ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีที่อาคารรัฐสภา ซึ่งมีการจัดงานตลาดผาสุข เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เชิญชวน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ สส.พรรคเพื่อไทย ลงมายังบริเวณริมสระมรกต ที่อาคารรัฐสภา เพื่อซื้อผลิตภัณฑ์นมสด จากนมไทย-เดนมาร์ค เพื่อสนับสนุนเกษตรกรโคนมในประเทศไทย
โดยนายยศชนัน ได้สั่งเป็นเมนูนมสด กลิ่นวนิลาปั่น พร้อมกับบอกว่า “อยากเชิญชวนให้มาช่วยเหลืออุดหนุนนมไทยเดนมาร์ค เพราะเท่ากับเป็นการสนับสนุนเกษตรกรโคนม พร้อมกับระบุว่าวันนี้ผมสั่งเป็นนมวนิลาปั่น เพราะเป็นคนชอบรสจืด เพราะผมเป็นคนเรื่อยๆ”

ทั้งนี้ นมไทย-เดนมาร์ค เป็นนมโคสดแท้ 100% ผลิตโดยพี่น้องเกษตรกรโคนมไทย อีกทั้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ วันที่ 11 สิงหาคม 2559 อนุมัติขยายโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน สำหรับนักเรียนระดับชั้น ม.1-ม.3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ พร้อมอนุมัติให้รวมกลุ่มเป้าหมายโครงการฯ ประกอบด้วย นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นก่อนประถมศึกษาถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สำหรับการดำเนินงานในปีการศึกษา 2570
นายวรวงศ์ รางมางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มีข้อมูลจากฝ่ายรัฐบาลออกมาขัดกันในเวลาห่างกันสองวัน อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีพาณิชย์ จี้ รมว.พาณิชย์ ตอบให้ชัด ตกลงปิดดีลกับสหรัฐฯ แล้วหรือยัง และตัวเลข “ไม่เกิน 19%” ที่ประกาศเป็นผลการเจรจา เป็นภาษีคนละฐานกับ 12.5% ที่ไทยเสียอยู่หรือไม่
นายวรวงศ์กล่าวว่า สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ประเทศไทยได้ลงนามความตกลงการค้าเสรีกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ EFTA เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 และลงนาม FTA ไทย-ภูฏาน เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ขณะที่การเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การปรับลดอัตราภาษีจาก 36% เหลือ 19% มีการประกาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568
อัตราภาษีสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ เปลี่ยนฐานทางกฎหมายมาแล้วหลายรอบในเวลาไม่ถึงปี เดิมไทยถูกเก็บภาษีต่างตอบแทนภายใต้กฎหมาย IEEPA ของสหรัฐอเมริกา ในอัตรา 36% ก่อนลดเหลือ 19% ซึ่งเป็นผลงานของทีมเจรจาชุดก่อนในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่มีนายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ทั้งนี้ นายวรวงศ์เห็นว่า ควรให้เครดิตทีมเศรษฐกิจและทีมเจรจาของรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเจรจากับฝ่ายสหรัฐฯ จนประเทศไทยสามารถลดอัตราภาษีจากระดับ 36% เหลือ 19% ได้สำเร็จ ถือเป็นอัตราที่ดีกว่าระดับที่หลายประเทศคู่แข่งในภูมิภาคได้รับในช่วงเดียวกัน
ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยด้วยมติ 6 ต่อ 3 ว่ากฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีศุลกากร ทำให้ภาษีต่างตอบแทนทั้งชุดสิ้นผล สหรัฐฯ จึงหันมาใช้มาตรา 122 เก็บภาษีชั่วคราว 10% จากทุกประเทศแทน ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีอายุจำกัด 150 วันและสิ้นสุดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569
วันเดียวกันนั้น สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ประกาศใช้ภาษีตามมาตรา 301 กับคู่ค้า 60 ราย โดยไทยอยู่ในกลุ่มที่ถูกเก็บ 12.5% ขณะที่กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย อยู่ในกลุ่มที่ได้อัตรา 10% เท่ากับผู้ส่งออกไทยมีต้นทุนทางภาษีสูงกว่าราว 2.5 จุด
“ภายในสองวัน ประชาชนได้ยินสองเรื่องที่ขัดกัน ด้านหนึ่งบอกว่าปิดดีลสำเร็จแล้ว อีกด้านหนึ่งบอกว่ายังไม่ปิด คำถามคือเรามีข้อมูลชุดเดียวกันหรือไม่ และใครเป็นผู้รับผิดชอบในการสื่อสารกับประชาชนและตลาด เพราะนี่เป็นข้อมูลที่นักลงทุนและภาคธุรกิจใช้ตัดสินใจจริง” วรวงศ์กล่าว
เพจของพรรคภูมิใจไทยเผยแพร่ข้อความประกาศความสำเร็จในการปิดดีลการค้ากับสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ระบุว่า “36% เหลือ 19%! รองนายก! ศุภจี โชว์ฝีมือปิดดีลสหรัฐฯ จบสาระสำคัญ ART รักษาขีดแข่งขันสินค้าไทย” ก่อนที่วันที่ 7 กันยายน 2569 โฆษกกระทรวงพาณิชย์ จะออกมาชี้แจงว่ากระแสข่าวลักษณะ “ปิดดีล” อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่าการเจรจามีเพียงความคืบหน้ามากและมีสัญญาณที่ดีว่าจะสรุปได้ แต่ยังต้องรอความชัดเจนของอัตราภาษีขั้นสุดท้าย
ประเด็นที่วรวงศ์เห็นว่ารัฐบาลต้องอธิบายโดยเร็วที่สุด คือความต่างระหว่างอัตรา 12.5% ที่ไทยเสียอยู่ในปัจจุบัน กับตัวเลข “ไม่เกิน 19%” ที่ถูกสื่อสารออกมาในฐานะผลการเจรจา
“ถ้า 12.5% คืออัตราภาษีเพิ่มเติมที่ไทยถูกเรียกเก็บอยู่แล้ว และเป้าหมายเดิมคือการเจรจาลงไปที่ 10% คำถามคือเราไปเจรจาอะไรมา และเหตุใดจึงกลับมาพูดถึงตัวเลขไม่เกิน 19% ซึ่งสูงกว่าอัตราที่ไทยถูกเรียกเก็บมอยู่แล้ว เหตุใดประเทศไทยถึงถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมอีก 6.5% หากเป็นคนละมาตรการ ก็ขอให้รัฐบาลอธิบายให้ชัด แต่ถ้าเป็นอัตราเดียวกันจริง ก็ต้องตอบประชาชนว่าทีมเจรจากันอย่างไรถึงได้อัตราภาษีที่สูงขึ้น”
อีกประเด็นที่อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีเห็นว่าถูกมองข้าม คือผลของข้อตกลงต่อดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด โดยเฉพาะหากเงื่อนไขที่ตกลงทำให้การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โตเร็วกว่าการส่งออกของไทย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค
“เราไม่ควรมองแค่ว่าได้ลดภาษีเท่าไร แต่ต้องถามต่อว่าประเทศไทยได้อะไรกลับมา การนำเข้าจะเพิ่มขึ้นแค่ไหน เงินจะไหลออกเท่าไร และสุดท้ายกระทบดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างไร
ผมขอย้ำว่าไม่ได้คัดค้านการเจรจากับสหรัฐอเมริกา แต่รัฐบาลควรเปิดเผยรายละเอียดว่าไทยได้อะไร สหรัฐฯ ได้อะไร และไทยต้องแลกอะไร รวมถึงไทยเราต้องเร่งแก้ข้อกังวลเรื่อง Transshipment เพื่อให้สหรัฐฯ เชื่อมั่นว่าไทยไม่ได้เป็นทางผ่านของสินค้าจากประเทศอื่น” นายวรวงศ์ กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้จากข้อมูลไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ประเทศไทยขาดดุลการค้า 7 เดือนแรกของปี 35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.23 ล้านล้านบาท ขาดดุลหนักที่สุดในรอบกว่า 30 ปี ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาสที่ 2 ขาดดุลรวม 17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย 5.75 แสนล้านบาท ทำสถิติขาดดุลรายไตรมาสสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
50 ปี 6 ตุลาฯ (1)
การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
“ถ้าเจตจำนงของมนุษย์ทุกคนเป็นอิสระเสรี นั่นคือ ถ้าแต่ละคนทำได้ตามที่เขาปรารถนา ประวัติศาสตร์ทั้งหมด ก็จะเป็นลำดับอุบัติเหตุที่ไม่ต่อเนื่องกันเลย”
ลีโอ ตอลสตอย
ปรัชญาประวัติศาสตร์ในสงครามกับสันติภาพ
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ แปล (พ.ศ.2519)
ในฐานะเป็นคนที่ร่วมชีวิตในเหตุการณ์การล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ผมมักจะถูกถามว่า เหตุการณ์นี้เดินทางผ่านมาเกือบ 50 ปีแล้ว ผมมองเหตุการณ์นี้อย่างไร
ดังนั้น ผมจะขอทดลองตอบคำถามนี้ผ่านเวทีมติชนสุดสัปดาห์ แม้คำตอบอาจจะดูเป็นวิชาการสักนิด แต่ก็อยากให้เห็นภาพของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในมุมมองเชิงมหภาคของพัฒนาการการเมืองไทยที่เกี่ยวโยงกับความเปลี่ยนแปลงของ “ยุคสมัยแห่งเดือนตุลาฯ” อันทำให้เกิดกลุ่มคนตามชื่อที่อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เรียกว่า “คนเดือนตุลา” และเรื่องราวของ “คนเดือนตุลา” ยังได้เข้ามาเป็นตัวละครที่สำคัญในการเมืองอีกด้วย
แม้ในความเป็นจริง สถานะของความเป็น “คนเดือนตุลา” ในเวลาต่อมา จะสิ้นสุดไปกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์สงครามของประเทศแล้วก็ตาม
จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์
ผมคิดว่าในฐานะของความเป็นนักเรียนรัฐศาสตร์ ผมอยากจะขอเริ่มต้นด้วยคำอธิบายว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการเมืองไทยอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้เลย ไม่ว่าในวันนั้นหรือวันนี้ ท่านจะยืนอยู่ตรงจุดไหนในทางการเมืองก็ตาม
หรือบางทีในฐานะของผู้ที่ร่วมสมัยในเหตุการณ์ดังกล่าว อยากจะขอเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์” ก็คงไม่ผิดนัก ในความเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์นั้น เราจึงไม่อาจพิจารณาเหตุการณ์นี้ได้อย่างเป็นเอกเทศ โดยไม่เกี่ยวโยงกับเหตุการณ์อื่นๆ ที่เกิดก่อนและหลังจากเหตุความรุนแรงในปี 2519
อย่างไรก็ตาม ในเชิงภาพจำของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หลายคนอาจจะมองเห็นภาพของความรุนแรงที่เกิดจากการสร้างความชอบธรรมในการทำลายล้างฝ่ายที่คิดต่างในทางการเมืองอย่างไร้ขีดจำกัด ภายใต้แนวคิดของการต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ถูกบ่มเพาะและประกอบสร้างมาอย่างยาวนานของยุคสงครามเย็น การทำลายล้างเช่นที่เกิดในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กลายเป็นความชอบธรรมในตัวเอง โดยไม่มีความจำเป็นต้องตั้งคำถามถึงปัญหาทางศีลธรรมของการใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด
แต่ภาพจำของการใช้ความรุนแรงของฝ่ายขวาสุดโต่งในเช้าวันนั้น จำเป็นต้องมองให้เห็นภาพของสายธารประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ทอดยาวมาตลอดนับจากการเปลี่ยนประวัติศาสตร์ในเช้าของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 พร้อมกับการเข้ามาของ “กระแสสงคราม” ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ผ่านทะลุเข้ามาในรัฐไทยและสร้างให้เกิดการพลิกผันของการเมืองไทยด้วยการรัฐประหารในเดือนพฤศจิกายน 2490
ดังนั้น ถ้า 6 ตุลาฯ เป็นหนึ่งใน “หลักกิโลเมตร” ที่สำคัญบนเส้นทางของประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ แต่ก็เป็นหลักกิโลเมตรที่เชื่อมกับเหตุการณ์อีก 2 หลักที่สำคัญ หรืออาจกล่าวได้ว่า หลักกิโลเมตรของเหตุการณ์เดือนตุลาคมในช่วงเวลาเช่นนั้น มีความเชื่อมต่อกันกับเหตุของเดือนตุลาคมอื่นๆ ที่ล้วนมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นและประสานเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น
หลักกิโลเมตรแรก “ก่อน 6 ตุลาฯ” คือ การลุกขึ้นสู้ครั้งใหญ่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และผลพวงของความเปลี่ยนแปลงนี้ ไปจบลงช่วงแรกด้วยการล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ส่วนหลักกิโลเมตร “หลัง 6 ตุลาฯ” คือ ผลสืบเนื่องจากการล้อมปราบและการจับกุมคุมขังที่เกิดในวันนั้น กลายเป็นแรงผลักดันให้นิสิต นักศึกษา และประชาชนเป็นจำนวนมากเดินทางเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” (พคท.)
สงครามปฏิวัติไทยจึงทำท่าจะขยายตัวในช่วงแรกหลังปี 2519 แต่ด้วยผลของปัญหาความขัดแย้งในเวทีระหว่างประเทศ สงครามนี้กลับมีอาการถดถอยอย่างคาดไม่ถึง และจบลงด้วยการประกาศชัยชนะของรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในปี 2526… สงครามปฏิวัติไทยปิดฉากลงอย่างรวดเร็วจริงๆ และจบลงอย่างคาดไม่ถึงด้วย
ถ้าย้อนเวลากลับได้จริง จะพบว่าใครเลยในช่วงเวลาเช่นนั้น ไม่ว่าความคิดทางการเมืองของเขาผู้นั้นเป็นฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวาก็ตาม จะยอมเชื่อว่าโรงละครของสงครามปฏิวัติไทยกำลังค่อยๆ รูดม่านปิดฉากของตัวเองลงแล้ว บรรดาฝ่ายขวาส่วนหนึ่งโดยเฉพาะในหน่วยงานความมั่นคง ไม่อาจเชื่อและทำความเข้าใจได้เลยว่า สงครามปฏิวัติเดินมาถึงจุดสุดท้าย หากแต่มองว่าเป็นการเคลื่อนย้ายกำลังพลจากฐานที่มั่นในชนบทเข้าสู่เขตเมือง เพื่อเตรียมทำสงครามครั้งใหม่ ซึ่งในความเป็นจริง ตรงข้ามกับภววิสัยของสงครามอย่างสิ้นเชิง
การเชื่อมต่อของประวัติศาสตร์
ดังนั้น หากเราพิจารณาในมุมมองเชิงมหภาคแล้ว สถานะของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จึงมีความเกี่ยวโยงที่แยกไม่ได้จาก 2 เหตุการณ์ดังกล่าว หรือทั้ง 3 เหตุการณ์เป็นหลักกิโลเมตรที่เชื่อมต่อบนสายธารประวัติศาสตร์ชุดเดียวกัน ทั้งในบริบทของตัวเหตุการณ์ และประเด็นปัญหาที่ผูกต่อกันมาทั้งในทางการเมืองและความมั่นคง และทั้งยังผูกโยงเข้าด้วยกันอย่างที่ไม่อาจแยกจากกันได้ด้วย
ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็นหลักเวลาสำคัญของ “การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง” ที่บ่งบอกถึงการสิ้นสุดของระบอบอำนาจนิยม ที่มีความหมายโดยตรงถึงการสิ้นสุดของระบอบทหาร ที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานในสังคมไทย พร้อมกับการขยายตัวของแนวคิดเสรีนิยมและประชาธิปไตย หรืออาจกล่าวได้ว่า 14 ตุลาฯ คือ “หลักกิโลเมตรของเสรีนิยม” ในสังคมไทย
แต่สภาวะเช่นนี้ดำรงอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความผันผวนทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะการสิ้นอำนาจของรัฐบาลฝ่ายขวาที่นิยมตะวันตกในอินโดจีน ที่นำไปสู่การกำเนิดของรัฐสังคมนิยม อันเป็นปัจจัยที่สร้างความหวาดกลัวทางการเมืองให้แก่กลุ่มการเมืองปีกขวา และผู้มีอำนาจในสังคมไทย
เมื่อความกลัวถูกพัฒนาให้กลายเป็น “ความเกลียดชัง” ทางการเมืองแล้ว สิ่งนี้จึงกลายเป็นปัจจัยที่นำไปสู่แนวคิดสุดโต่งในลักษณะของ “การทำลายล้าง” ผู้ที่เห็นต่าง และสภาวะเช่นนี้ขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยการปราบปรามขนาดใหญ่ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และทำให้ 6 ตุลาฯ เป็น “ภาพแทน” ของความรุนแรงทางการเมืองในยุคสมัยใหม่
การล้อมปราบในเช้าวันนั้น ตามมาด้วยการรัฐประหารในเย็นวันเดียวกัน จึงทำให้ 6 ตุลาฯ ได้กลายเป็น “หลักกิโลเมตรของอำนาจนิยม” ที่ชัดเจน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หมุดหมายเวลาเช่นนี้ในอีกด้านคือ “หลักกิโลของสงครามปฏิวัติ” ที่พานิสิต นักศึกษา และประชาชนส่วนหนึ่งใช้เส้นทางนี้ เดินทางเข้าสู่สนามรบในชนบทไทย
หากจะกล่าวในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ของวิชา “เปลี่ยนผ่านวิทยา” (Transitology)… ถ้า 14 ตุลาฯ คือ “การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย” (Transition to Democracy) 6 ตุลาฯ ก็คือการถอยกลับของกระแสประชาธิปไตยเกิด “การเปลี่ยนผ่านสู่อำนาจนิยม” (Transition to Authoritarianism) อันอาจกล่าวได้ว่า ทั้ง 2 เหตุการณ์เป็นด้านกลับของกันและกัน หรือเป็น 2 ด้านที่ตรงข้ามในทางการเมือง
แต่สุดท้ายของการเปลี่ยนผ่าน สงครามปฏิวัติไทยก็ได้ปิดฉากลงจริงๆ จึงทำให้ ตุลาคม 2526 เป็น “หลักกิโลเมตรของการยุติสงคราม” หรืออาจกล่าวได้ว่า การสิ้นสุดของสงครามปฏิวัติคือ การสิ้นสุดของ “ยุคแห่งเดือนตุลาฯ” ในตัวเอง
ดังนั้น เหตุการณ์ 3 ตุลาฯ ที่ถูกผูกโยงเข้าด้วยกันด้วยเงื่อนไขทั้งการเมืองภายนอกและภายในของไทย จึงทำให้เหตุการณ์ทั้ง 3 ตุลาฯ เป็น “หมุดหมาย” ที่สำคัญของการเมืองไทย และยังมีนัยสำคัญอย่างมากกับปัญหาความมั่นคงไทยในเวลาต่อมาอีกด้วย
นับจากปี 2526 เป็นต้นไป ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีความสงบในทางการเมือง เพราะสงครามภายในได้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว หรือในมิติทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุนและการทำธุรกิจ พร้อมกันนั้น การเมืองไทยในยุคหลังสงครามคอมมิวนิสต์ก็คลี่คลายตัวออกจากความเป็นอำนาจนิยม และมีภาพสะท้อนถึงปัจจัยเสรีนิยมที่มีบทบาทมากขึ้น และเข้าแทนที่ “ระบอบอำนาจนิยมของเดือนตุลาฯ”
ดังที่เรียกกันในสมัยนั้นว่า “ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่การเมืองไม่ตกอยู่ภายใต้ระบอบทหารเต็มรูปแบบเก่า แม้จะมีผู้นำทหารเป็นรัฐบาลก็ตาม ซึ่งการเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบเช่นนี้ ก็เป็นผลจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ด้วย เพราะ “ผู้นำทหารสายปฏิรูป” ในยุคหลัง 6 ตุลาฯ ไม่ต้องการการปกครองในรูปแบบเก่า อันจะกลายเป็นเงื่อนไขของสงครามคอมมิวนิสต์ในตัวเอง หรือเกิดการยอมรับภายในปีกทหารว่า ระบอบเผด็จการคือ “แนวร่วมมุมกลับ” ของระบอบคอมมิวนิสต์
บนเส้นทาง 50 ปี
การคิดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในวาระครบรอบ 50 ปี จึงเป็นความน่าสนใจที่ชวนให้ต้องพิจารณาทั้งในมิติการเมืองและความมั่นคง ตลอดรวมถึงผลกระทบต่อโลกทัศน์ของทุกกลุ่มและทุกฝ่ายในขณะนั้นด้วย
ในอีกส่วนหนึ่ง เราอาจจะนึกไม่ถึงผลกระทบขนาดใหญ่ที่มีนัยกับ “การสงครามของรัฐไทย” ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ นำไปสู่สงคราม แต่ในทำนองเดียวกัน 6 ตุลาฯ ก็นำไปสู่การสิ้นสุดของสงครามเช่นกันด้วย
แน่นอนว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในตัวเอง เป็นหมุดหมายของเส้นเวลาทางการเมืองที่เป็น “หลักกิโลเมตร” สำคัญ หรือเป็นดัง “หินก้อนใหญ่” ก้อนหนึ่งที่วาง เพื่อบอกเวลาของสังคมการเมืองไทย ซึ่งหลายคนในปัจจุบันที่เคยเดินผ่านหลักหินนี้ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็น “ผู้ถูกกระทำ” หรือ “ฝ่ายกระทำ” ต่างได้ออกเดินทางจากไปในภพหน้ากันบ้างแล้ว
เช่นเดียวกับหลายเหตุการณ์ที่เป็นหมุดหมายของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสังคมไทย ไม่ว่าผู้คนร่วมยุคสมัยที่เคยเดินทางผ่านหลักหินดังกล่าวนั้น จะผ่านไปเป็นจนหมดจำนวนแล้วก็ตาม แต่แน่นอนว่า หลักกิโลเมตรทางการเมืองเช่นนี้ ก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป และจะยังทำหน้าที่ที่บ่งบอกถึง “จุดเปลี่ยน” ที่เหตุการณ์นั้นๆ ได้สร้างผลสะเทือนให้กับสังคมการเมืองไทยต่อไปอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ก็เป็นเช่นนั้น และจะยังทำหน้าที่เช่นนั้นต่อไปไม่ว่าจะเป็นในวาระครบรอบกี่ปีก็ตาม และไม่ว่าผู้ร่วมในเหตุการณ์จะเหลืออีกกี่ผู้กี่นามก็ตาม!
บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน
Darecation
ทุกรกิริยาในวันหยุด
ใครที่ชื่นชอบภาพยนตร์เรื่อง Cast Away คงพอจะนึกภาพออก ถ้าจะพูดถึงการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่เรียกว่า Darecation
เพราะหลายฉากในหนังเรื่อง Cast Away เป็นตัวอย่างของ Darecation ที่หนักหน่วงกว่าชีวิตจริง เช่น การประทังชีวิตด้วยการทำฉมวกออกไปแทงปลา ปอกมะพร้าวกินเอง การก่อไฟแบบโบราณ ไปจนถึงการสร้างแพ
คล้ายคำจำกัดความของ Darecation
เพราะโดยปกติแล้ว คำว่า “วันหยุดพักผ่อน” ในความคิดของผู้คนส่วนใหญ่ มักจะเชื่อมโยงกับภาพของการนอนบนเตียงนุ่มๆ ในรีสอร์ตหรู ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งแผ่วเบา หรือไม่ก็นั่งจิบกาแฟรสเลิศในคาเฟ่ที่เงียบสงบ
ทว่า ในยุคสมัยที่ชีวิตประจำวันของเราถูกเติมเต็มด้วยความสะดวกสบายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ความผ่อนคลายในรูปแบบเดิมๆ สำหรับบางคนกลับเริ่มหมดความท้าทาย
จึงนำไปสู่การแสวงหาประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Darecation หรือการท่องเที่ยวที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง

Darecation ไม่ใช่แค่การออกไปเที่ยว แต่คือการจงใจนำพาตัวเองไปเผชิญกับความยากลำบาก ความเปียกชื้น ความเหน็ดเหนื่อย หรือแม้กระทั่งความทรมานทางร่างกายและจิตใจ
ราวกับการบำเพ็ญทุกรกิริยาในรูปแบบที่คนยุคใหม่ยอมจ่ายเงินและใช้เวลาอันมีค่าเพื่อแลกกับการได้สัมผัสความรู้สึกว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง
Darecation เปรียบเสมือนการทรมานตนเองอย่างมีเป้าหมาย เมื่อเปรียบเทียบกับคำว่าทุกรกิริยาในทางพุทธศาสนา หรือแนวคิดแบบ Stoic ในโลกตะวันตก ที่รวมความถึงการสลัดความสุขสบายชั่วคราวเพื่อค้นหาความหมายที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
การที่ใครสักคนตัดสินใจแบกเป้ที่มีน้ำหนักเกือบ 100 กิโลกรัม เดินเท้าขึ้นเขาเป็นระยะทางอีกเกือบ 100 กิโลเมตร ท่ามกลางแดดเปรี้ยง หรือสายฝนที่โปรยปรายอย่างไม่ขาดสาย รองเท้ากัดจนเป็นแผลพุพอง กล้ามเนื้อเมื่อยล้าทุกครั้งที่ก้าวขาขึ้นผาหิน
นอกเหนือจากความเหนื่อยล้าทางกายแล้ว สภาพแวดล้อมยังแฝงไปด้วยความท้าทายจากแมลง สัตว์เลื้อยคลาน และความเหนียวเหนอะหนะที่ไม่สามารถนอนแช่อ่างน้ำอุ่นได้ดั่งใจ
แต่แปลกประหลาด คนที่ชอบ Darecation กลับรู้สึกว่า ยิ่งร่างกายรู้สึกเจ็บปวดและเหน็ดเหนื่อยมากเท่าไร จิตใจกลับยิ่งสลัดความวิตกกังวลในชีวิตออกไปได้เร็วเท่านั้น
แล้วเหตุใดคนบางกลุ่มจึงยินยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อไปลำบากเช่นนี้เล่า?
คําตอบอาจซ่อนอยู่ในกลไกทางจิตวิทยาและชีววิทยา
เพราะบางครั้ง ความสบายมักนำมาซึ่งความเฉยชาทางอารมณ์ เมื่อชีวิตไร้ซึ่งอุปสรรค สมองจะขาดการกระตุ้นและตกอยู่ในภาวะซ้ำซาก จำเจ
การพาชีวิตออกไป Darecation จึงเหมือนการกดปุ่ม Reset ระบบประสาท Set Zero ร่างกายทั้งหมด
เช่น เมื่อต้องปีนผาหินที่สูงชัน ความกลัวจะบีบให้สมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่เพียงแค่จุดที่มือจะไขว่คว้าและจุดที่เท้าจะเหยียบลงไป
วินาทีนั้นไม่มีพื้นที่เหลือให้คิดถึงปัญหาเรื่องงาน ปัญหาเรื่องหนี้สิน ปัญหาเรื่องความรัก เพราะความเจ็บปวดจากอาการตึงกล้ามเนื้อ และความหนาวเหน็บจนปากสั่น กลายเป็นสิ่งเตือนใจชั้นดี ว่าเรากำลังปฏิสัมพันธ์กับโลกจริง
ไม่ใช่ภาพลวงตาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถืออีกต่อไป
แน่นอนว่า ความยากลำบากเหล่านี้ได้สกัดเอาเปลือกนอกของชีวิตประจำวันออกไปจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่แสนบริสุทธิ์
ปัจจุบัน การบำเพ็ญทุกรกิริยาในวันหยุดมิใช่แค่การเดินป่าหรือปีนเขา แต่ยังขยายขอบเขตไปถึงกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ
เช่น การดำน้ำในถ้ำลึกที่มองไม่เห็นแม้แต่มือตัวเอง การวิ่งเทรลระยะไกลข้ามคืนที่ต้องสู้กับความง่วงและความมืดมิด หรือการเดินทางไปแคมปิ้งในดินแดนที่ทุ่งหิมะปกคลุมด้วยอุณหภูมิติดลบ
ในสภาพแวดล้อมเหล่านั้น ร่างกายมนุษย์จะถูกผลักดันไปสู่ขีดจำกัด หัวใจเต้นระทึก ลมหายใจหอบถี่ และเมื่อถึงจุดที่คิดว่าจะไหว-ไม่ไหว ร่างกายจะปลดปล่อยสารเคมีอย่างอะดรีนาลินและเอนดอร์ฟินออกมา
ชั่วขณะที่สามารถก้าวข้ามความเจ็บปวดนั้นไปได้ มนุษย์จะสัมผัสได้ถึงความปลื้มปีติอันมหัศจรรย์ เป็นความสุขที่เกิดจากการเอาชนะตนเอง ไม่ใช่ความสุขสมบูรณ์แบบที่หาซื้อได้ทั่วไป
นอกจากมิติทางร่างกายแล้ว Darecation ยังส่งผลต่อมิติทางจิตวิทยาและบริบททางสังคมอย่างลึกซึ้ง
ในยุคที่เราถูกล้อมรอบด้วยภาพความสำเร็จที่ถูกแต่งแต้มผ่านโซเชียลมีเดีย การแสดงออกถึงความสมบูรณ์แบบกลายเป็นภาระที่หนักอึ้ง
การได้ออกไปเผชิญหน้ากับธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ธรรมชาติไม่สนใจว่าใครเป็นใคร ทำให้เราตระหนักได้ว่า ตัวตนของเรานั้นกระจอกงอกง่อยเพียงใด
เพราะธรรมชาติไม่เคยปรานีหรือประนีประนอมให้ใคร ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือพนักงานตอกบัตรธรรมดาๆ
เพราะเม็ดฝนย่อมตกใส่ทุกคนเท่ากัน พายุก็ยังคงกระหน่ำใส่ทุกคนเท่ากัน ความเท่าเทียมกันในความยากลำบากนี้ย่อมสร้างความอ่อนน้อมถ่อมตนขึ้นในจิตใจ
ขณะเดียวกัน มันยังช่วยสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างเพื่อนร่วมเดินทาง การร่วมกันแบ่งปันอาหารกระป๋องในคืนที่หนาวเหน็บ หรือการช่วยประคองกันผ่านลำธารที่เชี่ยวกราก เป็นประสบการณ์ที่สร้างมิตรภาพและความเชื่อใจลึกซึ้งเกินกว่าการนั่งดื่มเครื่องดื่มราคาแพงในร้านหรู
ความเหน็ดเหนื่อยจากการบำเพ็ญทุกรกิริยานี้ ยังนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ความตระหนักรู้ในความสุขพื้นฐาน
เมื่อเรายอมตัดขาดจากความสะดวกสบายทั้งหมด การปราศจากไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณเน็ต ไม่มีเตียงนุ่มๆ หรือแม้แต่น้ำสะอาดสำหรับอาบ
การได้จิบน้ำอุ่นๆ เพียงแก้วเดียว หรือการได้นั่งพักบนหินแห้งๆ หลังจากเดินลุยโคลนยาวนานหลายชั่วโมง กลายเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
กิจกรรม Darecation จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อความสะใจชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่เป็นการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การวัดความสุขในชีวิต
เมื่อกลับคืนสู่โลกความเป็นจริง สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยละเลย เช่น การได้นอนบนเตียงสะอาด การได้เปิดแอร์เย็นๆ หรือการได้กินอาหารร้อนๆ จะกลับกลายเป็นสิ่งที่น่าซาบซึ้งใจและมีความหมายมากกว่าเดิมอย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม Darecation ที่ดีต้องมีการวางแผน ตระเตรียมร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประเมินความเสี่ยง
เพราะจุดประสงค์ของการบำเพ็ญทุกรกิริยาแบบ Darecation คือการเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็งและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม
เพราะเมื่อวันหยุดสิ้นสุดลง Darecation ก็จะสิ้นสุดตาม
ชาว Darecation ต้องกลับเข้าเมือง กลับสู่โลกของการทำงาน
สภาพร่างกายอาจจะเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผล หน้ากร้านลม ผิวเกรียมแดด กล้ามเนื้อตึง แต่นัยน์ตาของพวกเขากลับส่องประกายความสดใสและความมั่นใจอย่างประหลาด
ความเครียดจากงานที่เคยดูเหมือนปัญหาใหญ่หลวง กลับกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับพายุที่พวกเขาเคยผ่านพ้นมาบนยอดเขา
การบำเพ็ญทุกรกิริยาในวันหยุดได้หล่อหลอมภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณ ทำให้พวกเขาสามารถเผชิญหน้ากับความผันผวนของชีวิตในเมืองด้วยความสงบและความอดทนที่มากขึ้น
ปรัชญาของ Darecation ก็คือ การเลือกที่จะลำบากในสนาม Darecation หาใช่เรื่องของการทำร้ายตัวเองไม่
หากแต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างตัวตนใหม่ที่แข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และพร้อมที่จะเข้าใจความหมายของชีวิตในทุกมิติอย่างแท้จริง
อาจไม่ต้องไปถึงระดับ Cast Away ก็ได้
ยุทธการแดงเดือด
ดินแดง ราชปรารภ
กระสุน จากปืน ความเร็วสูง
ปลิดชีพ ล่าม ทะลวง รปภ.
บทความของ เวียงรัฐ เนติโพธิ์ ระบุต่อไปว่า สำหรับผู้หญิงที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ คือ น.ส.สันธนา สรรพศรี อายุ 31 ปี เสียชีวิตเวลาประมาณ 20.20 น. เนื่องจากถูกกระสุนยิงทะลุคอจากด้านหลัง
ทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่บริเวณคอฉีกขาด
ข้อมูลในแบบเรื่องราวร้องทุกข์บอกให้รู้ว่า ผู้เสียชีวิตได้ซ้อนท้ายจักรยานยนต์แฟนเข้าไปในบริเวณนั้นจากทางด้านซอยหมอเหล็งจึงถูกยิงพร้อมกับแฟน แต่แฟนได้รับบาดเจ็บเป็นเพียงแผลรอยกระสุนถากที่บ่าซ้าย
ในภายหลังแฟนของ น.ส.สันธนา สรรพศรี ได้ให้สัมภาษณ์กับวอยซ์ทีวีถึงเหตุการณ์นี้
ดังปรากฏผ่านคลิป “เปิดใจเหยื่ออำมหิต กรณีผู้หญิงถูกยิงขณะกลับบ้าน_Voice TV” ว่า เขาได้ขี่จักรยานยนต์โดยมี น.ส.สันธนาซ้อนท้ายมาด้วย
และเมื่อผ่านเข้าไปในที่เกิดเหตุเพื่อกลับเข้าบ้านซึ่งไม่คิดว่าจะมีการยิงจึงได้ขับเข้าไปคันเดียว แต่ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น
เขาจึงกลับรถเพื่อจะหนี แต่ น.ส.สันธนาได้ร่วงจากรถไปแล้ว
ทั้งๆ ที่ตอนที่ขี่รถจักรยานยนต์เข้าไปเขาได้มีการยกมือและก้มตัวเป็นสัญญาณเพื่อขอผ่านทางไปแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมีพยานคือ พยานลำดับที่ 048 ซึ่งสัมภาษณ์โดย “ศปช.” เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2563 โดยเป็น 1 ในผู้ร่วมชุมนุมให้การว่า
อยู่ในบริเวณเหตุการณ์หน้าโรงแรมอินทราโดยได้เข้าไปเพื่อจะเข้าร่วมกับคนที่อยู่ในราชปรระสงค์ เมื่อไปถึงทางถูกปิดกั้นตรงทางรถไฟมักกะสัน ราชปรารภก็ถูกกั้นหมด
ตำรวจห้ามไม่ให้เขา (พยาน) เข้าไป แต่เขา (พยาน) ก็เข้า
เวลาประมาณ 20.30 น. ทางผู้ชุมนุมต้องการเข้าไปแต่ถูกทหารกันไว้ จึงมีการขว้างระเบิดปิงปองใส่ทหาร ทหารได้ยิงตอบโต้กลับ
ระหว่างนั้นมีจักรยานยนต์ขี่เข้ามา 2 คัน คนขี่คันที่มีผู้หญิงซ้อนท้ายถูกยิงที่ข้อมือขวา เกือบขาด แต่สามารถหลบเข้าไปในซอยตรงข้ามก่อนถึงโรงแรมอินทราได้ มั่นใจว่าเป็นการยิงมาจากบนสะพานลอยที่มีทหารประจำการอยู่
และเห็นมีการใช้เลเซอร์สีแดงส่องลงมาบนถนนเหมือนเป็นการชี้เป้าให้ใช้ระเบิดในคืนนั้น
และเมื่อมีระเบิดลงพยานก็ได้รับบาดเจ็บจากการระเบิด
ขณะที่เมื่อดูคลิป “20100514_คนถูกยิง ราชปรารภ_jonut555” ก็เห็นคนที่ขี่จักรยานยนต์ถูกยิง แต่จากความมืดและระยะทางทำให้ไม่เห็นว่าคนที่ขี่จักรยานยนต์เข้าไปในซอยตรงข้ามโรงแรมอินทราแล้วถูกยิงเป็นใคร
อย่างไรก็ตาม เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อ้างอิงรายงานอันเป็นคลิป “20100514_rettung bel Soi Moleng มีคลิปผู้หญิงเสียชีวิตถูกทหารหาม_TNN รายงาน”
เห็นได้ว่าบริเวณใต้แอร์พอร์ตลิงก์มีทหารอยู่และมีการยิงโดยไม่เลือกเป้าจนทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายคน และเป็นไปได้ว่าสาเหตุการเสียชีวิตของ น.ส.สันธนา สรรพศรี
น่าจะมาจากกระสุนปืนของทหารนั่นเอง
ในช่วงเวลาต่อมาพบคนเจ็บอีก 1 รายบริเวณแยกจตุรทิศ เป็นชายวัยกลางคน รูปร่างท้วม พยายามขี่จักรยานยนต์เข้ามาที่ด่านทหาร
ต่อมารถได้ล้มลงระหว่างทหารได้ยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม
เมื่อสิ้นเสียงปืน เจ้าหน้าที่ได้นำร่างชายคนดังกล่าวซึ่งถูกยิงที่ศีรษะส่งโรงพยาบาลพญาไท 1
เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คาดว่า ผู้เสียชีวิตคนนี้น่าจะเป็น นายมนูญ ท่าลาด อายุ 44 ปี อาชีพหัวหน้า รปภ.ที่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
ญาติของนายมนูญ ท่าลาด ได้แจ้งไว้ในใบรับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมว่า นายมนูญเข้าไปร่วมชุมนุมที่บริเวณราชปรารภ มักกะสัน แล้วถูกยิงจากทหารที่เข้าปะทะกัน
ใบมรณบัตรของนายมนูญ ท่าลาด ออกโดยสำนักทะเบียนท้องถิ่นเขตราชเทวี เลขที่ 10-1037719 ระบุสาเหตุการเสียชีวิตไว้คือ บาดแผลกระสุนปืนลูกโดดบริเวณศีรษะสมองฉีกฯ
แต่จากข่าว “เผยชีวิตเหยื่อสลายม็อบ-สดุดีลั่นงานศพ” ของหนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” ฉบับประจำวันที่ 30 พฤษภาคม 2553
โดยนางลำลอง รูปคม พี่สะใภ้ของนายมนูญ ท่าลาด ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า
ในวันเกิดเหตุเป็นช่วงที่นายมนูญ ท่าลาด ไปทำงานตามปกติ ได้ออกตรวจพื้นที่ดูแลลูกน้องที่บริเวณแยกมักกะสัน พอถูกยิงคนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ร้องตะโกนว่า “ตำรวจถูกยิง”
เพราะนึกว่านายมนูญ ท่าลาด ซึ่งแต่งเครื่องแบบ รปภ.เป็นตำรวจ
และในเช้าวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 นางผ่องใส ท่าลาด ภรรยาของนายมนูญได้โทรศัพท์มาบอกว่า นายมนูญถูกยิงเสียชีวิต จึงได้พาญาติอีกจำนวนหนึ่งเดินทางไปรับศพที่โรงพยาบาลรามาธิบดี
พบว่าศพของนายมนูญ ท่าลาด ถูกยิงเข้าที่ขมับซ้าย 1 นัดขณะยังสวมเครื่องแบบ รปภ.
เมื่อเวียงรัฐ เนติโพธิ์ และศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) ตรวจสอบจากภาพถ่ายของคนที่อาจจะเป็นนายมนูญ ท่าลาด (ซึ่งอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นตำรวจปราบจลาจลเนื่องจากชุด รปภ.ที่เขาใส่)
ไม่ว่าจะเป็นภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์ “ไทยรัฐ” ฉบับประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2553
ไม่ว่าจะเป็นข่าวจากรายงาน “ทหาร-ม็อบแดง ระเบิดสงครามกลางเมือง” ของหนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” ฉบับประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 ประสานเข้ากับรายงาน “เผยชีวิตเหยื่อสลายม็อบ-สดุดีลั่นงานศพ” ของหนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” ฉบับประจำวันที่ 30 พฤษภาคม 2553
ขณะถูกพาไปขึ้นรถพยาบาล (ไทยรัฐ, 16 พฤษภาคม 2553)
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับภาพถ่ายมุมเดียวกันนี้ที่ลงในหนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” (16 พฤษภาคม 2553) บรรยายใต้ภาพไว้ว่า รปภ.ในซอยหมอเหล็ง กทม. โดนลูกหลงกระสุนยิงเจาะหัว
ขณะทหารรุกไล่เสื้อแดง
เมื่อทบทวนข้อมูลอันปรากฏในบทสรุปของหนังสือ “ความจริงเพื่อความยุติธรรม” อันตีพิมพ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2555
โดยชัยธวัช ตุลาธน และคณะเป็นกองบรรณาธิการ
ก็จะได้รายละเอียดของ น.ส.สันธนา สรรพศรี อายุ 32 ปี อาชีพล่าม ถูกยิงเมื่อเวลา 20.20 น. ของวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 บริเวณซอยหมอเหล็ง ถนนนิคมมักกะสัน
สาเหตุการเสียชีวิตเพราะเส้นเลือดใหญ่บริเวณลำคอฉีกขาด
นายมนูญ ท่าลาด อายุ 44 ปี อาชีพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) บริษัทเอกชน
ถูกยิงเมื่อเวลา 20.20 น. ของวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ที่แยกจตุรทิศ
สาเหตุการเสียชีวิตมาจากบาดแผลกระสุนปืนลูกโดดบริเวณศีรษะสมองฉีกขาด
คนหนึ่งเป็นล่าม คนหนึ่งเป็น รปภ.
