ทุกครั้งก่อนการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ ผู้ตัดสินของไอบ้าจะมารวมตัวกันเพื่อตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าไฟต์ไหนควรจะลงเอยอย่างไร จึงเป็นที่มาของผลการแข่งขันที่ค้านสายตาหลายๆ ครั้ง ซึ่งครั้งที่อื้อฉาวที่สุดคือตอน รอย โจนส์ จูเนียร์ มวยดาวรุ่งของสหรัฐ (ซึ่งต่อมากลายเป็นแชมป์โลกระดับอาชีพ) แพ้ให้ ปาร์ก ซีฮุน ของเกาหลีใต้ในสภาพที่ผู้ชนะสะบักสะบอมแทบยืนไม่อยู่ ในการชกรุ่นไลต์มิดเดิลเวต โอลิมปิกเกมส์ 1988 ที่กรุงโซล บ้านเกิดของปาร์ก

ต่อมาในโอลิมปิกเกมส์ 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ก็มีรายงานว่า อดีตรองประธานไอบ้า รูเดล โอเบรยา ชาวโรมาเนีย เข้าไปดูแลการล็อกผลการจับสลาก ส่วนในลอนดอนเกมส์เมื่อปี 2012 สำนักข่าว “บีบีซี” ก็เคยทำสกู๊ปแฉว่า อาเซอร์ไบจานให้ไอบ้า “ยืม” เงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (350 ล้านบาท) ที่ไม่เคยได้คืน เพื่อแลกกับเหรียญโอลิมปิก แต่ไอบ้าตั้งกรรมการสสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้วตีประเด็นตกไป

โฆษกของไอบ้ายืนยันว่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2015 ไอบ้าก็พยายามปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อความโปร่งใสและการพัฒนาในระยะยาว แต่แหล่งข่าวของการ์เดี้ยนแย้งว่า นับวันการคอร์รัปชั่นและรูปแบบการบริหารงานลักษณะมาเฟียของไอบ้าจะยิ่งขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ

การ์เดี้ยนอ้างว่า แต่ก่อนนี้ไอบ้าจะมีระบบการส่งสัญญาณผ่านมือและศีรษะเพื่อบอกให้กรรมการให้คะแนนเทแต้มไปฝั่งไหน แต่หลังจากโดนจับตามองมากๆ จึงต้องเปลี่ยนระบบใหม่ ไม่สามารถส่งสัญญาณโต้งๆ ระหว่างแข่งได้อีก แต่ใช้วิธีนัดประชุมกันก่อนแข่งแทน

แม้แต่การกำหนดตัวบุคคลที่จะทำหน้าที่กรรมการในแต่ละนัดยังโดนล็อกเอาไว้แล้วเช่นกัน แต่ไอบ้าก็แย้งว่าการจับสลากแบ่งสายหรือสุ่มเลือกกรรมการนั้น ดำเนินการโดยบริษัทเอกชนซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของสหพันธ์อย่าง สวิส ไทม์มิ่ง จึงไม่สามารถล็อกผลตามใจได้

ซีมุส เคลลี่ เชิ้ตชาวชาวไอริช เผยว่า เขาเคยโดนเพื่อนร่วมอาชีพติดต่อให้ล็อกผล 1-2 ครั้ง และรีบแจ้งให้ไอบ้าทราบ แต่นอกจากจะไม่เห็นความคืบหน้าของการสืบสวนแล้ว เจ้าตัวยังโดนดองยาวไม่ให้ทำหน้าที่อีก จึงเป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยมีกรรมการคนไหนออกมาแฉเรื่องนี้ ขณะที่กรรมการสมาคมหรือสต๊าฟโค้ชของชาติต่างๆ ก็ไม่กล้าพูดผ่านสื่อเพราะกลัวนักมวยของตัวเองจะโดนหางเลข และได้แต่ก้มหน้ายอมรับคำตัดสินที่ไม่เป็นธรรมต่อไป

บทความข้างต้นจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ทีมกำปั้นไทยต้องผิดหวังกับรีโอเกมส์แบบเจ็บปวดหรือไม่ เป็นเรื่องที่ผู้อ่านจะต้องใช้วิจารณญาณชั่งน้ำหนักดู

ขณะที่ 2 ตำนานมวยเสื้อกล้ามของไทย สะท้อนมุมมองถึงการตกรอบเรียบของกำปั้นชายไทยในโอลิมปิกเกมส์หนนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

“น้อย” สมจิตร จงจอหอ นักชกไทยคนสุดท้ายที่สามารถคว้าเหรียญทองในโอลิมปิกเกมส์ได้ เมื่อ 8 ปีก่อน มองว่า จากการที่ได้ดูรุ่นน้องทั้งสองคนชกนั้น รู้สึกว่ากรรมการมีการตัดสินที่ไม่เป็นกลางเหมือนกัน อย่างฉัตร์ชัยนี่เห็นชัดเจนว่ายก 2-3 นั้นดีกว่า ถึงคู่แข่งจะดูแข็งแรง แต่ก็ออกหมัดแบบสะเปะสะปะ ในขณะที่ฉัตร์ชัยต่อยเข้าเป้ามากกว่า จึงมองว่าผลตัดสินค้านสายตาอย่างมาก ส่วนวุฒิชัยยอมรับว่าคู่คี่สูสี มีความเหลื่อมล้ำไม่มากนัก แม้ยก 3 วุฒิชัยจะขยันออกหมัดมากขึ้นก็ตาม แพ้แต่ก็ไม่ได้คาใจเท่ากับฉัตร์ชัย

