แกเร็ธ เซาธ์เกต จับพลัดจับผลูมาเป็นกุนซือสิงโต?

ในที่สุด สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ก็ประกาศแต่งตั้ง แกเร็ธ เซาธ์เกต ดำรงตำแหน่งกุนซือสิงโตคำรามชุดใหญ่ตามความคาดหมาย หลังจากมีชื่ออดีตกองหลังทีมชาติวัย 46 ปี เป็นแคนดิเดตเพียงหนึ่งเดียวตั้งแต่จบช่วงพักเบรกสำหรับเกมทีมชาติเมื่อสัปดาห์ก่อน

ก่อนหน้านี้ เซาธ์เกตพิสูจน์ตัวเองด้วยการเข้ามากุมบังเหียนทีมสิงโตแบบขัดตาทัพหลัง แซม อัลลาร์ไดซ์ พ้นจากตำแหน่งอย่างกะทันหันเมื่อปลายเดือนกันยายน เพราะตกเป็นข่าวอื้อฉาวผ่านสื่อ

และเขาก็พิสูจน์ตัวเองด้วยการพาสิงโตคำรามคว้าชัยเหนือมอลตา 2-0 ในศึกฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก ต่อด้วยเสมอสโลวีเนีย 0-0, ชนะสกอตแลนด์ 3-0 และปิดท้ายด้วยการเสมอสเปน 2-2 ในฟุตบอลกระชับมิตร

เท่ากับว่าผลงานการคุมทีมแบบจับพลัดจับผลูของเซาธ์เกตรวม 4 นัด ชนะ 2 เสมอ 2 และไม่แพ้ใครเลย อีกทั้งลูกทีมเองก็พอใจที่ได้ร่วมงานกันแม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ก็ตาม

กระนั้น แม้จะดูเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้ แต่บรรดากูรูลูกหนังเมืองผู้ดีก็อดเป็นห่วงโค้ชหนุ่มและทีมชาติอังกฤษไม่ได้

เนื่องจากเซาธ์เกตมีประสบการณ์คุมทีมไม่มากนัก และที่ได้งานนี้ก็เพราะบังเอิญอยู่ถูกที่ถูกเวลา ทำหน้าที่โค้ชทีมชาติชุดยู-21 อยู่ ขณะ “บิ๊กแซม” พ้นจากเก้าอี้พอดี เอฟเอ จึงต้องให้เขาขยับขึ้นมาทำหน้าที่ชั่วคราวเนื่องจากอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ทีมกำลังทำศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก และไม่มีเวลาให้เฟ้นหาโค้ชคนใหม่ที่เหมาะสมมากมายนัก

ภาพจาก Reuters
ภาพจาก Reuters

ก่อนจะมาถึงจุดนี้ สมัยเป็นนักเตะ เซาธ์เกต สร้างชื่อจากการเล่นตำแหน่งกองหลังหรือกองกลางตัวรับให้กับ คริสตัล พาเลซ, แอสตัน วิลล่า และ มิดเดิลสโบรช์ รวมถึงติดทีมชาติ 57 นัด

ช่วงบั้นปลายชีวิตค้าแข้งกับโบโร่ เซาธ์เกต ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโค้ชแบบปัจจุบันทันด่วนในเดือนมิถุนายน ปี 2006 เนื่องจาก สตีฟ แม็คคลาเรน โค้ชโบโร่ในขณะนั้นต้องไปรับงานคุมทีมชาติอย่างกะทันหัน เขาเลยต้องแขวนสตั๊ดไปโดยปริยายแม้จะยังไม่หมดสัญญากับต้นสังกัดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม งานคุมทีมช่วงแรกของเซาธ์เกตกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากเขาถูกวางตัวให้ทำหน้าที่ดังกล่าวทั้งที่ไม่มีใบอนุญาตระดับ “ยูฟ่า โปร ไลเซนส์” ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของกุนซือพรีเมียร์ลีก กระนั้น ทางลีกก็ยังอนุญาตให้เขาทำหน้าที่ต่อไปจนเขาผ่านการสอบและได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง

ประวัติการคุมทีมมิดเดิลสโบรช์ของเซาธ์เกตไม่ค่อยสู้ดีนัก ทำงานแบบเต็มตัวอยู่ 3 ฤดูกาล พาทีมจบอันดับ 12 ต่อด้วยอันดับ 13 และมาฤดูกาล 2008-09 ก็พาทีมตกชั้นสู่ลีกแชมเปี้ยนชิพ

พอเริ่มฤดูกาลใหม่ได้ 13 นัด เซาธ์เกตก็โดนปลดจากตำแหน่งหลังพาทีมอยู่อันดับ 4 ของตาราง โดยสรุปผลงานการคุมทีมระดับสโมสร 127 นัด เขาพาทีมเก็บชัยชนะได้เพียง 36 นัด คิดเป็น 28.35 เปอร์เซ็นต์

สัดส่วนดังกล่าวทำให้เขาเป็นกุนซือทีมชาติอังกฤษที่มีผลงานพาทีมคว้าชัยชนะระดับสโมสรต่ำที่สุดในบรรดานายใหญ่สิงโตช่วง 20 ปีให้หลัง