มิได้มีอะไรที่เกี่ยวข้องโดยตรงไม่ว่าจะเป็น นปช. ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย
จากหลักฐานเด่นชัดอย่างยิ่งว่ามาจากกระสุนปืนของฝั่งทหารทะลุทะลวงจนเสียชีวิต
Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
นิทาน AI แต่งน่ะได้
…แต่ไร้คุณภาพ
ฉันเป็นคนรักการอ่านหนังสือมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตอนเป็นเด็ก ร้านหนังสือคือสถานที่ปลอดภัยที่ฉันสามารถเข้าไปใช้เวลาอยู่ได้ทั้งวัน เวลาอ่านหนังสือจะรู้สึกเหมือนตัวเองโลดแล่นอยู่ในโลกแห่งจินตนาการและจะหลุดออกมาได้ตอนอ่านจนจบเล่มเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อมีลูก ความตั้งใจของฉันก็คือจะสนับสนุนให้เขาได้อ่านหนังสือเยอะๆ
ฉันเริ่มอ่านหนังสือให้เขาฟังตั้งแต่วันแรกๆ ที่พาเขากลับมาจากโรงพยาบาลเลยทีเดียว
แม้จะรู้ว่าเขาเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ แต่ฉันก็รู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่ดีที่จะได้ทำร่วมกัน
อ่านไปอ่านมาก็พบว่าเขาค่อยๆ สนใจหนังสือและรักตัวละครและเรื่องราวในหนังสือมากขึ้น
ลูกในวัยขวบนิดๆ ตอนนี้จะเป็นคนเลือกหนังสือเล่มที่อยากอ่านส่งมาให้ฉัน แล้วก็เข้าเกียร์ถอยหลังมาจอดบนตักฉันอย่างคล่องแคล่ว
ฉันได้เรียนรู้ว่า นอกจากการอ่านนิทานจะเป็นการเพิ่มจินตนาการและคลังคำศัพท์ให้ลูกแล้ว แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ มันก็เป็นกิจกรรมให้ฉันรู้สึกอิ่มเอมและมีความสุขที่ได้ทำด้วย
ฉันได้ค้นพบหนังสือเด็กหลายเล่มที่ไม่ใช่แค่ภาพสวย แต่เนื้อหาข้างในช่างละเมียดละไม ถ้อยคำที่ผูกร้อยเข้าด้วยกันอย่างไพเราะ ตัวละครที่มีเอกลักษณ์ เส้นเรื่องที่ออกแบบมาอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปสู่ตอนจบที่อิ่มใจ
ดังนั้น ฉันจึงรู้สึกขุ่นเคืองใจเป็นอย่างมากที่ได้เห็นว่าตอนนี้ AI ถูกนำมาช่วยแต่งหนังสือเด็กกันดาษดื่น
และมันก็ทำออกมาได้แย่มาก
มีการถกเถียงกันบนเว็บไซต์ Reddit ที่เป็นชุมชนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องต่างๆ ว่าตอนนี้มีเทรนด์ที่ชวนให้คนเป็นพ่อแม่ปวดหัวไม่น้อย เมื่อคนรุ่นปู่ย่าตายายนิยมสั่งทำหนังสือภาพที่ใช้ AI ด้วยการอัพโหลดภาพใบหน้าของหลานตัวเองเข้าไปให้ระบบเจนออกมาเป็นนิทาน แล้วนำไปมอบให้เป็นของขวัญ
คนรุ่นปู่ย่าตายายมองว่านี่เป็นของขวัญที่น่ารักมาก เพราะเมื่อเปิดหนังสือออกมา หลานๆ ก็จะได้เห็นตัวเองรับบทตัวละครเอกในหนังสือ แถมชื่อของตัวละครก็ยังเปลี่ยนเป็นชื่อของหลานรักได้ด้วย
เรื่องนี้ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างเจเนอเรชั่นอยู่เหมือนกัน เพราะเมื่อพ่อแม่เห็นว่าลูกได้ของขวัญนิทาน AI มาจากปู่ย่าตายายก็เกิดความรู้สึกเป็นกังวลในหลายๆ ด้าน
อย่างแรก ก็คือการล้ำเส้นความเป็นส่วนตัว พ่อแม่หลายคนไม่ชอบให้รูปของลูกหลุดออกไปสู่สาธารณะ บางคนเคร่งครัดขนาดที่จะไม่แชร์ภาพใบหน้าลูกลงบนโซเชียลมีเดียเลย
เมื่อปู่ย่าตายายถือวิสาสะอัพโหลดภาพหลานขึ้นเว็บไซต์เพื่อสั่งทำหนังสือ AI แม้จะทำไปด้วยเจตนาดี แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
อีกเหตุผลที่ทำให้เจเนอเรชั่นพ่อแม่ไม่ค่อยพึงใจสักเท่าไรนักก็คือ ความไม่เห็นด้วยที่จะสนับสนุนงานศิลปะจาก AI เพราะนี่ควรเป็นงานที่สงวนไว้ให้มนุษย์ที่มีความคิดสร้างสรรค์ทำ และที่ผ่านมา AI มันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าถึงแม้มันจะทำได้ แต่มันก็ทำได้ไม่ดี
ส่วนสาเหตุที่ทำให้ทั้งพ่อแม่และแม้กระทั่งลูกที่ได้รับของขวัญไม่ชอบใจหนังสือที่แต่งโดย AI ก็คือ มันไม่สนุก!
หนังสือนิทานที่ใช้ AI แต่ง เนื้อหามักจะยาวเกินไป คำพูดซับซ้อน ขาดอารมณ์ขัน ตัวละครขาดมิติ เส้นเรื่องเรียบๆ ไม่มีปมอะไรให้ชวนติดตาม
มีคุณพ่อที่เข้ามาแชร์ความคิดเห็นบน Reddit ที่บอกว่าลูกได้รับหนังสือ AI มาก็อ่านแค่รอบเดียว แล้วก็ขอไปอ่านหนังสือเด็กที่ผู้แต่งเป็นมนุษย์แทน
ทุกวันนี้มีบริการสร้างหนังสือนิทานด้วย AI มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Imagitime, StoryWonderBook หรือ Childbook.ai ทุกเว็บก็ทำงานง่ายๆ เพียงแค่อัพโหลดภาพของเด็กขึ้นไปก็จะกลายเป็นหนังสือนิทานที่ทำมาเพื่อเด็กคนนั้นๆ โดยเฉพาะ
การใช้ AI ทำหนังสือเด็กออกมาได้แบบขาดๆ เกินๆ แบบนี้เข้าข่ายสิ่งที่เราเรียกกันว่า AI Slop หรือเนื้อหาไร้คุณภาพที่สร้างขึ้นมาโดย AI ซึ่งคุณผู้อ่านก็คงจะได้เห็นเกลื่อนกลาดบนหน้าโซเชียลจนชาชิน
หนังสือเด็ก AI มักจะมาในรูปแบบที่ผาดตาดูแป๊บๆ อาจจะไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ แต่หากลองหยุดและตั้งใจมองลงไปในรายละเอียดแค่เพียงนิดเดียวก็จะเห็นจุดที่ผิดพลาดบกพร่องอย่างไม่น่าอภัยเต็มไปหมด
บางเล่มชื่อเรื่องตีพิมพ์ออกมาซ้อนอยู่บนภาพกราฟิกอย่างไม่น่าอภัย บางเล่มตัวหนังสือเล็ก ผอม บาง อ่านยาก ข้อความสับสนวกวนไปมา แม้กระทั่งภาพประกอบก็ไม่ต่อเนื่อง สีผมของตัวละครเปลี่ยนสีไปในแต่ละหน้า
หรือหากจะมีกิจกรรมเสริมทักษะปะปนอยู่ในหนังสือเล่มนั้นก็จะออกมาในรูปแบบที่ใช้งานจริงไม่ได้ อย่างเช่น เกมเขาวงกตที่ลากเส้นไปไหนไม่ได้เลย หรือเกมค้นหาคำศัพท์ที่ไม่มีคำศัพท์ให้ค้นหาอยู่ในนั้น
เรียกได้ว่าเฟลสุดสุด
อีกความน่ากังวลก็คือ หนังสือเหล่านี้จะไม่ผ่านการตรวจทานจากมนุษย์เลย เรื่องความผิดพลาดไม่ต่อเนื่องก็เรื่องหนึ่ง แต่ความไร้ตรรกะในเนื้อหานั้นนอกจากจะไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กมีทักษะด้านภาษา หรือการคิดเชิงวิเคราะห์แล้ว ก็ยังอาจจะทำลายทักษะของเด็กด้วยซ้ำ
งานบางอย่างเราปล่อยให้ AI ทำได้ และมันก็ทำได้ดี ในขณะที่งานบางอย่าง อย่างเช่น การแต่งนิทาน การถ่ายภาพอาหารในเมนู หรืองานความคิดสร้างสรรค์ซับซ้อนก็เก็บเอาไว้ให้เป็นฝีมือของมนุษย์ต่อไปจะดีกว่า
มาช่วยกันสนับสนุนหนังสือเด็กที่ผู้แต่งและผู้วาดตั้งใจทำ อย่ายอมให้ AI slop มีพื้นที่บนชั้นวางหนังสือเลย
บทความพิเศษ | สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ
520 วันบันทึกของคำจากลา
ในโลกหลังกำแพง (20)
เริ่มต้นชีวิตที่แดน 6
“น้อง… น้อง!!! ตื่นๆ ลุกมาสวดมนต์” พี่ข้างๆ สะกิดปลุก
เราลืมตาขึ้นเห็นที่นอนถูกพับเรียงเป็นระเบียบอยู่กลางห้อง เหลือแต่เพียงเราที่ยังนอนอยู่ที่เดิม ด้วยความตกใจ เรารีบลุกแล้วพับผ้าแล้ววางเรียงตามช่องที่ถูกเว้นไว้
“ผมขอโทษๆ ขอบคุณพี่นะครับที่ปลุก พี่ชื่อ…” เราไม่ทันถาม แกตอบชื่อกลับมาในทันที
“ผมเอ็มครับ ยังไงเดี๋ยวช่วยๆ กันในนี้ไม่ลำบากหรอก ลงไปเดี๋ยวเพื่อนก็มารอรับแล้วนิ สวดมนต์ก่อน” แกตอบกลับ
เพื่อน? เราก็สงสัยแต่เมื่อวานแล้ว แต่จากที่คุยกับพี่เก็ทก็พอจำได้ว่า ยังมีคดีการเมืองกระจายอยู่ในเรือนจำอีก คงต้องรอดูสินะ
บรรยากาศในห้องช่างต่างจากแดน 2 เพราะทุกคนดูเป็นระเบียบเอามากๆ ราวกับว่าอยู่มานานจนทำอะไรเป็นระบบหมดแล้ว เราทำได้แค่ทำตามคนที่ทำก่อนหน้า เขาให้สวดก็สวด เขาให้ลุกก็ต้องลุกตาม จนเพลงสรรเสริญจบลง แล้วเสียงกุญแจดังขึ้น
“น้อง 112 มานั่งตรงนี้ๆ มาๆ” พี่เอ็มสะกิดอีกครั้ง
ไม่ทันสงสัยอะไรเราก็ถูกจับวางไว้ที่หน้าผ้าปูของใครก็ไม่รู้ แล้วทุกคนในห้องก็นั่งลงประจำที่ของตัวเอง คนที่นั่งไม่ได้ก็จะเดินมายืนข้างหลังริมหน้าต่าง จนทุกคนเริ่มยืนหยุดนิ่ง
“เอี๊ยด… ตึก ตึก ตึก” เสียงประตูเล็กสนิมเขรอะดังเปิดออก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่ก้าวดังเป็นจังหวะ
แสดงถึงความน่าเกรงขามของเจ้าของเสียงนั้น ที่ตอนนี้เขามายืนอยู่ที่หน้าประตูห้องแล้ว
“ทั้งหมดนิ่ง ขัดฉาก หัวแถวนับ” คนหนึ่งน่าจะเป็นหัวหน้าห้องพูด
“1 2 3 4 5…” ทุกคนนับต่อกันอย่างพร้อมเพรียงเสียยิ่งกว่าตอนเราฝึก รด.อีก บรรยากาศในห้องทั้งจริงจังและกดดันเกินจะบอกใคร เราได้แต่นั่งเกร็งรอจนกว่าจะมาถึงตาเรา
