ย้อนรอยความสำเร็จ ‘ช้างศึก’ ก่อนเปิดฉากทวงบัลลังก์จ้าวอาเซียน

ย้อนรอยความสำเร็จ ‘ช้างศึก’ ก่อนเปิดฉากทวงบัลลังก์จ้าวอาเซียน

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน หรือที่คุ้นไทยรู้จักกันในชื่อ “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ” ทัวร์นาเมนต์ที่จัดขึ้นในทุกๆ 2 ปี เพื่อชิงความเป็นจ้าวอาเซียน เตรียมระเบิดแข้งกันในวันที่ 5 ธันวาคม ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยภารกิจสำคัญของ “ทัพช้างศึก” ทีมชาติไทย ภายใต้การคุมทัพของ มาโน่ อเล็กซานเดร โพลกิ้ง ในการแข่งขันครั้งนี้ คือการคว้าแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 กลับมาเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องแฟนบอลชาวไทยให้ได้ เพื่อเป็นการกู้ศรัทธาบอลไทยให้กลับมาครึกครื้นได้อีกครั้งหลังห่างหายจากถ้วยรางวัลไปนาน

แม้ตัวของมาโน่ จะพกชื่อเสียงและดีกรีสไตล์บอลบุกแบบบ้าระห่ำ มาตั้งแต่สมัยกุมบังเหียนให้กับ “แข้งเทพ” ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด และคุ้นชินกับเหล่านักเตะไทยเป็นอย่างดี แต่นี่จะเป็นครั้งแรกในบทบาทกุนซือทีมชาติไทยของเขา หลังได้รับความไว้วางใจจาก “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีมชาติไทย ที่แต่งตั้งให้มาโน่ เข้ามารับงานต่อจาก อากิระ นิชิโนะ กุนซือชาวญี่ปุ่น ที่แยกทางกับทัพช้างศึกหลังจบศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย

ซูซูกิ คัพ ในครั้งนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายสำหรับ มาโน่ เป็นอย่างมาก เพราะในการคว้าแชมป์ 5 ครั้งของทัพช้างศึก มีเพียง ปีเตอร์ วิธ เฮดโค้ชชาวอังกฤษ คนเดียวเท่านั้นที่เป็นกุนซือต่างชาติพาทีมชาติไทยครองจ้าวอาเซียนได้ แถมยังทำได้ 2 หนติด ในปี 2000 และ 2002 และยังไม่มีกุนซือต่างชาติคนไหนที่พาทีมประสบความสำเร็จในถ้วยใบนี้ได้อีกเลยหลังจากนั้น

โดยแชมป์ครั้งแรกของทีมชาติไทยเกิดขึ้นในปี 1996 ภายใต้การคุมทัพของกุนซือคนไทยอย่าง “บิ๊กหอย” ธวัชชัย สัจจกุล ซึ่งสมัยนั้นการแข่งขันยังใช้ชื่อเป็น ไทเกอร์ คัพ จัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์เป็นครั้งแรก ทัพช้างศึกผ่านเข้ารอบมาด้วยการเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม พร้อมเข้าไปปราบ “ดาวทอง” เวียดนาม ในรอบรองชนะเลิศ ด้วยสกอร์ 4-2 ทะลุเข้าไปชิงชนะเลิศกับ “เสือเหลือง” มาเลเซีย และเอาชนะไปด้วยสกอร์ 1-0 จากฝีเท้าของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ตั้งแต่นาทีที่ 9 ของเกม พร้อมทั้งยังมี “อัลเฟรด” เนติพงศ์ ศรีทองอินทร์ ที่คว้ารางวัลดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมต์ไปครองด้วยผลงาน 7 ประตู

แชมป์ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2000 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ทัพช้างศึกของ ปีเตอร์ วิธ กุนซือชาวอังกฤษ ทำผลงานได้อย่างร้อนแรงสุดๆ พวกเขาเดินหน้าสร้างสถิติเอาชนะแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ จนสามารถคว้าแชมป์มาครองได้แบบไร้คู่ต่อกร โดยในนัดชิงชนะเลิศพวกเขาเป็นฝ่ายเอาชนะ “อิเหนา” อินโดนีเซีย ไปได้แบบขาดลอย 4-1 พร้อมเป็นการยิงแฮตทริกของ “โย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ ศูนย์หน้าร่างโย่งตัวเก่งของทีม

จากนั้น ปีเตอร์ วิธ ยังคงต่อยอดความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพาทีมชาติไทยครองจ้าวลูกหนังอาเซียนอีกสมัย ในปี 2002 แม้ว่ารอบแรกจะกระท่อนกระแท่น เข้ารอบมาด้วยการเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม แต่ก็มาคืนฟอร์มในรอบรองชนะเลิศ ด้วยการถล่มเวียดนาม 4-0 ก่อนที่ในนัดชิงดำจะได้หวนกลับมาเจอกับคู่ปรับเก่าอย่างอินโดนีเซีย อีกครั้ง ถึงแม้ในเกมจะต่อสู้กันได้อย่างสูสีกันจนต้องต่อเวลาพิเศษออกไปหลังเสมอกันในเกม 2-2 แต่ในช่วงดวลจุดโทษทีมชาติไทยกลับทำได้ดีกว่า และเป็น “โอ่ง” ดุสิต เฉลิมแสน ที่วิ่งเข้ามาซัดจุดโทษเป็นคนสุดท้ายพาทีมชนะไปด้วยสกอร์ 4-2 ป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ

หลังจากหมดยุคของ ปีเตอร์ วิธ ทีมชาติไทยก็ไม่สามารถกลับไปคว้าแชมป์อาเซียนได้อีกเลย ผลงานดีสุดคือรองแชมป์ในปี 2007 และ 2012 ที่พลาดท่าให้กับ สิงคโปร์ ทั้งสองครั้งที่เข้าชิง รวมถึงบรรดาทีมในอาเซียนก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ชิงแชมป์อาเซียน มีการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนแชมป์อยู่เรื่อยมา จนกระทั่งจุดเริ่มต้นของยุค “ฟุตบอลไทยฟีเวอร์” ก็ได้กลับมาอีกครั้งภายใต้การนำทีมของ “โค้ชซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ตำนานดาวยิงทีมชาติไทย ที่เข้ามากู้วิกฤติทีมชาติในเวลานั้น

การแข่งขันในปี 2014 ที่สิงคโปร์และเวียดนามเป็นเจ้าภาพร่วม รอบแบ่งกลุ่ม ซิโก้นำทีมเก็บ 9 แต้มเต็ม เข้ารอบเป็นอันดับ 1 ไปตัดเชือกกับ ฟิลิปปินส์ ก่อนที่จะเอาชนะได้แบบไม่ยากเย็นด้วยสกอร์รวม 2 นัด 3-0 คว้าตั๋วเข้าไปชิงชนะเลิศกับ มาเลเซีย

ซึ่งเกมนัดชิงชนะเลิศนัดแรกกับมาเลเซีย ไทยโชว์ฟุตบอลสไตล์ “ติกิ ตาก้า” ในแบบของบาร์เซโลน่า ยอดทีมจากสเปน ต่อบอลกันมากกว่า 30 จังหวะก่อนที่เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ จะยิงเข้าไปให้ทีมชาติไทยเอาชนะก่อนนัดแรก 2-0 แม้ว่าในเกมนัดที่ 2 ที่ต้องบุกไปเยือนสนามกีฬาแห่งชาติบูกิตจาลิล กับแฟนบอลราวแสนคน แถมถูกนำไปก่อน 3-0 แต่ก็มาพลิกสถานการณ์จากประตูของชาริล ชัปปุยส์ และชนาธิป สรงกระสินธ์ ทำให้เอาชนะไปด้วยสกอร์รวม 4-3 กลับมาครองจ้าวอาเซียนได้อย่างยิ่งใหญ่ หลังต้องรอคอยมาถึง 12 ปี

จนมาถึงปี 2016 อดีตดาวยิงจอมตีลังกาของไทย ก็ยังคงเดินหน้าพาทัพช้างศึกทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ป้องกันแชมป์เอาไว้ได้อีกสมัย เก็บ 9 แต้มเต็มตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ก่อนจะตัดเชือกกับ เมียนมา ถล่มไป 6-0 และเข้าไปเจอกับ อินโดนีเซีย ในนัดชิงชนะเลิศอีกครั้ง แม้ว่าเกมแรกจะพ่ายมาก่อน 1-2 ที่แดนอิเหนา แต่ในเกมสองที่ราชมังคลากีฬาสถาน ทัพช้างศึกมาถอนแค้นคืนได้สำเร็จจาก “ปีโป้” สิโรจน์ ฉัตรทอง ที่สวมบทฮีโร่ซัด 2 ประตู พาทัพช้างศึกพลิกนรกกลับมาป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ

เมื่อหมดยุคของ ซิโก้ ลง ทีมชาติไทยก็พลาดแชมป์ซูซูกิ คัพ อีกครั้งเมื่อปี 2018 ซึ่งพวกเขาตกรอบรองชนะเลิศ ด้วยการแพ้ให้กับมาเลเซีย ด้วยกฎอเวย์โกล และแชมป์ตกเป็นของ “ดาวทอง” เวียดนาม ทำให้ใน “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020” ที่ต้องโยกมาเตะกันในปี 2021 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้การแข่งขันในปีนี้ จะใช้ระบบเจ้าภาพเดี่ยว เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2000 โดยมี สิงคโปร์ รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ที่ก็ต้องการคว้าแชมป์เพื่อทำสถิติให้เท่ากับทีมชาติไทย 5 สมัยให้ได้

นั่นคืองานของ มาโน่ โพลกิ้่ง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ที่จะต้องพาช้างศึกตัวนี้ กู้วิกฤติศรัทธาจากแฟนบอล รวมถึงทวงความยิ่งใหญ่ในอาเซียนกลับมาให้ได้ พร้อมกับนำถ้วยแชมป์กลับมามอบให้กับชาวไทยเป็นของขวัญวันปีใหม่ ที่จะลงเล่นนัดชิงชนะเลิศกันในวันที่ 1 มกราคมพอดี

ต้องบอกว่าทัพช้างศึกชุดนี้ ประกาศรายชื่อทั้ง 30 คนออกมา นั้นเป็นชุดใหญ่ไฟกระพริบ มากันหมดทั้ง “เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ กัปตันทีมคนใหม่ป้ายแดง, “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน, “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา, “นิว” ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, “ตังค์” สารัช อยู่เย็น หรือนอกจากทีมชุดยู-23 อย่าง “กัน” ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร และ โจนาธาน เข็มดี ฉะนั้นไม่สามารถตั้งเป้าหมายอื่นใดได้นอกจากคว้าแชมป์เท่านั้น

ซึ่งถ้าหากทัพช้างศึกคว้าแชมป์กลับประเทศได้ จะมีเงินรางวัลรออยู่ถึง 30 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นเงินอัดฉีด 20 ล้านบาทจาก “มาดามแป้ง” ผู้จัดการทีม บวกกับเงินรางวัลของสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (เอเอฟเอฟ) อีก 10 ล้านบาท ที่จะถูกแบ่งให้กับนักเตะและทีมงานทุกคนแบบเท่าเทียมกัน

นอกจากลุ้นแชมป์แล้ว ในการแข่งขันครั้งนี้ยังสามารถลุ้นสถิติดาวซัลโวสูงสุดประจำการแข่งขันชิงแชมป์อาเซียน ซึ่งตอนนี้ “เอล แดงดา” ทำไปแล้ว 15 ประตู ตามหลัง นอร์ อลัม ชาห์ ตำนานดาวยิงทีมชาติสิงคโปร์ ที่เป็นเจ้าของสถิติอยู่ที่ 17 ประตู

ถึงแม้ว่าในการแข่งขันครั้งนี้ แฟนบอลจะยังไม่สามารถเดินทางตามไปให้กำลังใจทีมชาติไทยติดขอบสนามได้ เนื่องจากมาตรการป้องกันโควิด-19 ของเจ้าภาพ แต่อย่างน้อยก็จะได้คอยให้กำลังใจทีมชาติไทย ผ่านทางหน้าจอได้เช่นกัน ทาง ช่อง 7 เอชดี (หมายเลข 35) ทุกนัด

ฉะนั้นเตรียมตัวเข้าสู่โหมดการเชียร์ทีมชาติไทย ได้นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

โดยโปรแกรมของ “ทัพช้างศึก” ทีมชาติไทย ใน “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020” มีดังนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon