รายงาน: รัฐบาลอนุทิน เปิดเกม สงครามยาเสพติด 6 เดือน ตัดต้นตอ–ยึดทรัพย์–เชือดคนใน
ยาเสพติด ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ค้า ผู้เสพ หรือยาเม็ดที่ถูกลักลอบนำเข้าประเทศ หากเป็นเครือข่ายผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงตั้งแต่แหล่งผลิต เส้นทางลำเลียง เงินทุน ไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเข้าไปเกี่ยวข้อง
การจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวนมากจึงไม่ใช่คำตอบทั้งหมด หากตัวการใหญ่ยังลอยนวล เงินทุนยังหมุนเวียน และช่องทางลำเลียงยังเปิดอยู่ วงจรค้ายาก็พร้อมกลับมาเริ่มต้นใหม่
นี่คือโจทย์ที่ รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังวางเดิมพันผ่านร่างแผนยุทธการประกาศสงครามยาเสพติด ระยะ 6 เดือน ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 เห็นชอบในหลักการ พร้อมกำหนดมาตรการครอบคลุมตั้งแต่การสกัดกั้น การปราบปราม การยึดทรัพย์ การบำบัดผู้เสพ ไปจนถึงการจัดการเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องหรือปล่อยปละละเลยปัญหา
นายอนุทินให้สัมภาษณ์หลังประชุมว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยระบุว่า
“โจทย์สำคัญสูงสุดในขณะนี้ คือการเร่งดำเนินการตัดวงจรต่อแหล่งผลิตยาเสพติด ตั้งแต่ก่อนที่จะถูกลำเลียงเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย”
นายกฯ ยังกล่าวถึงการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อจัดการปัญหายาเสพติดที่เชื่อมโยงกันในระดับภูมิภาค
ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนทิศทางที่รัฐบาลต้องการขยับจากการสกัดจับปลายทาง ไปสู่การจัดการต้นตอของปัญหา เพราะหากยังปล่อยให้แหล่งผลิตเดินเครื่องได้ เครือข่ายลำเลียงและจำหน่ายก็มีโอกาสฟื้นตัว แม้จะจับกุมผู้กระทำผิดได้เป็นระยะก็ตาม
แต่การประกาศสงครามยาเสพติดจะมีน้ำหนักเพียงใด ต้องวัดกันที่ผลปฏิบัติจริง ไม่ใช่ความเข้มข้นของถ้อยคำทางนโยบาย
ตัดวงจรค้ายา ต้องสาวให้ถึงเงินและตัวการ
มาตรการแรก ของร่างแผน มุ่งเพิ่มความเข้มข้นในการสกัดกั้นยาเสพติดที่ลักลอบนำเข้าประเทศ ควบคู่กับการขยายผลยึดทรัพย์สินเครือข่ายค้ายา
นายอนุทิน ยกตัวอย่างปฏิบัติการสกัดกั้นยาไอซ์รายใหญ่ใน อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ซึ่งเกิดเหตุยิงต่อสู้ระหว่างเข้าจับกุม มีผู้ต้องสงสัยเสียชีวิต 2 ราย และเจ้าหน้าที่ตรวจยึดยาไอซ์จำนวนมาก โดยอยู่ระหว่างตรวจนับและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าภารกิจปราบปรามยาเสพติดมีความเสี่ยงสูง นายกฯ จึงแสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ พร้อมกำชับผู้บังคับบัญชาให้สนับสนุนการทำงานอย่างเต็มที่ และย้ำให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม ในมุมของการปราบปราม การยึดของกลางเป็นเพียงจุดเริ่มต้น งานสำคัญคือการสาวให้ถึงผู้สั่งการ ผู้จัดหาเงินทุน และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เครือข่ายกลับมาตั้งหลักได้อีก
คำถามสำคัญ จึงอยู่ที่การขยายผลจะไปได้ไกลเพียงใด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประสานข้อมูลกันได้รวดเร็วพอที่จะติดตามเส้นทางการเงินก่อนทรัพย์สินถูกเคลื่อนย้ายหรือไม่
เพราะหากเงินยังอยู่ คนสั่งการยังทำงาน และช่องทางกระจายยายังเปิด การปราบปรามก็ยากจะตัดวงจรได้อย่างเด็ดขาด
ยาบ้า 1 เม็ด จุดเปลี่ยนที่ต้องชัดทั้งกฎหมายและการปฏิบัติ
อีกประเด็น ที่ต้องจับตา คือข้อเสนอทบทวนหลักเกณฑ์การครอบครองยาบ้า โดยให้ยกเลิกเกณฑ์จำนวน 1 หน่วยการใช้ ซึ่งในกรณียาบ้าหมายถึง 1 เม็ด ตามรายละเอียดที่เผยแพร่เกี่ยวกับร่างแผน มีข้อเสนอให้แม้ตรวจพบการครอบครองยาบ้าเพียง 1 เม็ด ก็เข้าสู่การพิจารณาว่าเป็นการครอบครองเพื่อเสพหรือเพื่อจำหน่าย และดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสนอนี้มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายโดยตรง จึงต้องอธิบายให้ชัดว่า การตรวจพบยาเสพติดแตกต่างจากการพิสูจน์เจตนาอย่างไร และจะใช้พยานหลักฐานใดจำแนกระหว่างผู้เสพกับผู้ค้า
การปราบปราม ต้องไม่เปิดช่องให้ผู้ค้าหลบเลี่ยงความผิด ขณะเดียวกัน การดำเนินคดีก็ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่ตัดสินเจตนาจากจำนวนของกลางเพียงอย่างเดียวโดยปราศจากการพิจารณาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

ส่วนมาตรการบำบัด ร่างแผนกำหนดให้เร่งค้นหาและนำผู้เสพเข้าสู่ระบบรักษาอย่างเหมาะสม แต่ผู้ที่สมัครใจเข้าบำบัดแล้วไม่ให้ความร่วมมือหรือขาดการบำบัดต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุอันควร อาจถูกตัดสิทธิการสมัครใจเข้ารับการบำบัดในโอกาสต่อไป
โจทย์จึงอยู่ที่การทำให้ระบบบำบัดเข้าถึงผู้เสพและช่วยให้กลับคืนสู่สังคมได้จริง ควบคู่กับการกำหนดความรับผิดชอบของผู้เข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ การเห็นชอบในหลักการร่างแผนยังไม่ใช่การยืนยันว่าข้อเสนอทั้งหมดมีผลบังคับใช้แล้ว ต้องติดตามรายละเอียดและขั้นตอนดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
คนในเครื่องแบบต้องไม่เป็นเกราะให้ขบวนการ
มาตรการที่สามมุ่งตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้อง สนับสนุนเครือข่ายยาเสพติด เรียกรับผลประโยชน์ หรือใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำผิด
ขณะเดียวกัน ผู้บังคับบัญชา ที่ปล่อยปละละเลย ไม่ดำเนินการโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือไม่รับผิดชอบต่อปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ก็อาจถูกดำเนินการทางวินัยและกฎหมายตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นนี้สำคัญไม่แพ้การจับกุมเครือข่ายค้ายา เพราะหากกลไกของรัฐไม่เข้มแข็ง หรือมีเจ้าหน้าที่บางส่วนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเสียเอง การบังคับใช้กฎหมายย่อมไม่อาจเดินหน้าได้เต็มประสิทธิภาพ
นายอนุทิน ยังย้ำถึงการใช้แหล่งข่าวหรือสายลับในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะกรณีที่มีการจัดตั้งขึ้นเองโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา ซึ่งอาจนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
ขณะที่ร่างแผนกำหนดให้สำนักงาน ป.ป.ส. หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางจัดการกรณีแอบอ้างเป็นสายลับแล้วใช้สถานะดังกล่าวเป็นข้ออ้างในการกระทำผิด สิ่งที่ต้องทำให้ชัดคือระบบอนุมัติ กำกับ และตรวจสอบการใช้สายลับ เพื่อไม่ให้ภารกิจลับกลายเป็นช่องโหว่ในการแสวงหาผลประโยชน์หรือหลีกเลี่ยงความรับผิด
การเอาผิดเจ้าหน้าที่ต้องมีหลักฐานและกระบวนการที่เป็นธรรม แต่ขณะเดียวกัน ตำแหน่งหน้าที่ก็ไม่ควรเป็นเกราะคุ้มกันผู้ที่กระทำผิดเสียเอง
เพิ่มแรงจูงใจคนทำงาน วัดผลงานจากผลลัพธ์
มาตรการสุดท้าย คือการสร้างแรงจูงใจให้ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ด้านยาเสพติด เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนภารกิจได้เต็มกำลัง แต่การให้แรงจูงใจต้องมาพร้อมเกณฑ์ประเมินที่โปร่งใสและสะท้อนผลจริง ไม่ใช่วัดกันเฉพาะจำนวนคดีหรือปริมาณยาเสพติดที่ตรวจยึดได้
ตัวชี้วัดควรครอบคลุมทั้งการสกัดกั้น การขยายผลถึงตัวการและทรัพย์สิน การเข้าถึงระบบบำบัด และการลดปัญหาในพื้นที่ ภายใต้กรอบกฎหมายและการตรวจสอบที่เหมาะสม
เพราะเป้าหมายของแผนไม่ใช่การสร้างตัวเลขผลงานในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ต้องทำให้การปราบปรามส่งผลต่อโครงสร้างของขบวนการอย่างแท้จริง
6 เดือนกับบทพิสูจน์ของรัฐบาล
หลังการประชุม นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ส. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกำหนดรายละเอียดแผนให้ชัดเจน ก่อนเดินหน้าสู่ขั้นตอนปฏิบัติ
จากนี้จึงต้องติดตามทั้งเป้าหมายการดำเนินงาน การแบ่งความรับผิดชอบ และระบบประเมินผล โดยเฉพาะการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเป็นหัวใจของการไล่ล่าเครือข่ายและเส้นทางการเงิน
สงครามยาเสพติดไม่อาจตัดสินจากยอดจับกุมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าเครือข่ายถูกตัดวงจรจริงหรือไม่ ผู้เสพเข้าถึงการบำบัดเพียงใด และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดถูกตรวจสอบอย่างเสมอหน้าหรือไม่
ระยะเวลา 6 เดือนจึงเป็นกรอบเร่งรัดการทำงาน ส่วนความสำเร็จต้องพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ ทั้งยาเสพติดที่เข้าถึงชุมชนยากขึ้น ผู้เสพที่ได้รับโอกาสฟื้นฟู และการบังคับใช้กฎหมายที่เอื้อมถึงผู้กระทำผิดทุกระดับ
ท้ายที่สุด คำประกาศจะมีน้ำหนักเพียงใด ไม่ได้อยู่ที่ความเข้มข้นของถ้อยคำ แต่อยู่ที่การลงมือทำอย่างต่อเนื่อง โปร่งใส และตรวจสอบได้