แต่ดีกรีระดับสโมสรก็ใช่จะการันตีความสำเร็จในระดับทีมชาติ ดังที่โค้ชชื่อดังหลายคนของทีมพิสูจน์ให้เห็นมาแล้ว โดยเฉพาะกรณีของ ฟาบิโอ คาเปลโล่ ซึ่งเคยคว้าแชมป์มามากมายทั้งลาลีก้า, กัลโช่ เซเรียอา หรือแม้กระทั่งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แต่พอมาคุมทีมชาติอังกฤษก็ไปได้ไกลสุดแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2010 และมาลาออกหลังได้ตั๋วลุยยูโร 2012 เพราะมีปัญหากับเอฟเอ

กลับมาที่เซาธ์เกต หลังจากโดนโบโร่ปลด เขาก็หันไปรับงานวางแผนพัฒนาแข้งเยาวชนของอังกฤษให้เอฟเอระหว่างปี 2011-2012 ก่อนหวนคืนงานโค้ชอีกครั้งหลังได้รับแต่งตั้งให้ดูแลทีมสิงโตชุดเล็กในเดือนสิงหาคม ปี 2013

ภาพ AFP
ภาพ AFP

การคัมแบ๊กครั้ง เขาทำได้แค่ตกรอบแรกศึกฟุตบอลยู-21 ชิงแชมป์ยุโรป 2015 อย่างไรก็ตาม สื่อมองว่าความผิดส่วนหนึ่งเป็นของเอฟเอที่ไม่ยอมปล่อยให้แข้งชุดใหญ่บางคนลงมาช่วยทีม ได้แก่ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, แจ๊ค วิลเชียร์ และ รอส บาร์กลีย์

มาเดือนพฤษภาคมปีนี้ เซาธ์เกตพาทีมคว้าแชมป์ ตูลง ทัวร์นาเมนต์ รายการพิเศษสำหรับแข้งอายุไม่เกิน 20 ปี ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีที่ประเทศฝรั่งเศส แม้จะพออ้างอิงในใบประวัติได้ แต่ก็ยังเป็นที่กังขาในเรื่องฝีมือสำหรับผู้สังเกตการณ์หลายๆ คน

ไม่ใช่แค่คนนอกที่มองว่าเขายังอ่อนประสบการณ์ แม้แต่เจ้าตัวเองยังเคยออกตัวว่ายังไม่เหมาะกับงานนี้ในช่วงที่ รอย ฮอดจ์สัน ลาตำแหน่งหลังพาทีมตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูโร 2016 กลางปีที่ผ่านมา

แต่เพราะอายุยังน้อยและอ่อนประสบการณ์ ในทางหนึ่งก็มองว่าอาจเป็นผลดีได้ เพราะเซาธ์เกตพร้อมจะเปิดกว้าง รับฟัง เรียนรู้ และเติบโตไปพร้อมๆ กับทีมคนหนุ่มของสิงโตคำรามชุดปัจจุบัน

และเมื่อเข้ามาอย่างกะทันหันแบบสถานการณ์ค่อนข้างบังคับพอสมควร ทั้งสื่อและแฟนๆ น่าจะยังไม่ตั้งความหวังแบบเกินจริงในปีแรกของสัญญา 4 ปี เพราะเข้าใจว่าทุกอย่างฉุกละหุก

โดยถ้าเซาธ์เกตช่วยให้อังกฤษรักษาตำแหน่งจ่าฝูงกลุ่มคัดบอลโลกจนตีตั๋วลุยรอบสุดท้ายที่รัสเซียได้ ถึงสื่อผู้ดีจะโหมกระแสให้ดูตื่นเต้นเกินกว่าเหตุตามสไตล์ไปบ้าง แฟนๆ ก็คงจะเผื่อใจไว้ส่วนหนึ่ง และถ้าเขาพาทีมเข้าถึงรอบน็อกเอาต์ได้ก็น่าจะถือว่าสอบผ่านแล้ว

ภารกิจหลักของเขาในตอนนี้คือการลบความรู้สึกกลัวหรือไม่มั่นใจของลูกทีมทุกคนหลังบิ๊กแซมต้องพ้นจากตำแหน่งแบบกะทันหัน และสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวภายในทีมคนหนุ่มชุดนี้ให้ได้

จากนั้นบททดสอบจริงๆ น่าจะเป็นทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่าง ยูโร 2020 ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเวอร์ชั่นฉลองครบรอบ 60 ปี ที่กระจายการแข่งขันไปยัง 13 ประเทศทั่วประเทศยุโรป ก่อนมาลงเอยรอบตัดเชือกและรอบชิงชนะเลิศที่สนามเวมบลีย์ในกรุงลอนดอน

แน่นอนว่าแฟนบอลอังกฤษย่อมต้องเฝ้ารอรอบรองชนะเลิศและชิงชนะเลิศรวม 3 นัดดังกล่าวอย่างใจจดใจจ่อ และคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้เชียร์ทีมรักของตัวเองบนแผ่นดินเกิด

กลายเป็นความคาดหวังอย่างมหาศาลที่กุนซือวัย 46 ปีต้องแบกรับเอาไว้ให้ได้!

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้อดีตคณบดี”นิด้า” “พงศ์เทพ” “คำนูณ” ร่วมวงชำแหละ”ชีวิตคนไทยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่”(คลิป)
บทความถัดไป‘พีระศักดิ์’ยัน’สนช.’ไม่เตะถ่วงกม.ลูก ชง’สปท.’ร่วมวงพิจารณา