สกู๊ปพิเศษ : ‘ปีศาจแดง’ ที่หลับไหล พร้อมตื่นทวงบัลลังก์แชมป์

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปีศาจแดง’ ที่หลับไหล พร้อมตื่นทวงบัลลังก์แชมป์

ชัยชนะของ “ปีศาจแดง”แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังบุกไปเอาชนะเบิร์นลีย์ 0-1 ที่สนามเทิร์ฟ มัวร์ เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ส่งผลให้ปีศาจแดงทะยานนำจ่าฝูง หลังลงเล่น 17 นัด เก็บไป 36 คะแนน เหนือ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล 3 คะแนน

นับว่าเป็นการกลับมาขึ้นอยู่บนหัวตารางคะแนนในรอบ 3 ปี กับอีก 4 เดือน และเป็นจ่าฝูงหลังปีใหม่ครั้งแรก นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือไป

ฟอร์มดีจนทะยานนำจ่าฝูงแล้ว

หนสุดท้ายที่ปีศาจแดงก้าวขึ้นมาอยู่จ่าฝูงได้นั้น ต้องย้อนไปเมื่อปี 2017/2018 ที่บุกไปเสมอ สโต๊ก ซิตี้ 2-2 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2017

อดีตแชมป์พรีเมียร์ลีก 20 สมัย เปลี่ยนโฉมหน้าผู้จัดการทีมไม่เคยขาดสายนับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ วางมือไปจากพาทีมคว้าแชมป์สมัยที่ 20 หลังจบฤดูกาล 2012/13 หยุดสถิติการคุมทีมยาวนานเอาไว้ที่ 27 ปี

ก่อนที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะวางมือ ได้หาทายาทสืบสกุลไว้เป็นที่เรียบร้อย ด้วยการเซ็นสัญญากับ เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีมคนบ้านเดียวกัน ที่คุมเอฟเวอร์ตันในขณะนั้น ด้วยสัญญา 6 ปี กับการมอบฉายา The chosen one ที่แปลว่า ผู้ที่ถูกเลือก ด้วยความไว้วางใจว่าจะสามารถรักษามาตราฐานและพาพลพรรคปีศาจแดงไล่ฟาดแชมป์ต่อๆ ไปในอนาคตได้

แต่ความผิดหวังก็ค่อยๆ คืบคลาน เข้ามาอยู่ในใจของแฟนบอลปีศาจแดง เมื่อเดอะ โชสเซ่น วัน เริ่มทำผลงานทุบสถิติที่ไม่น่าจดจำ ทั้งการพาทีมพ่ายคู่ปรับอย่าง เอฟเวอร์ตัน, ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทั้งเหย้าและเยือน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการก่อตั้งพรีเมียร์ลีก

และยังพาทีมจบอันดับต่ำที่สุดเป็นประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ชวดโควต้าไปฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1995 จนสุดท้ายบอร์ดบริหารทนความอัปยศนี้ไม่ไหวจึงตัดสินใจปลดกุนซือชาวสกอตต์ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2014 พร้อมตั้งไรอัน กิ๊กส์ ตำนานของสโมสรเป็นผู้จัดการทีมชั่วคราว คุมทีมไป 4 นัด ชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 1

3 กุนซือผู้มาล้มเหลวที่โอลด์แทรฟฟอร์ด

หลังจบฤดูกาลดังกล่าว ปีศาจแดง ได้แต่งตั้งปรมาจารย์วงการลูกหนังอย่าง หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือชาวดัตช์ ขึ้นมาคุมทีม หลังจากทำผลงานโดดเด่น พาทีมชาติเนเธอร์แลนด์คว้าอันดับที่ 3 ศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล

คราวนี้บอร์ดบริหารปีศาจแดงหวังพึ่งพาแนวทางบอลแบบปรัชญา เพื่อหวังให้พาทีมกลับไปคว้าแชมป์อีกครั้ง แต่สุดท้ายกลับไม่ได้พาทีมดีไปกว่าเดิม จึงตัดสินใจปลดเขาหลังจบฤดูกาล 2015/16 แม้จะเพิ่งคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้เพียง 2 วันก็ตาม

เมื่อต้องการกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ก็ต้องใช้กุนซือที่เคยได้แชมป์มาแล้ว จึงได้แต่งตั้ง โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งเคยพา “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย มานั่งคุมทีม ทำให้แฟนบอลปีศาจแดงกลับมามีกำลังใจในการเชียร์ทีมรักอีกครั้ง ด้วยความหวังว่า “เดอะ สเปเชียลวัน” คือผู้ที่เหมาะสมในการคุพทัพเรดอาร์มี่ และจะพาทีมกลับมาทวงบัลลังก์ตัวจริง