“34” เรายกแขนตั้งฉากพร้อมขานเลขออกไป ลำดับยังไงไล่ต่อจนหยุดที่เสียงของหัวหน้าห้องอีกครั้ง
“45 ห้อง 1 ผู้ต้องขัง 45 คน นับได้ 45 คน ครบครับ” หัวหน้าพูด
“เลิกแถว” ผู้คุมในเงามืดพูดขึ้น
“ขอบคุณครับ” เสียงดังกึกก้องขานตอบกลับ แล้วประตูห้องก็เปิดออก
เหล่าผู้คนลุกยืนขึ้น พร้อมต่อแถวออกจากห้อง
“เราจะไปไหนกันเหรอครับ” เราถามพี่เอ็ม
“ลงล่างไง เพื่อนน้องน่าจะมารอกันแล้ว” พี่เอ็มพูดถึงเพื่อนอีกแล้ว เราก็ไม่พูดอะไร แค่เดินๆ ตามทุกคนที่ออกจากห้อง จนถึงหน้าบันไดก็มีคนสองคนที่เราเห็นแล้วคุ้นเคยในข่าวกำลังยืนรออยู่ เราจึงรีบลงไปทักทาย
“น่าจะใช่เพื่อนที่ทุกคนบอกแน่เลย”
“สวัสดี เราขนุน ใช่บั๊กใช่มั้ย เราเคยเจอกันเมื่อนานมาแล้วใช่มั้ย ส่วนอีกคน…” เรากล่าวทักทายในทันที
“เราก้อง เดี๋ยวต่อจากนี้เราอยู่ด้วยกัน ทนายบอกกับเราแล้วว่าคุณกำลังจะมา” แกพูดตอบกลับมาพร้อมเดินเข้ามากอด
ในที่สุดเราก็จะได้มีเพื่อนจริงๆ ที่รู้จักกันแล้ว ไม่โดดเดี่ยวแล้ว อย่างน้อยๆ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าของเราฝากที่หน้าแดนนิหว่าเมื่อวาน และตัวเราก็เน่ามากๆ ไม่ได้อาบน้ำเลยด้วย เริ่มจากตรงไหนก่อนดีนะ
“เอ่อ คือว่าของเราอยู่ที่หน้าแดนอะ และก็ไม่ได้อาบน้ำด้วย เราต้องทำไงบ้าง ดูทุกอย่างต่างจากแดน 2 มากเลย” เราหันไปบอกความต้องการในทันที
“เดี๋ยวเราไปหน้าแดนกันก่อน มีล็อกเกอร์ยัง ถ้ายังเดี๋ยวเอาของไปไว้ที่ห้องสมุดก่อน แล้วเดี๋ยวพี่ก้องพาไปอาบน้ำและเจอคนอื่นๆ” บั๊กพูดพร้อมพาเราเดินไปที่หน้าที่ทำการแดน
ในระหว่างทาง เราก็ได้กล่าวถึงอดีตที่เคยรู้จักกับเขา แม้อาจไม่ใช่เรื่องราวที่ดี เราจึงกล่าวขอโทษไป เพราะเราคาดการณ์แล้วว่าอาจจะต้องอยู่ในนี้ไปอีกสักพัก เราไม่อยากมีเรื่องอะไรกับใคร มีมิตรดีกว่าศัตรูอะนะ
“พี่จอน มาเอาของสิรภพจำแนกมาเมื่อวาน” บั๊กพูดกับพี่คนหนึ่งในที่ทำการแดน ก่อนแกจะก้มลงไปหยิบถุงของเราให้
“ขอบคุณครับ แล้วเดี๋ยวเราต้องยังไงต่อนะ” เราถามต่อ
“เดี๋ยวตามพี่ก้องเอาของไปวาง แล้วไปอาบน้ำ ตอนนี้พี่บูมน่าจะอยู่ร้านค้าแล้ว เดี๋ยวตามมาอาบน้ำ” บั๊กตอบกลับ
แล้วบั๊กก็เดินแยกออกไป ทำให้เราได้มีจังหวะคุยกับพี่ก้องต่อ
“ในนี้ดูต่างจากแดน 2 มากเลยนะครับ แล้วก่อนหน้าพี่ทำอะไรมานะครับ” เราสงสัย
“อ๋อ เราเป็นแกนนำราม กลุ่มทะลุราม เรียนนิติ เพิ่งเข้ามาเอง ประมาณสองเดือน แต่ก่อนหน้าเคยเข้ามาแล้วรอบหนึ่งไม่ได้ประกัน เดี๋ยวขนุนเอาของวางไว้ตรงนี้นะ มีขันยัง ถ้ายังเอาของและชุดที่จะอาบน้ำไปก่อนนะ” พี่ก้องเล่าให้ฟัง
เราที่มาพร้อมของมากมายก็เริ่มคุ้ยหาของที่ต้องใช้ เสื้อ กางเกง กางเกงใน แปรงสีฟัน สบู่ บลาๆๆ มีทุกอย่าง ยกเว้น ‘ขัน’ เจริญละ แต่ยังดีที่อย่างอื่นครบ
“ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวใช้ด้วยกันไปก่อน” พี่ก้องตอบ พร้อมพาเราเดินไปหลังแดน
พอถึง ‘สวนน้ำ’ (บ่ออาบน้ำ) แกก็ถอดเสื้อตรงนั้นเลย แล้วแขวนเสื้อไว้ตรงหน้าต่างใกล้ๆ เราก็ตกใจสิครับ แต่พอมองออกไป ทุกคนก็ทำแบบเดียวกัน ไอ้เราก็เขินๆ ถึงจะผ่านแดน 2 มาแล้วก็เถอะ แต่มันไม่ปกติอะที่จะแก้ผ้าต่อหน้าใคร
“ถอดเร็วๆ เดินตามมา เดี๋ยวพาไปดูจุดอาบน้ำ” พี่ก้องบอกอีกครั้ง ถึงจะอายแต่ก็ไม่มีไรจะเสียแล้ว เราก็ถอดแล้วเดินตามเข้าไป
“คนนี้ที่กำลังซักผ้าชื่อพี่อาร์ต กับพี่โล้นคนนี้พี่บูม ส่วนพี่มายด์เสร็จแล้วคงกำลังเตรียมข้าวอยู่ เดี๋ยวรีบอาบกันก่อนดีกว่า ได้ไปกินข้าวกัน ได้คุยกัน” พี่ก้องว่า
เราสวัสดีและฝากเนื้อฝากตัวกับทุกคนอีกครั้ง แม้จะงงๆ กับชื่อคนที่เพิ่มขึ้นมาจากที่คิด แต่ถึงจุดนี้คงไม่สนอะไรแล้ว
ขณะที่เรากำลังอาบ เมื่อหันไปมองรอบๆ เหล่าผู้คนนับร้อยต่างรวมตัวกัน ตักจ้วงน้ำในบ่ออาบกันอย่างวุ่นวาย บ้างก็ซักผ้า บ้างก็คุยเล่นกัน น้ำในบ่อจากตอนแรกที่สีใส ในตอนนี้ทั้งฟอง ทั้งคราบที่ลงไปคลุกผสมข้างในจนสีขุ่นมัวไปเสียแล้ว
เมื่อเสร็จกิจทุกอย่าง พี่ก้องก็พาเราไปลานตากผ้าที่อยู่ข้างซ้ายของแดน เป็นลานกว้างๆ ที่มีแต่ราวตากผ้าทอดยาวจนสุดถึงกำแพง ตรงนั้นบั๊กยืนตากผ้าอยู่
“ตรงนี้เป็นที่ตากผ้าของพวกเรา อย่าไปตากทับที่คนอื่นล่ะ” พี่ก้องแนะนำ ตามมาด้วยเสียงของพี่บูมและพี่อาร์ตที่ถือถุงผ้าที่ซักแล้วจะเดินตามมา
“คงยังงงๆ อยู่ใช่มั้ย เดี๋ยวรอปรับตัวไปก่อนเข้าใจกับระบบของแดน เดี๋ยวไปกินข้าวแล้วเตรียมเข้าแถวนะ” พี่ก้องพูด
เราเดินตามพี่ก้องไปต่อพร้อมกับทุกคน พี่ก้องชี้แนะนำจุดต่างๆ “ตรงนี้ร้านค้านะ” “ตรงนี้ถุงหนึ่ง” “เดี๋ยวเลี้ยวซ้ายเรานั่งถุงสองนะ เดี๋ยวเห็นจานที่วางมั้ย ไปนั่งตรงนั้นก่อน” แล้วพี่ก้องก็เดินหายไป เราที่งงๆ ก็คิดว่าคงเป็นตรงนี้สินะที่พูดถึง เลยนั่งไปโดยไม่คิดอะไร
“น้องๆ ขยับหน่อย นี่บ้านพี่” เสียงหนึ่งจากข้างหลังดังขึ้น
“ขอโทษครับๆ” เราหันไปยกมือไหว้ขอโทษทันที พร้อมขยับออกมาทันที เพราะอย่างที่รู้กัน ‘ที่ในคุกมันสำคัญมาก’
แล้วพี่ก้องกับพี่ที่เดาว่าชื่อมายด์ก็ตามมา พร้อมถือถุงข้าวและกับข้าวมาด้วย
“เดี๋ยวเทกับข้าวกินกัน เราชื่อมายด์ ขนุนใช่มั้ย” พี่มายด์หันมาพูดกับเราพร้อมกับค่อยๆ แกะถุงกับข้าวออกมา ข้าวที่ถูกตักใส่ถ้วยออกมาจากโรงเลี้ยงและกับข้าวที่เป็นพวกปลากับกุนเชียง และในชามอีกใบมีมาม่าต้มร้อนๆ รออยู่
“นี่สินะข้าวมื้อแรกของแดนใหม่ ดูต่างออกไปมากเลย สภาพและจำนวนคน แต่ยังดีที่ได้มีคนรู้จักในวงสังคมเดียวกันจากข้างนอกมาอยู่ร่วมกันเยอะขนาดนี้ ชีวิตต่อจากนี้ของเราคงไม่แย่ไปกว่านี้แล้วสินะ” เราคิดในใจ ขณะนั่งรอทุกคนมานั่งกินข้าวด้วยกัน
จังหวะนี้ไม่ค่อยได้พูดอะไรมากนอกไปจากเสียว่าเราคือใคร ทำอะไรมา ในไม่กี่นาทีเรากินข้าวจนอิ่มพอประมาณ พี่อาร์ตและคนอื่นๆ ก็ยกจานไปล้างกัน “ขนุนนั่งไปก่อน เดี๋ยวรอเข้าแถว เสร็จแล้วเดี๋ยวมาคุยกัน”
เราที่งงๆ ก็นั่งเด๋อๆ ตอบไป ‘ครับ’ จนเวลาผ่านไปเสียงออดก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาเสริมสร้างความเป็นพลเมืองไทยแล้วสินะ
E-DUANG
ทำไมสังคมให้”ความหมาย”ต่อการออกมาเคลื่อนไหวของนักการ เมือง นักกฎหมาย นักเคลื่อนไหว ของบางคนที่อยู่ในปีกอนุรักษนิยมอย่างเป็นพิเศษ
ไม่ว่าจะเป็น นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ไม่ว่าจะเป็น นายวิชา มหาคุณ ไม่ว่าจะเป็น นายวัส ติงสมิตร
ยิ่งการออกโรงของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ยิ่งคึกคัก
พลันที่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ออกมาวิพากษ์ต่อการได้มาของสว.เมื่อเดือนมิถุนายน 2567
ก็กลายเป็นข่าวพาดหัวทั้งใน”สื่อเก่า”และ”สื่อใหม่”
ถามว่า”ความหมาย”ของการสำแดงออกของแต่ละท่านที่เอ่ยนามมาอยู่ที่ไหน ทำไมจึงมีความสำคัญ ได้รับความสนใจอย่างสูงในสังคม
คำตอบที่ตรงเป้าที่สุดก็เพราะว่าแต่ละท่านล้วนมีความคิดในลักษณะ”อนุรักษนิยม”อย่างชัดเจน
นั่นก็คือ อยู่ในวงจรภายในโครงสร้างอำนาจนำ อำนาจรัฐ
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรี นายวิชา มหาคุณ เคยเป็นป.ป.ช. นายวัส ติงสมิตร เคยเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา
นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เคยเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ
นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นสื่ออาวุโส เคยมีบทบาทสร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองมาแล้วผ่าน”พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย”
ที่สำคัญอย่างยากจะปฏิเสธได้ก็คือ บทบาทของเขาดำรงอยู่ ภายในโครงสร้างแห่งอำนาจรัฐ และกุมอำนาจนำทั้งในทางความ คิดและในทางการเมือง
รับรู้ในการทะยานขึ้นมามีอำนาจของพรรคภูมิใจไทยอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่เป็นส่วนหนึ่งของ”ไทยรักไทย”กระทั่ง”คสช.”
