สกู๊ป น.1: ‘เชียงใหม่’สมาร์ท ซิตี้ โมเดล’จราจรอัจฉริยะ’ แค่นับหนึ่งก็ติดหนึบ

ากใครเดินทางไปเชียงใหม่ ขับรถไปบริเวณปากซอยถนนนิมมานเหมินท์ ซอย 1 หน้าบริษัทโคลเวอร์แลนด์ จำกัด ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ใกล้วันนิมมาน ห่างจากสี่แยกรินคำฝั่งซ้ายที่มุ่งหน้าไปยังหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ประมาณ 150 เมตร ย่านธุรกิจ ที่มีการจราจรหนาแน่น อยู่ใกล้ศูนย์การค้าหลายแห่ง จะพบหมุดสะท้อนแสงสีแดงขาว พร้อมระบุว่า ห้ามจอดรถบนจุดดังกล่าว เนื่องจากเป็นระบบเซ็นเซอร์ เพื่อตรวจจับรถที่ฝ่าฝืนกฎจราจร ก่อนส่งสัญญาณไปยังศูนย์จราจรตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการล็อกล้อ พร้อมออกใบสั่งให้เจ้าของรถเสียค่าปรับตามกฎหมาย

หมุดดังกล่าวมีอยู่ 4 จุด แต่ละจุดห่างกันประมาณ 2 เมตร ซึ่งด้านหน้าบริษัทโคลเวอร์แลนด์ จำกัด มีการวางกรวยจราจร 5 แท่ง และริมทางเดิน หรือฟุตปาธ ตีเส้นขาวแดง พร้อมติดป้ายห้ามจอด เวลา 06.00-09.00 น. และ 16.00-19.00 น. ซึ่งถนนสายดังกล่าว พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น ใช้สัญจร ย่านดังกล่าวเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นฤดูท่องเที่ยวและใกล้เทศกาลปีใหม่

ทำให้เกิดข้อสงสัยและคำถามว่าหมุดดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อไร ทำหน้าที่อะไรและเกี่ยวข้องกับการจราจรเมือง เชียงใหม่อย่างไร เราจึงพาไปหาคำตอบกัน

นายอนุชา พรมวังขวา หัวหน้าห้องวิจัย Smart Energy & Environ Mental Lab คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ในฐานะหัวหน้าโครงการบริหารจัดการพื้นที่จอดรถยนต์สำหรับเมืองอัจฉริยะ กล่าวว่า อุปกรณ์ดังกล่าว คือ เซ็นเซอร์ตรวจจุดรถยนต์ เป็นการนำเทคโนโลยี Internet Of Things หรือ loT ชนิดฝังใต้พื้นลานจอดรถในศูนย์การค้า เพื่อแจ้งให้ลูกค้าทราบว่า ลานจอดรถใดที่มีช่องว่างจอดรถยนต์ได้ โดยมีสัญญาณสีเขียว เป็นตัวกำหนด หากรถยนต์เข้าจอดช่องดังกล่าวแล้ว สัญญาณจะเปลี่ยนเป็นสีแดงทันที เพื่อให้รู้ว่าช่องจอดดังกล่าวมีรถยนต์จอดอยู่แล้ว ซึ่งจุดจอดดังกล่าว สามารถตรวจสอบได้จากแอพพลิเคชั่นบนมือถือ หรือสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่คนไทยพัฒนาขึ้น ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และตอบสนองนโยบายรัฐบาลนำประเทศสู่ 4.0

“ปัจจุบันมีการทดสอบระบบดังกล่าว 3 พื้นที่ คือ บริเวณที่จอดรถข้างสนามกีฬากลาง มช. ถนนนิมมานเหมินท์ ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ และย่านการค้าธุรกิจของเทศบาลนครภูเก็ต จ.ภูเก็ต ซึ่งพื้นที่เชียงใหม่ มีโครงการติดตั้งหมุดดังกล่าวรวม 171 จุด โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน เป็นการนำร่องเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ เพื่อลดจราจรติดขัด และลดมลพิษในตัวเมือง”

ทั้งนี้ โครงการบริหารจัดการพื้นที่จอดรถยนต์สำหรับเมืองอัจฉริยะ โดยติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ มีแผนดำเนินการจุดจอดรถทั้งในอาคาร และลานกลางแจ้งจำนวน 500 ชุด เพื่อเป็นจุดห้ามจอดตามแนวขาวแดง ระยะ 10 เมตรจากขอบทางแยก ซึ่งทดลองใช้บนถนนนิมมานเหมินท์ และซอยศิริมังคลาจารย์ร่วมกับเทศบาลนครเชียงใหม่ และแขวงทางหลวงเชียงใหม่ที่ 2 ซึ่งใช้งบประมาณ 1.5 ล้านบาท คาดติดตั้งอุปกรณ์และทดสอบ ระบบเป็นเวลา 1 เดือน ก่อนเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการภายในมกราคม ปีหน้า

“โครงการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนโครงการ Smart Nimman ตามนโยบายจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพัฒนาเป็นเมืองอัจฉริยะ ภายใต้ความร่วมมือของผู้ประกอบการและผู้อยู่อาศัยย่านดังกล่าวเพื่อสร้างจิตสำนึก และรณรงค์ความปลอดภัย ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างใด แต่เป็นการเก็บสถิติข้อมูล เพื่อพัฒนาระบบจราจร และขนส่งสาธารณะ รวมทั้งเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของตำรวจจราจร เพื่อบริหารจัดการระบบจราจรเมืองเชียงใหม่ในอนาคต”

ขณะที่ พ.ต.อ.ฐาปนพงศ์ ชัยรังษี ผู้กำกับการกลุ่มงานจราจรตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เผยว่า โครงการดังกล่าว ไม่ใช่ของตำรวจจราจรเชียงใหม่ เป็นของกระทรวงพลังงาน ร่วมกับ มช. แต่ทดลองระบบดังกล่าวบนถนนนิมมานเหมินท์ บนผิวจราจร ที่อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจจราจรเท่านั้น ซึ่งมีจุดรับสัญญาณระบบดังกล่าวที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. ยังไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบจราจรโดยตรง ส่วนตัวมองโครงการดังกล่าว อาจมีปัญหา เพราะเพิ่มภาระให้กับตำรวจจราจร ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำถนนสายดังกล่าว เพื่อล็อกล้อและออกใบสั่ง ถ้าไม่ปฏิบัติอาจถูกฟ้องว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

“ปัจจุบันจราจรเชียงใหม่ มีกำลังพลเพียง 100 กว่านาย ดูแลพื้นที่กว่า 300 ตารางกิโลเมตร ซึ่งไม่เพียงพออยู่แล้ว โดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วน และมีภารกิจอื่นที่ได้รับมอบหมาย จากหน่วยงานและผู้บังคับบัญชา หากไปดำเนินการล็อกล้อ และออกใบสั่งเพื่อเสียค่าปรับไม่เกิน 500 บาท เจ้าของรถยนต์ อาจไม่เคลื่อนย้ายพาหนะออกจากจุดเซ็นเซอร์ดังกล่าว ทำให้จราจรติดขัดเหมือนเดิมไม่ช่วยแก้ปัญหาการระบายรถในเส้นทางหนาแน่น หากใช้รถยกเคลื่อนย้ายยานพาหนะดังกล่าว ก็ไม่มีระเบียบจัดเก็บค่ายกรถจากเจ้าของรถยนต์ ทำให้สิ้นเปลืองกำลังพลและงบประมาณเพิ่มขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ได้รับการประสานจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มช.ว่าจะนำผู้บริหารโครงการ นักวิจัยและเจ้าของผลงานระบบเซ็นเซอร์ดังกล่าว เข้าพบ พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำเสนอข้อมูลและระบบดังกล่าวภายในสัปดาห์หน้า เพื่อเชื่อมโยงระบบดังกล่าว กับระบบจราจรเมืองเชียงใหม่ ที่ตำรวจจราจรดูแลอยู่ ส่วนตัวเห็นว่าหากต้องการให้โครงการสำเร็จ ควรให้ตำรวจจราจรมีส่วนร่วมโครงการดังกล่าวโดยเพิ่มอำนาจหน้าที่ งบประมาณ และกำลังพลเพื่อรองรับโครงการดังกล่าว

“การสร้างวินัยการจราจรเป็นเรื่องสำคัญ หากทุกคนปฏิบัติตามกฎหมาย ก็ไม่เกิดปัญหาดังกล่าว บางครั้งจำเป็นต้องตั้งด่านกวดขันวินัยจราจร ในถนนสายหลักหรือสายรอง เพื่อป้องกันอาชญากรรมและลดอุบัติเหตุ มากกว่าเรื่องการจราจรเพียงอย่างเดียว เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวดีกว่าระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะเพราะแก้ปัญหาไม่ตรงจุด”

เห็นหรือไม่ว่า แค่เดินหน้าเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ท ซิตี้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่พัฒนาเฉพาะเทคโนโลยีอย่างเดียว สิ่งเหล่านี้ต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาคนและปฏิรูประบบ โดยทุกส่วนต้องพร้อมใจกันทำงานแบบบูรณาการ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘คล็อปป์’ ยอมรับเล่นไม่สวยงามแต่ได้ชัยชนะ ปัดพูดถึงจังหวะ ‘มาเน่’ ล้ำหน้า
บทความถัดไปบุกรวบเอเยนต์ยาบ้า ‘จารปลายนา’ คาบ้านในสุพรรณฯ พร้อมของกลางเกือบพันเม็ด