ไขสาเหตุ 5 ข้อ ‘หงส์แดง’ กับสถิติพ่ายคาบ้าน 6 นัดติด ในรอบ 129 ปี

ไขสาเหตุ 5 ข้อ ‘หงส์แดง’ กับสถิติพ่ายคาบ้าน 6 นัดติด ในรอบ 129 ปี

หลังจากที่ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล แชมป์เก่าจากฤดูกาลก่อนเปิดบ้านพ่ายให้กับ ทีมหนีตายอย่าง “เจ้าสัวน้อย” ฟูแล่ม 0-1 สร้างสถิติอันเลวร้าย แพ้คาถิ่น แอนฟิลด์ถึง 6 นัดติดต่อกัน นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมา 129 ปี สร้างความเศร้าโศกให้กับสาวก “เดอะ ค็อป” ไม่น้อย เรียกว่าโอกาสจะจบท็อป 4 เพื่อคว้าตั๋วไปยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลหน้าริบหรี่ลงเต็มที

โดยสถิติพ่ายคาบ้าน 6 นัดรวดนั้น เริ่มมาตั้งแต่โดน เบิร์นลีย์ บุกชนะ 1-0, ต่อด้วย แพ้ ไบรท์ตัน 0-1, แพ้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-4, แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-2, แพ้ เชลซี 0-1 และล่าสุดสดๆ ร้อนๆ กับการพ่ายฟูแล่ม 0-1 ซึ่งหนสุดท้ายที่ลิเวอร์พูลแพ้ในลีกคาบ้าน 6 นัดต้องย้อนไปปี 1953/54 ซึ่งฤดูกาลนั้นทีมจบลงด้วยการตกชั้น

หลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับทีมที่มีฟอร์มอันยอดเยี่ยมในฤดูกาลที่ผ่านมา ถึงเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้

1.ปัญหานักเตะเจ็บเยอะ สภาพจิตใจไม่พร้อมสู้

แข้งหงส์แดงผลัดกันได้รับบาดเจ็บแบบต่อเนื่อง โดยเฉพาะบรรดากองหลังในแผงแนวรับทั้งหลาย เริ่มจาก เวอร์จิล ฟาน ไดค์ กองหลังคนสำคัญของทีม ที่ปะทะกับ จอร์แดน พิคฟอร์ด นายทวารเอฟเวอร์ตัน จนเจ็บยาวต้องพักรักษาโรคเดี้ยงไป โดยไม่รู้ว่าจะกลับมาทันลงเล่นฤดูกาลนี้หรือไม่

รวมไปถึงกองหลังอาชีพในทีม ทั้ง โจ โกเมซ และ โจเอล มาติป จนต้องถอยเอาสองกองกลางทั้ง ฟาบินโญ่ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม ลงมาเล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ๊ก ซึ่งเหมือนเป็นตำแหน่งอาถรรพ์ ที่ใครลงมาเล่นต้องมีอันบาดเจ็บไปทุกราย เพราะปีนี้ใช้คู่เซ็นเตอร์แบ๊กไปแล้วถึง 22 คู่ด้วยกัน

ไม่เพียงแต่แผงหลังเท่านั้น นักเตะในตำแหน่งอื่นก็เจ็บตามๆ กัน ทั้ง ดิโอโก้ โชต้า แข้งใหม่ที่โชว์ฟอร์มเยี่ยมยิง 9 ประตูจาก 17 นัดแรก, นาบี เกอิต้า กองกลางชาวกินี, ติอาโก้ อัลคันทาร่า คนที่ถูกคาดหวังจะเป็นจอมทัพของทีม และคนอื่นๆ สลับกันบาดเจ็บไป จนทำให้ เยอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของทีม ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการจัด 11 ผู้เล่นลงสนามทุกนัด

นอกจากเรื่องสภาพร่างกายของนักเตะแล้ว สภาพจิตใจก็แย่ไม่ต่างกันอย่าง คล็อปป์ ที่ต้องสูญเสียคุณแม่ของเขา แต่ไม่สามารถเดินทางไปร่วมงานศพของแม่ตัวเองได้ เนื่องจากการที่รัฐบาลเยอรมนีสั่งห้ามคนที่อยู่ในประเทศอังกฤษ เดินทางเข้าเยอรมนี จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และ อลิสซอน เบ็คเกอร์ นายทวารของทีม ที่ต้องเสียคุณพ่อไปเมื่อไม่นานจากเหตุการจมน้ำเสียชีวิตที่เขื่อนใกล้บ้าน

เมื่อรวมกับผลงานที่ย่ำแย่ด้วย ยิ่งทำให้ความมั่นใจของนักเตะถดถอยลงไปเช่นกัน

2.การขาดผู้นำที่เป็นเสาหลักของทีม

สำหรับกีฬาที่ต้องเล่นกันเป็นทีมอย่างฟุตบอลนั้น แค่ความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลคงไม่พอ ยังต้องอาศัยทีมเวิร์ก และสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันเลยของกีฬาที่ต้องเล่นกันเป็นทีมก็คือ การมีผู้นำที่ดีนั่นเอง

แผงหลังของลิเวอร์พูลที่เคยมีเวอร์จิล ฟาน ไดค์ ยืนปักหลักคอยคุมแนวรับ และแดนกลางที่มีจอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมคอยสั่งการ เปรียบเสมือนนอตที่ยึดทีมเอาไว้ เมื่อขาดนักเตะที่เป็นเหมือนผู้นำของทีมไป ก็เห็นได้ชัดว่าฟอร์มของแข้งหงส์แดงเละเทะไม่เป็นท่า แม้ว่านักเตะคนอื่นๆ จะมีความสามารถไม่ต่างกับ ฟาน ไดค์ และเฮนเดอร์สันก็ตาม

ในขณะที่ฟาน ไดค์ คอยยืนสั่งการในแผงแนวรับ ปักหลักเป็นคนสุดท้ายแล้วคอยสั่งเพื่อนร่วมทีมในแนวรับ รวมถึงเฮนเดอร์สัน ที่เป็นคนคอยตะโกนสั่งการเพื่อนร่วมทีมอยู่ตลอดเวลา

นับว่าการขาดผู้เล่นที่เป็นดั่งเสาหลักของทัพหงส์แดง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ลิเวอร์พูลฟอร์มดิ่งลง

3.แข้งหงส์แดงขาดความกระหาย

ช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา นับเป็นช่วงเวลาแห่งความสำเร็จของสโมสรลิเวอร์พูลอย่างมาก พวกเขาสามารถคว้า 4 แชมป์มาครอง ทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ, ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ และแชมป์ พรีเมียร์ลีก เรียกได้ว่าถ้าเป็นกราฟ ก็เหมือนกำลังพุ่งถึงจุดสูงสุดของกราฟ

จากความสำเร็จที่แข้งหงส์แดงทำได้ นับว่าเป็นเรื่องที่สุดยอดมาก นักเตะทุกคนอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมมีความกระหายต่อชัยชนะ ไม่ว่าจะโดนนำ หรือโดนตีเสมอ เหลือเวลาในการแข่งขันเท่าไหร่ ก็จะบดขยี้คู่แข่งจนกลับมาเป็นผู้ชนะได้ แต่ตอนนี้ไม่สามารถหาภาพเหล่านั้นจากลิเวอร์พูลได้เลย ถ้าหากโดนนำไปก่อน ก็พร้อมที่จะแพ้ได้ทันทีเช่นกัน

ส่วนหนึ่งด้วยความที่ฟุตบอลยุคโควิด-19 ที่ต้องลงเตะกันแบบถี่ยิบ รวมถึงรายการมากมายที่ต้องลงเล่น อีกทั้งยังผ่านจุดสูงสุดของการเล่นกันมาหมดแล้ว เป็นจุดที่ทำให้ความกระหายของนักเตะนั้นลดลงไปอย่างมาก

ไหนจะการขาดแฟนบอลที่เป็นเหมือนนักเตะคนที่ 12 ของทีมเวลาลงเล่นในถิ่นแอนฟิลด์ คอยปลุกกระตุ้นให้ทีมคัมแบ๊กกลับมาในทุกสถานการณ์ แต่ตอนนี้ไม่มี เลยทำให้ไร้พลังจะคัมแบ๊กกลับมาได้

4.ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง

ทุกๆ สโมสรที่ดีในปัจจุบัน มักจะพยายามรักษาผลงานของทีมให้มีความเสมอต้นเสมอปลาย รวมถึงมีการเปลี่ยนนักเตะเพื่อให้เหมาะสมกับทีมและให้สมบูรณ์กับทีมที่สุดด้วย

อย่างเช่นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ปัจจุบันก็มีการเปลี่ยนแปลงทีมและผลัดใบอย่างต่อเนื่อง ทั้ง กาเบรียล เฆซุส, เฟร์ราน ตอร์เรส, ฟิล โฟเด้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวรับอย่าง รูเบน ดิอาส เข้ามาใหม่เป็นตัวหลักของทีม

แต่ลิเวอร์พูลตอนนี้ ใช้ทีมชุดเดิมมายาวนานกว่า 3 ปี ทั้ง ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ 3 ประสานที่เคยถูกยกให้เป็นแนวรุกเบอร์ 1 ของโลก เริ่มจะถึงทางตันแล้ว ไหนจะบรรดากองกลางอย่าง เฮนเดอร์สัน, เจมส์ มิลเนอร์ และ จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม ที่อายุจะเกินเลข 3 กันหมด

มีการมองกันว่าวงจรของทีม ไม่ควรใช้ทีมเดิมซ้ำๆ เกิน 3 ปี ดังนั้นนี่อาจจะต้องถึงเวลาที่ลิเวอร์พูล ควรจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้แล้วหรือไม่?

5.คู่ต่อกรจับแนวทางการเล่นได้หมดแล้ว

จากผลงานของลิเวอร์พูลในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แทคติคของ เยอร์เก้น คล็อปป์ นักเตะจะต้องมีความฟิตอย่างมาก เพราะต้องวิ่งแบบไม่มีหมด เมื่อเสียบอลต้องไล่กดดันคู่แข่งตั้งแต่แดนหน้า เพื่อกลับมาเป็นฝ่ายรุกให้เร็วที่สุด

ซึ่งจริงๆ แล้วในฤดูกาลนี้แทคติคของคล็อปป์ก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิมเลย ดังนั้นหลายๆ ทีมที่เคยพ่ายแพ้ให้กับหงส์แดงไป ย่อมต้องมีการเรียนรู้วิธีการเข้าทำ และหาแผนที่จะมาตั้งรับลิเวอร์พูล

คนที่วางพิมพ์เขียวในการรับมือกับลิเวอร์พูล อาจจะเป็น แซม อัลลาไดซ์ ที่นำ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน บุกมาเก็บคะแนนจากถิ่นแอนฟิลด์ได้เป็นทีมแรกในฤดูกาลนี้ ด้วยแทคติควางเกมรับแน่นหน้าประตู ทำให้ลิเวอร์พูลไม่มีพื้นที่ในการจะเจาะเข้าทำ

ในช่วง เกมหลังๆ จะเห็นได้ชัดว่า ถึงแม้ ลิเวอร์พูล จะครองบอลระดับ 70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่อาจเจาะแนวรับคู่แข่งได้เลย แล้วมักจะโดนลงโทษจากการบุกสวนกลับไม่กี่ครั้งของผู้มาเยือน เป็นประตูชี้ขาดในเกม

อีกทั้งพอขาดกลไกในแนวรับอย่างฟาน ไดค์ ที่มีลูกเปิดยาวจากแดนหลังเหมือนควอเตอร์แบ๊กของทีม ทำให้สมดุลทีมเสียหายไปหมด เมื่อไม่มีบอลไปถึงริมเส้นทั้งสองฝั่ง ก่อนจะไปถึง 3 แนวรุก ยิ่งทำให้ทีมขาดการเข้าทำในแบบที่ผ่านมา

หงส์แดงเหลือโปรแกรมให้ลงเล่นอีกแค่ 10 นัดในฤดูกาลนี้ แบ่งออกเป็นเกมเยือน 6 นัด และเกมเหย้าอีก 4 นัดด้วยกัน ซึ่งจาก 3 ใน 4 ของทีมที่ต้องเล่นในแอนฟิลด์ คือทีมที่ทำให้ลิเวอร์พูลเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากมาแล้วทั้งสิ้นอย่าง แอสตัน วิลล่า, นิวคาสเซิล และเซาธ์แฮมป์ตัน

ตราบเท่าที่ลิเวอร์พูล ยังไม่สามารถพลิกสถานการณ์ กลับมาเริ่มเก็บชัยชนะในรังแอนฟิลด์ของตัวเองให้ได้ โอกาสที่พวกเขาจะกลับมาแซงคว้าอันดับ 4 ในฤดูกาลนี้ ก็คงจะเป็นไปได้ยากอย่างแน่นอน

โปรแกรมการแข่งขันพรีเมียร์ ลีก นัดที่เหลือของลิเวอร์พูล

วันที่ 16 มีนาคม 03.00 น. ออกไปเยือน วูล์ฟแฮมป์ตัน
วันที่ 3 เมษายน 21.00 น. ออกไปเยือน อาร์เซนอล
วันที่ 10 เมษายน 21.00 น. เปิดบ้านพบ แอสตัน วิลล่า
วันที่ 17 เมษายน 21.00 น. ออกไปเยือน ลีดส์ ยูไนเต็ด
วันที่ 24 เมษายน 21.00 น. เปิดบ้านพบ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด
วันที่ 1 พฤษภาคม 21.00 น. ออกไปเยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
วันที่ 8 พฤษภาคม 21.00 น. เปิดบ้านพบ เซาธ์แฮมป์ตัน
วันที่ 12 พฤษภาคม 02.00 น. ออกไปเยือน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน
วันที่ 15 พฤษภาคม 21.00 น. ออกไปเยือน เบิร์นลีย์
วันที่ 23 พฤษภาคม 22.00 น. เปิดบ้านพบ คริสตัล พาเลซ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคฯ ส่ง TEA+ ลุยตลาดชาพร้อมดื่ม เปิด 2 ผลิตภัณฑ์ ชาอู่หลงน้ำตาลน้อย-ไม่มีน้ำตาล จับกลุ่มวัยทำงาน-รักสุขภาพ
บทความถัดไป‘ผบ.ทบ.’ตรวจชายแดน ‘ตาก-แม่ฮ่อนสอน’ ให้กำลังใจทหาร ย้ำทุ่มเทสกัดสิ่งผิดกม.สอดรับมาตรการโควิด-1