เปิดสาเหตุ เสือโคร่ง ลาก จนท.ไปกิน เผยรายที่ 2 รอบ 28 ปีเข้าถึงคน ปิดห้วยขาแข้งล่า หวั่นก่อเหตุซ้ำ
กรณีเสือโคร่งในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เข้ามาทำร้ายและลากพนักงานราชการ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ขณะนอนพักผ่อนตอนเช้ามืด ในบริเวณอาคารแห่งหนึ่งในที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งนั้น
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยกับ มติชนออนไลน์ ว่า พฤติกรรมเสือโคร่งที่ออกจากป่ามาทำร้ายคนไม่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว โดยครั้งแรกเท่าที่จำความได้ เกิดที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2541 ตอนเย็น ลูกจ้างอุทยานฯแห่งชาติเขาใหญ่คนหนึ่ง ถูกเสือโคร่งเพศเมียอายุราว 10 ปี ขย้ำแขนขวา ขณะซักผ้าหลังบ้านพักลำตะคอง แต่มีเจ้าหน้าที่อีกคนเข้าช่วยเหลือยิงปืนขึ้นฟ้า ทำให้เสือหนีไป
“ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ผมก็แปลกใจมากที่เกิดเหตุแบบนี้ขึ้นอีก เพราะโดยธรรมชาติแล้วเสือจะไม่กล้าเข้าใกล้คน แต่อาจจะเข้ามาทำร้าย และลากสัตว์เลี้ยงไปกินบ้าง สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ของเราเป็นเป้านิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ไม่มีลักษณะจะต่อสู้ ซึ่งเสือคิดว่าเป็นเป้าที่อ่อนแอกว่า และคาดว่ามันคงซุ่มดูอยู่นานพอสมควร ก่อนที่จะออกมาโจมตี” นายอรรถพลกล่าว
เมื่อถามว่า เป็นเสือหิวหรือไม่ นายอรรถพลกล่าวว่า ไม่น่าจะใช่ เพราะในป่าห้วยขาแข้งมีเหยื่อค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังไล่ดูกล้องวงจรปิด และกล้องดักถ่ายสัตว์ป่า (แคมเมรา แทปส์) ในพื้นที่ ว่า ก่อนและขณะเกิดเหตุการณ์นั้นเป็นอย่างไร
“สั่งการแล้วว่าให้ปิดทำการพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เพื่อหาเสือตัวที่ก่อเหตุก่อน ที่จำเป็นต้องหาเสือตัวก่อเหตุ เพราะไม่อยากให้เป็นพฤติกรรมเคยชิน หากปล่อยไปอาจจะกลับมาทำพฤติกรรมเช่นเดิมอีก ซึ่งจะเป็นอันตรายกับเจ้าหน้าที่ และประชาชนได้” นายอรรถพลกล่าว
นายอรรถพลกล่าวว่า ตอนนี้เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง รวมทั้งนักวิจัยเสือโคร่งของสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ กำลังทำงาน ไล่ตรวจสอบ กล้องดักถ่ายสัตว์ป่าทุกตัว เพื่อหาตัวเสือโคร่งตัวก่อเหตุอยู่ ส่วนกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่นั้นขอให้งดไปก่อน จนกว่าจะจับตัวเสือตัวการได้

เสือโคร่งห้วยขาแข้ง (แฟ้มภาพ)