ทว่าผลงานที่ดีที่สุด คือการพาทีมคว้าแชมป์ลีก คัพ และยูโรปา ลีก ในปี 2016/17 และจบรองแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2017/18 ก่อนจะถูกปลดระหว่างฤดูกาลต่อมา หลังจากบุกไปพ่าย “หงส์แดง” ที่แอนฟิลด์ 1-3 เมื่อเดือนธันวาคม 2018
ความหวังของแฟนบอลปีศาจแดงเริ่มค่อยๆ เลือนหาย เพราะไม่ว่าจะใช้สุดยอดผู้จัดทีมคนใด ก็ไม่สามารถพาทีมกลับมาคว้าแชมป์ได้ เพราะเปลี่ยนไปแล้วถึง 3 คน ในรอบ 5 ปีเศษๆ ที่ไร้เงาเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

จนสุดท้ายก็แต่งตั้งอดีตดาวยิงเจ้าของฉายา “เพชฌฆาตหน้าทารก” โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามาคุมทีมในฐานะผู้จัดการทีมชั่วคราว พร้อมความเชื่อว่าหากจะปลุกปีศาจก็ต้องใช้ปีศาจ

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือผู้ปลุกผี

ซึ่งผลงาน 19 นัดแรกนั้น โซลชาพาทีมเก็บชัยชนะ 14 นัด เสมอ 2 และแพ้เพียงแค่ 3 นัด สร้างสถิติเป็นผู้จัดการทีมคนแรกของแมนฯ ยู ที่ออกสตาร์ตคุมทีมชนะ 6 นัดติดต่อกัน จนได้รับสัญญาถาวรในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตามผลงานของปีศาจแดง ภายใต้การคุมทีมของโซลชาหลังได้สัญญาถาวรนั้น ก็ลุ่มๆ ดอนๆ มีทั้งช่วงเวลาที่ดีบ้าง และร้ายบ้าง จนกระทั่งการมาของบรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่่ช่วยยกระดับปีศาจแดงกลับมาอีกครั้ง จนคว้าอันดับ 3 เมื่อฤดูกาลก่อน คว้าตั๋วไปยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ

บรูโน่ แฟร์นันด์ส เดอะ แบก คนปัจจุบัน

จนกระทั่งมาฤดูกาลนี้ จากที่ช่วงเริ่มต้นไม่สู้ดีเท่าไหร่ ทั้งการพาทีมตกรอบแบ่งกลุ่มยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รวมถึงพาทีมจมอันดับ 15 ของตาราง หลังเปิดบ้านแพ้ “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล 0-1 แต่ทว่าหลังจากนั้นมาในพรีเมียร์ลีก 11 นัด ยังไม่แพ้ใคร เก็บชัยชนะถึง 9 นัด และเสมอไป 2 นัด จนขึ้นมาอยู่จ่าฝูงได้ในที่สุด

นับเป็นการขึ้นมาสูดอากาศหนาวเหน็บบนตารางในช่วงหลังคริสมาสต์เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ซึ่งครั้งสุดท้ายพวกเขาจบลงด้วยการเป็นแชมป์ลีกซะด้วย ทำให้เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับสาวกเรดอาร์มี่

แดงเดือดสุดสัปดาห์นี้คือบทพิสูจน์

แต่การกลับมาทวงตำแหน่งจ่าฝูงครั้งนี้ยังคงพิสูจน์อะไรได้ไม่มากนัก เพราะโปรแกรมนัดต่อไป แมนฯยู จะบุกไปเยือนคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ลิเวอร์พูล ถึงถิ่นแอลฟิลด์ ในวันที่ 17 มกราคมนี้ ซึ่งจะเป็นนัดพิสูจน์ของจริง

แล้วมาดูกันว่าปีศาจแดงตนนี้ตื่นแล้วจริงๆ หรือว่าแค่กำลังละเมออยู่เท่านั้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ไล่ไทม์ไลน์!จ่อเสนอศาลฯขอออกหมายจับขบวนการส่งเหยื่อเสพ”เคนมผง”
บทความถัดไปDRT เริ่มเดินเครื่องจักรเชิงพาณิชย์สายการผลิตใหม่ NT-11 รอท่าเศรษฐกิจฟื้น หลังโควิดจบ คนไทยได้ฉีดวัคซีน