“สิ่งหนึ่งที่นักชกไทยขาดคือหมัดชุด ส่วนใหญ่มักจะเน้นกันให้เข้าเป้าทีละ 1-2 หมัด มันดูไม่ต่อเนื่อง ทำให้ภาพที่กรรมการมองนั้นดูว่าไม่ได้เปรียบเท่าไหร่ ซึ่งจากกฎใหม่ต้องการให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น อยากให้เน้นการออกหมัดมากขึ้น ดังนั้น นักชกไทยก็ต้องเสริมความแข็งแกร่งให้มาก อย่าเน้นแต่ฟุตเวิร์กเหมือนเดิม”

ส่วนการที่มวยสากลไม่สามารถคว้าเหรียญได้เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี สมจิตรมองว่า ปัญหาของวงการมวยสากลไทยในตอนนี้ คือการสร้างนักมวยรุ่นใหม่ขึ้นมา จะเห็นว่าพักหลังไม่ค่อยมีนักมวยหน้าใหม่ จะเห็นก็แต่หน้าเดิม อย่างวุฒิชัย, ฉัตร์ชัยซึ่งจริงๆ แล้วควรจะต้องสร้างให้ต่อเนื่อง ต้องมีมวยชุดเยาวชน มีโค้ชที่เข้ามารับผิดชอบ เพื่อจะได้มีนักกีฬาขึ้นมาเสมอ

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของแทคติค และเทคนิค จากที่ดูนักชกไทยชกเหมือนคอมพิวเตอร์ ชกเดิมๆ และไม่มีอะไรใหม่ๆ ดูได้ชัดจากคู่วุฒิชัย คู่แข่งมีการศึกษามาอย่างดี ยกแขนกันหมัดของวุฒิชัยได้ตลอด แต่ในทางกลับกันเราไม่ได้ศึกษาเขามาเลย โค้ชก็ต้องคอยแก้ทางให้ สอนวิธีการเอาตัวรอดบนเวทีให้ได้

ด้าน “ขาวผ่อง สิทธิชูชัย” ทวี อัมพรมหา กำปั้นฮีโร่เหรียญเงินโอลิมปิกเกมส์คนแรกของไทยในโอลิมปิกเกมส์ 1984 ที่นครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา ระบุว่า ระบบการตัดสินของไอบ้าเป็นธุรกิจมากเกินไป และถือว่าไม่ใช่การแข่งขัน เพราะการตัดสินเป็นแบบธุรกิจที่เอื้อประโยชน์ให้มีฝ่ายชนะอย่างชัดเจนเหมือนเป็นการล็อกผลการแข่งขัน

กรณีฉัตร์ชัยเห็นได้ชัดว่าต่อยเข้าเป้ามากกว่า แต่กลับเป็นฝ่ายแพ้เช่นเดียวกับวุฒิชัย ที่ผ่านมาไอบ้าได้เปลี่ยนแปลงกติกาให้เป็นธุรกิจ รวมถึงการให้นักมวยอาชีพมาต่อยสมัครเล่นได้ ซึ่งนักมวยควรจะต้องเริ่มจากยุวชน, เยาวชน ไปสู่สมัครเล่น และอาชีพ แต่พอให้อาชีพกลับมาต่อยสมัครเล่นเหมือนเป็นการย้อนแย้งกัน

“ถ้ามวยของไทยเราอยากจะคล้อยตามไอบ้าก็ต้องปรับตัวเองใหม่ ไม่ต้องไปสร้างเยาวชนหรือจัดการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทยใดๆ ทั้งสิ้น แต่ลัดขั้นตอนเอามืออาชีพมาต่อยสมัครเล่นเลย เพราะนักชกที่ปั้นมาจากเยาวชนไปเจอมวยอาชีพก็โดนเขาทุบคอหักหมด แต่ถ้าเราจะต่อต้านเรียกร้องให้มวยสมัครเล่นกลับมาคงต้องคุยกันในกลุ่มสมาชิกเพื่อผนึกกำลังร่วมกันต่อต้าน”

ขาวผ่องบอกอีกว่า สำหรับนักชกไทย 4 คน ที่ตกรอบไปหมดในโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ก็ตกได้ แต่ต้องมองไปถึงการเตรียมตัวก่อนมาแข่งขัน ซึ่งมองว่ามีเพียงฉัตร์ชัยและวุฒิชัยที่เตรียมตัวค่อนข้างดี แต่สายลม อาดี กับ อำนาจ รื่นเริง เตรียมตัวมาไม่ดี สายลมไม่น่าถึงโอลิมปิก ส่วนอำนาจร่างกายก็ไม่ได้ รวมถึงอาจเป็นช่วงรอยต่อระหว่างผู้บริหารสมาคมกีฬามวยสากลฯ ชุดเก่ากับชุดใหม่ก็ได้ แต่ตนก็ยังให้กำลังใจผู้บริหารชุดนี้ เพราะบริหารงานอย่างมุ่งมั่น

…หากการลุ้นผลงานในสนามจำเป็นต้องมีปัจจัยภายนอกอย่างเรื่องภายในของไอบ้าเข้ามาเกี่ยวข้องดังที่สกู๊ปของการ์เดี้ยนและคอมเมนต์ของ 2 ตำนานหมัดไทยข้างต้น ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่สมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทยฯ จะต้องพยายามผลักดันให้มีคนไทยเข้าไปร่วมบริหารงานของไอบ้า

อย่างน้อยรู้เขา รู้เรา จะได้รับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon