อังคณา ซัดงบ กอ.รมน. 5,737 ล้าน ความรุนแรงไม่ลด-ความปลอดภัยประชาชนไม่มี ห่วงราชทัณฑ์ถูกหั่นงบคุมประพฤติ กระทบเป้าหมายการพัฒนายูเอ็น
วันที่ 11 กันยายน นางอังคณา นีละไพจิตร สว. อภิปรายงบประมาณหน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี คือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)ว่า โครงสร้างของ กอ.รมน. คือหน่วยปฏิบัติการร่วมของพลเรือน ทหาร และตำรวจ โดยมีนายกฯ เป็นผอ.รมน. ถ้าดูจากงบประมาณปี 70 กอ.รมน. ได้ของบประมาณจำนวนกว่า 5,737 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 1,106 ล้านบาทหรือลดลงประมาณ 1%
ถ้าหากเราดูการปฏิบัติงานโดยเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดของ กอ.รมน.ที่นำเสนอ ยกตัวอย่าง กรณี กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้าตัวชี้วัดคือการลดความรุนแรงให้ประชาชนมีความเข้าใจและให้การสนับสนุนในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ถ้าหากเราพิจารณาจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะพบว่าความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีความรุนแรงมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะพุ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
“ปัจจุบันความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตทำให้ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องย้ายถิ่นออกจากภูมิลำเนามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนไทยพุทธหรือมุสลิม ถ้าไปดูที่ ซ.รามคำแหง 53 จะพบว่าแทบทั้งซอยก็คือคนมลายูมุสลิมที่อพยพมาอยู่ที่ กทม. ที่ผ่านมา กอ.รมน.ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า งบประมาณที่ขอไปแต่ละปี มีความคุ้มค่าและสร้างความมั่นคนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในเรื่องงานการข่าวซึ่งขาดความแม่นยำ
อีกทั้งยังมีเรื่องของการสอดแนม หรือการใช้ปฏิบัติข้อมูลข่าวสารหรือไอโอโจมตีผู้เห็นต่าง เช่น เมื่อไม่นานมานี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่ากอ.รมน.เป็นผู้ควบคุมกำกับดูแลและจัดสรรงบประมาณให้เว็บไซต์หนึ่งในการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารโจมตีนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยศาลได้ออกคำบังคับให้ กอ.รมน.ชดใช้เยียวยาความเสียหายต่อผู้ที่ถูกละเมิด” นางอังคณา กล่าว
นางอังคณา กล่าวว่า คำถามในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า กอ.รมน.ใช้งบประมาณมากหรือน้อย แต่อะไรคือตัวชี้วัดของความสำเร็จที่แท้จริงของ กอ.รมน.ในการแก้ปัญหา อย่างกรณีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มีการแจ้งเตือนแล้วว่าจะมีการก่อเหตุความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่สามารถป้องกัน หรือจนวันนี้ก็ยังไม่สามารถจับผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้
อีกบทบาทหน้าที่หนึ่งของ กอ.รมน. ก็คือการขจัดภัยแทรกซ้อนโดยเฉพาะยาเสพติด และของผิดกฎหมาย ในเว็บไซต์เซาท์พีซ ของ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุว่ายาเสพติดเป็นภัยที่กระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้เหตุผลว่าการแพร่ระบาดมีความรุนแรงขึ้น และยังมีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วย หน่วยงานความมั่นคงทราบดีว่าเงินจากธุรกิจผิดกฎหมายอาจมีความเชื่อมโยง กับเครือข่ายอาชญากรรม หรือบางกรณีอาจเกี่ยวพันกับผู้ที่ใช้ความรุนแรงด้วย ดังนั้นการจัดสรรงบประมาณให้ กอ.รมน. ตนเห็นว่าควรประเมินตามประสิทธิภาพการทำงานของ กอ.รมน.ควบคู่กันไปด้วย
นางอังคณา กล่าวว่า ส่วนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม หน่วยงานแรกคือกรมคุมประพฤติ ซึ่งในปี 70 งบประมาณลดลง 2.47 % หากเทียบภารกิจที่กรมคุมประพฤติมีหน้าที่สอดส่องผู้ต้องโทษที่ได้รับการปล่อยตัว พักโทษ เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นนักโทษคดียาเสพติด อาชญากรรม ข่มขืน ฆ่า แต่ที่ผ่านมาปัญหาของกรมคุมประพฤติคือมีงบประมาณและบุคลากรไม่เพียงพอที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมาย งบประมาณที่ลดลงภายในปี 70 ย่อมส่งผลต่อการสอดส่องพฤติกรรมของนักโทษที่ได้รับการปล่อยตัว
นางอังคณา กล่าวอีกว่า เช่นเดียวกับกรมราชทัณฑ์ในรายงานขององค์การสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รายงานสภาพเรือนจำประจำปี 69 พบว่ามีผู้ต้องขังในระหว่างเดือน มกราคม 2566 – ธันวาคม 2568 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะที่งบประมาณปี 2570 ราชทัณฑ์ถูกตัดงบลดลงร้อยละ 1.03 แม้ดูว่าอาจไม่มาก แต่ถ้าเทียบกับภารกิจด้านการปรับปรุงด้านพฤตินิสัย การคืนคนดีสู่สังคม ตนเห็นว่าการถ้าราชทัณฑ์ถูกตัดงบน้อยลงกว่าเดิมโดยไม่มีการวิเคราะห์งบประมาณให้สอดคล้องกับตัวเลขผู้ต้องขัง แล้วเราจะคาดหวังให้กรมราชทัณฑ์ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำในการดูแลผู้ต้องขังของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือข้อกำหนดแมนเดลลา รวมถึงการขัดเกลาความประพฤติเพื่อคืนคนดีสู่สังคมได้อย่างไร
นางอังคณา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตัวชี้วัดเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตัวที่ 16 ในเรื่องความยุติธรรมอยู่ในระดับเผชิญความท้าทายในระดับวิกฤต สีแดง โดยเฉพาะในด้านอาชญากรรม อีกตัวหนึ่งที่ดัชนีชี้วัดลดลงคือด้านการรับรู้การทุจริต เสรีภาพของสื่อ การเข้าถึงและมาตรการช่วยเหลือเพื่อการเข้าถึงความยุติธรรม ซึ่งทั้งหมดส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพิจารณาเข้าร่วมสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ของประเทศไทยทั้งสิ้น