จึงเห็นการเติบใหญ่ ขยายตัวของ”ระบอบสีน้ำเงิน”อันเป็นผลผลิตและความต่อเนื่องของ”ระบอบประยุทธ์”บนความเติบใหญ่ของรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุดของสังคมไทย
การแสดง”ปฎิกิริยา”ต่อสถานะแห่ง”ระบอบสีน้ำเงิน”จึงสำคัญ
ความสำคัญในที่นี้มิได้บทบาทในการวิพากษ์อย่างตรงเป้าและรุนแรงต่อรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย
หากที่เป็น”ความหมาย”อยู่ที่ลักษณะอันเป็น”สัญญะ”
ด้านหนึ่ง เป็นสัญญะอันชี้ให้เห็นสัญญาณความเสื่อมทรุดของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยในทางการเมือง
ด้านหนึ่ง เป็นสัญญาะยืนยันความอ่อนเปราะทางความคิด
การออกมาแสดงให้เห็นความล้มเหลวของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจึงเท่ากับการออกมายอมรับในความล้มเหลวของการตัดสินใจทางการเมืองของตน
เนื่องจากทุกอย่างล้วนมีความเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กันไม่ว่าจะเป็นถนนสุขุมวิท ไม่ว่าจะเป็นถนนพระราม 4
การวิพากษ์จากพวกเดียวกันจึงรุนแรง หนักหน่วง
รูปธรรมอันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องคนแล้วคนเล่า ครั้งแล้วครั้ง เล่าจึงแสดงให้เห็นถึงการแยกและแตกตัวในทางความคิด
สัญญะอันมาจาก”ภายใน”จึงยืนยันถึงการค่อยๆสลายและ
ย้ายข้างของคนที่เคยเป็นพวกเดียวกัน
“สัญญะ”นี้จึงดำเนินไปในลักษณะแห่ง”สัญญาณ”
เตือนเข้าไปภายในโครงสร้างของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย ต้องขบคิด อย่างจริงจัง
และทั้งหมดจะเห็นได้ในการตัดสินใจในแต่ละปมการเมือง
| สุจิตต์ วงษ์เทศ
อนุรักษ์-จารีตนิยม เมื่อต้องการแสดงตนรักความเป็นไทย สิ่งแรกที่มักโวยวาย ตีโพยตีพายคือภาษาไทย “วิบัติ” เพราะเยาวชนพูดจาไม่เป็นไทย ใช้ “ไทยคำฝรั่งคำ”เท่ากับเยาวชนเป็น “เหยื่อ” ความรักชาติของผู้ใหญ่
แต่อ่านข่าวล่าสุดแล้วตื่นเต้นอย่างประหลาดๆ ที่ “ผู้ใหญ่ใจดี” ไม่มองเยาวชนเป็นเหยื่อ แต่กลับมองเชิงสร้างสรรค์ภาษาไทย จะขอคัดข่าวโดยสรุปมาดังนี้
ชี้ภาษามีชีวิตเชื่อมยุคใหม่-อัตลักษณ์ไทยมีพลวัต
การประชุมวิชาการวาระ 100 ปี สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ในเวทีเสวนา “ภาษาและวรรณคดีไทย : ปัจจุบันสู่อนาคต”
ดร. อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล และ ผศ. ดร. ประพจน์ อัศววิรุฬหการ ชี้ให้เห็นว่าภาษาไทยและวรรณคดีไทยต้องเป็น “ภาษาที่มีชีวิตและมีชีวา” ต้องปรับเปลี่ยนไม่หยุดนิ่ง และทำหน้าที่สร้างสรรค์อารมณ์ความรู้สึกร่วมให้แก่คนในสังคม พร้อมเสนอว่าไม่ควรเอาแต่ตำหนิการใช้ภาษาของคนรุ่นใหม่ เนื่องจากภาษาหลายคำสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ที่น่าทึ่งและเป็นสะพานเชื่อมการสื่อสารยุคสมัยใหม่
ส่วนการเสวนา “อัตลักษณ์ไทยในยุคโลกาภิวัตน์” ศ. ดร. ณัชชา พันธุ์เจริญ และ ศ.กิตติคุณ ดร. สุรพล วิรุฬห์รักษ์ ได้เน้นย้ำว่าอัตลักษณ์ไทยไม่ใช่การเลือกระหว่าง “การรักษาของเก่า” หรือ “การรับของใหม่”
แต่คือความสามารถเรียนรู้ว่าสิ่งใดคือแก่นที่ต้องรักษา สิ่งใดควรปรับและสิ่งใดควรสร้างใหม่
ความเป็นไทยในโลกอนาคตต้องเป็นอัตลักษณ์ที่มีพลวัต มีคุณค่า และอยู่ร่วมกับสังคมโลกได้อย่างสมดุล
(ที่มา : ไทยรัฐ ฉบับวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2569 หน้า 7)

ภาษาไทย “ลูกผสม”
คนไทยมายังไง? ภาษาไทยก็มายังงั้น
ภาษาไทยเป็นภาษาลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์กับภาษานานาชาติ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา [หรือภาษาไทยคือภาษาตระกูลไท-กะได หรือไท-ไต ที่ผสมกลมกลืนภาษาและวัฒนธรรมนานาชาติ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา] แล้วถูกเรียกว่า “ไทย”ซึ่งมีความเป็นมาและการเปลี่ยนแปลงตลอดมาไม่ขาดสายตามลำดับ ดังนี้
(1.) ภาษาตระกูลไท-ไต มีแหล่งกำเนิด 3,000 ปีมาแล้ว ระหว่างพรมแดนจีน-เวียดนาม หรือบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของจีน (มณฑลกวางสี-จ้วง) กับภาคเหนือของเวียดนาม (แหล่งวัฒนธรรมดงเซิน)
(2.) ต่อมาภาษาไท-ไต เคลื่อนไหวตามเส้นทางการค้าถึงลุ่มน้ำโขง แล้วแยก 2 ทิศทาง คือ ตะวันตกถึงลุ่มน้ำสาละวิน (ในพม่า) และตะวันตกเฉียงใต้ถึงลุ่มน้ำชี-มูล (ในอีสาน)
(3.) หลังจากนั้นภาษาตระกูลไท-ไต จากโขง-สาละวิน กับ โขง-ชี-มูล เคลื่อนไหวตามเส้นทางการค้าลงทางใต้ไปรวมกันบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ราวหลัง พ.ศ. 1700 แล้วผสมกลมกลืนกับภาษาและวัฒนธรรมนานาชาติตระกูลต่างๆ
ได้แก่ มอญ-เขมร, ชวา-มลายู, ม้ง-เมี่ยน, พม่า- ทิเบต, จีน-ทิเบต, บาลี-สันสกฤต (อินเดีย), สิงหล (ลังกา), เปอร์เซีย (อิหร่าน), จีน(แต้จิ๋ว-กวางตุ้ง-ฮกเกี้ยน) ฯลฯ
ที่สำคัญคือภาษาบาลี ในวัฒนธรรมทางศาสนาพุทธ เถรวาทแบบลังกา หล่อหลอมคำว่า “ไท” เข้าภาษาบาลีว่า “เทยฺย” แล้วกลายรูปเป็น “ไทย” และมีพลังกระตุ้นภาษาตระกูลไท-ไต ถูกเรียกว่าภาษาไทย ครั้นหลังจากนั้นชาวสยามที่มาจากชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ก็เรียกตนเองว่าไทย
เชื้อชาติไม่มีจริงในโลก แต่ถูกสร้างให้มีขึ้นเพื่อการล่าเมืองขึ้นของยุโรปราว 200 ปีมาแล้ว
เชื้อชาติไทยในโลกไม่มี ดังนั้น ไม่มี “คนไทยแท้ เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์”แต่ถูกสร้างใหม่เป็นเครื่องมือทางการเมืองของชนชั้นนำปลุกระดมชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” เพื่อผดุงอำนาจของตนและพรรคพวกให้เอาเปรียบคนด้อยกว่าต่อไป
เมื่อไม่มีคนไทยแท้ ภาษาไทยแท้ก็ไม่มี ทั้งนี้เพราะภาษาไทยเป็นภาษา “ลูกผสม” จากภาษาของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ โดยเฉพาะลาว, มอญ, เขมร ฯลฯ มีหลักฐานตัวอย่าง ดังนี้
ทองคำ มาจากทองรวมกับคำ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า gold โดยคำว่า ทอง เป็นภาษามอญกับเขมร ว่า ถง, ตง หมายถึง gold และ คำ เป็นภาษาลาว หมายถึง gold
คนไทยมายังไง? ภาษาไทยก็มายังงั้น เมื่อคนไทยเป็นลูกผสมจากชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์นับไม่ถ้วน ภาษาไทยก็เป็นภาษา “ลูกผสม” จากภาษาของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ทั้งในอุษาคเนย์และในโลก
เช่น “กุหลาบ” (ในชื่อดอกกุหลาบ) มาจากภาษาอิหร่าน ซึ่งมีเหตุจากอิหร่าน (ชื่อเดิมว่าเปอร์เซีย) อยู่ตะวันออกกลาง ได้เดินทางติดต่อค้าขายกับอุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว สืบเนื่องถึงสมัยอยุธยา โดยอยุธยารับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรมอิหร่าน ซึ่งมีมาก และเป็นเรื่องดีเนื่องจากการผสมผสานสังคมและวัฒนธรรมนานาชาติ มีพลังผลักดันและกระตุ้นความก้าวหน้าให้ความเป็นไทยหรือวัฒนธรรมไทยแข็งแรงสืบเนื่องจนปัจจุบัน
แท้จริงแล้วภาษาไทยปรับเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีก้าวหน้าที่รับมาจากภายนอก เช่น เมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว รับภาษาบาลี-สันสกฤต ที่มากับวัฒนธรรมทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และพุทธ ที่มีพลังสร้างบ้านเมืองเติบโตเป็นรัฐ
ปัจจุบันถ้าคนซึ่งเป็นพลเมืองโลกจะรับภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ (เช่น เกาหลี, จีน ฯลฯ) มาผสมผสานภาษาไทย เพราะไทยรับเทคโนโลยีก้าวหน้ามาจากประเทศเหล่านี้ จึงมีภาษานานาชาติปะปนมากน้อยตามวิถีของแต่ละคนแตกต่างกัน ก็ไม่น่าจะต่างจากอดีตที่คนในบ้านเมืองนี้รับภาษาบาลี-สันสกฤต
ขอบคุณกิจกรรมของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา
วันที่ 7 กันยายน 2569 นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นประธานการแถลงข่าวเนื่องในโอกาสวันสถาปนาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ครบรอบ 66 ปี ภายใต้แนวคิด “66 ปี แห่งความไว้วางใจ กฟภ. เติมพลังให้ทุกชีวิต” (66 Years of Trust PEA Powering Every Life) ณ สำนักงานใหญ่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมีคณะผู้บริหาร พนักงาน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน
ตลอด 66 ปี PEA ทำหน้าที่จัดหาและให้บริการไฟฟ้าแก่ประชาชน พร้อมสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันกำลังก้าวสู่บทบาท “ผู้ให้บริการพลังงานแห่งอนาคต” ด้วยการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม และพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับระบบไฟฟ้าและบริการให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของภาคพลังงาน ยกระดับโครงข่าย รับ Energy Transition

ยกระดับโครงข่าย รับ Energy Transition
PEA ยกระดับระบบจำหน่ายสู่ Smart Grid และ Grid Modernization เพื่อรองรับ Solar Rooftop รถยนต์ไฟฟ้า (EV) Data Center และพลังงานหมุนเวียน โดยนำ Smart Meter และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโครงข่าย รวมถึงเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Direct PPA และการเชื่อมต่อพลังงานสะอาด
“AI GOES” ยกระดับการทำงานและบริการ
PEA นำ AI มาประยุกต์ใช้ภายใต้แนวคิด “AI GOES” ครอบคลุมการบริหารโครงข่าย การปฏิบัติงาน การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาธุรกิจ และบริการประชาชน เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดขั้นตอน และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ
ไฟฟ้าต้องเข้าถึงทุกคน
PEA ขยายระบบไฟฟ้าให้ครอบคลุมครัวเรือนและพื้นที่ทำกิน สนับสนุนคุณภาพชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจ สำหรับพื้นที่ห่างไกลใช้ Solar Energy ร่วมกับ BESS เป็นทางเลือกในการจัดหาไฟฟ้า เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงพลังงานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

เตรียมระบบสำหรับตลาดไฟฟ้ายุคใหม่
PEA พัฒนา Energy Trading Platform (ETP) และ TPA Platform เพื่อรองรับการซื้อขายพลังงานสะอาดและการใช้โครงข่ายในรูปแบบใหม่ โดยคำนึงถึงความโปร่งใส เป็นธรรม และประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า
บริการดิจิทัล สะดวกในทุกขั้นตอน
PEA Smart Plus และ PEA e-Service ช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจัดการบริการได้ง่ายผ่านช่องทางดิจิทัล ตั้งแต่ชำระค่าไฟ ยื่นคำร้อง ตรวจสอบการใช้ไฟฟ้า รับ e-Bill/e-Receipt การแจ้งเตือน ตลอดจนบริการด้าน Solar Rooftop และยานยนต์ไฟฟ้า

สู่ “Sustainable Energy Utility for ALL”
PEA วางเป้าหมายจาก Digital and Green Grid สู่ Smart Energy Solution และ “Sustainable Energy Utility for ALL” มุ่งสร้างระบบพลังงานที่มั่นคง สะอาด มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม พร้อมสนับสนุนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
66 ปีแห่งความไว้วางใจ คือรากฐานของก้าวต่อไป
PEA จะต่อยอดความไว้วางใจที่ได้รับจากประชาชน ด้วยเทคโนโลยี Smart Grid, AI พลังงานสะอาด และนวัตกรรม เพื่อให้พลังงานไฟฟ้าเป็นมากกว่าความสว่าง แต่เป็นพลังที่สร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทย
66 Years of Trust.
PEA Powering Every Life.
บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM จัดกิจกรรม “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ยกระดับพื้นที่สถานี MRT สวนจตุจักร ให้เป็นสถานีเพื่อสุขภาวะที่ดี เมื่อวันที่ 4-6 กันยายน 2569 เวลา 10.00-20.00 น. ที่บริเวณ Metro Mall MRT สถานีสวนจตุจักร ทางออก 2 และ 3 ตอบโจทย์การเป็นจุดเช็กอินสุขภาพของคนเมืองที่เข้าถึงง่าย สะดวก และเหมาะกับชีวิตที่เร่งรีบ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการนำบริการและความรู้ด้านสุขภาพมาไว้ใกล้ตัวประชาชน

นายอนวัช สุวรรณฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เปิดเผยว่า “ในฐานะผู้ให้บริการทางพิเศษและรถไฟฟ้า MRT ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานการเดินทางหลักของคนเมือง BEM ไม่ได้มองบทบาทของตัวเองหยุดอยู่แค่การส่งมอบการเดินทางที่สะดวกและปลอดภัยเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้โดยสาร BEM จึงได้จับมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ในการยกระดับพื้นที่ Metro Mall สถานีสวนจตุจักร ให้กลายเป็น Health Station และจุดเช็กอินสุขภาพของคนเมือง เปิดพื้นที่ให้เป็นจุดคัดกรองสุขภาพเชิงรุกที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายในชีวิตประจำวัน เพราะการมีสุขภาพดี ต้องเริ่มต้นที่การป้องกันโรคโดยดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง ส่งผลให้มีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ”

การจัดงาน BEM CARE 2026 Health Station สถานีสุขภาพครั้งนี้ เป็นความร่วมมือของหน่วยงานด้านสุขภาพหลายหน่วยงาน ตั้งแต่โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลปิยะเวทและโรงพยาบาลในเครือบางปะกอก สภากาชาดไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รวมถึงโรงพยาบาลและแบรนด์สุขภาพอีกหลากหลายแบรนด์ ที่ตั้งใจมามอบความรู้เบื้องต้นและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมาไว้ใกล้ตัวประชาชน เพื่อสอดรับกับเทรนด์สุขภาพยุคใหม่ที่มุ่งเน้นการป้องกันก่อนเกิดโรค BEM เชื่อมั่นว่าการสร้างตระหนักรู้ การมอบภูมิคุ้มกัน และการคัดกรองความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงโรคร้ายแรงให้แก่ผู้โดยสารเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสุขภาวะที่เข้มแข็งให้แก่สังคมและระบบขนส่งมวลชนอย่างยั่งยืน
ไฮไลต์สำคัญของงานนี้คือบริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ฟรี จากโรงพยาบาลปิยะเวท จำนวน 1,000 สิทธิ์ต่อวัน รวม 3,000 สิทธิ์ตลอด 3 วัน สำหรับผู้ที่มีอายุ 15-65 ปี รวมถึงบริการตรวจเช็กความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองด้วยรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ Mobile Stroke Unit Stroke One Stop (MSU-SOS) จากโรงพยาบาลศิริราช จำนวน 50 สิทธิ์ต่อวัน ซึ่งเป็นรถที่ติดตั้งเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามารถสแกนสมองผู้ป่วยได้ทันที เพื่อให้การรักษาเฉพาะโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน โดยผู้ใช้บริการต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไปและมีเลขประจำตัวผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราชแล้ว
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีบูธบริการสุขภาพฟรีอีกมากมายจากโรงพยาบาลและหน่วยงานชั้นนำ อาทิ การคัดกรองโรคต้อหินและความผิดปกติของดวงตาจากโรงพยาบาลบ้านแพ้ว, การตรวจประเมินสุขภาพเบื้องต้นจากโรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4, การประเมินความวิตกกังวลและความเครียดจากโรงพยาบาลราชวิถี, การเจาะน้ำตาลปลายนิ้วจากโรงพยาบาลบางไผ่, การตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกายด้วยเครื่อง Inbody จากโรงพยาบาลบางโพ, การตรวจวัดมวลร่างกายจากสถาบันสุขภาพและความงามตรัยญา, การประเมินและบรรเทาอาการปวดด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าจากนักกายภาพบำบัดโรงพยาบาลรวมใจรักษ์, บริการพอกยาสมุนไพรจากศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, บูธรับบริจาคอวัยวะจากสภากาชาดไทย ตลอดจนผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากองค์การเภสัชกรรม (GPO) และสินค้าสุขภาพอื่น ๆ อีกมากมาย

งานนี้ยังอัดแน่นด้วยกิจกรรม Health Talk ให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายแขนง ทั้งเรื่องการดูแลผิวในสภาวะฝุ่น PM 2.5 และแสง UV โดยพี่ฝุ่ง สอนดูแลผิว การถอดรหัสชะลอวัยจาก ดร.ณัฐฐาวีรนุช ทองมี การส่งต่อพลังบวกจากกลุ่มมะเร็งเรียกพี่ กิจกรรม Fit Your Way จากโรงพยาบาลรวมใจรักษ์ การให้ความรู้เรื่องภาวะอ้วนและโรค NCDs จากโรงพยาบาลบางโพ การสร้าง Routine สุขภาพดีในชีวิตคนเมืองโดย พญ.ดวงหทัย ยิ้มแย้ม จากศูนย์ Wellness Center โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 แนวทางการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพจากองค์การเภสัชกรรม เจาะลึกเวชศาสตร์ฟื้นฟูร่างกายจากรายการ TNN Upgrade Your Healthspan และการเล่าเรื่องจริงส่งต่อแรงบันดาลใจสู่วัยอิสระจากรายการ PLEARN TELL
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมขยับร่างกาย ทั้ง Health Dance จากครูตุ๊ก สวนลุม และครูหนุ่ม ซุมบ้า กิจกรรมยืดเหยียดคลายอาการออฟฟิศซินโดรมจากโรงพยาบาลปิยะเวทและเครือโรงพยาบาลบางปะกอก กิจกรรมเต้นเผาผลาญไขมันจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเทคนิคยืดอายุร่างกายสำหรับวัย 60 ปีขึ้นไปในรูปแบบ 3B MOVE จาก PLEARNLAND พร้อมด้วยกิจกรรมเวิร์กช็อป อาทิ การสาธิตทำเมนูสุขภาพข้าวแท่งงาขี้ม่อนลาบอกไก่ โดยเชฟบีม ภวินวัชร์ จากรายการท็อปเชฟไทยแลนด์ และกิจกรรม DIY เครื่องหอม Aroma Crafting

BEM ระบุว่า งาน “BEM Care 2026 Health Station” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 กันยายนที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ได้รับความสนใจจากผู้โดยสารและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมประเมินสุขภาพและทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างคึกคักตลอดทั้ง 3 วัน สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ BEM ในการดูแลผู้โดยสารอย่างรอบด้าน ที่ไม่หยุดอยู่เพียงการส่งมอบการเดินทางที่สะดวกและปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังใส่ใจในทุกช่วงเวลาของการเดินทาง พร้อมขอบคุณทุกหน่วยงานพันธมิตรและผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ต่อยอดความร่วมมือเช่นนี้ในการดูแลสุขภาพคนเมืองต่อไป ติดตามรายละเอียดกิจกรรมครั้งต่อไปได้ทางเฟซบุ๊ก BEM Bangkok Expressway and Metro
(50 ปี 6 ตุลาฯ ตอน 4)
ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านอีกครั้ง ที่จะขอตอบคำถามคุณฟ้ารุ่ง ศรีขาว เรื่อง 6 ตุลาฯ ผ่านเวทีมติชนสุดสัปดาห์ เพราะดังที่กล่าวไว้ในครั้งก่อนว่า ในการคุยกันที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ นั้น เราถูกบังคับให้ต้องยุติการคุย เพราะฝนตั้งเค้ามืดมา จนมีคำตอบเดียวว่า ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้านดีกว่า
ผมสัญญากับเธอว่า จะตอบคำถามที่ค้างไว้ในแบบของบทความแทน เพราะการจะเดินทางมาเจอกัน อาจจะไม่สะดวกนัก เนื่องจากเธอเองอยู่ต่างจังหวัด และผมเองก็ไม่ได้อยู่ในเมือง
คำถามสุดท้ายที่เธอตั้งไว้ แล้วผมไม่ทันได้ตอบคือ ปัญหาเรื่องของการนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาฯ และผมมองปัญหาเรื่องนี้อย่างไร
การปรับตัว
หากเรามองย้อนกลับไปพิจารณาการเมืองหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แล้ว เราจะพบว่า การนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาคม 2519 นั้น มีความน่าสนใจอย่างมาก ถ้าผมจะขอลองตอบ ผมอยากตั้งเป็นสมมตฐานว่า การนิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ คือ ภาพสะท้อนของการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของรัฐไทย
เราอาจต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า ยุทธศาสตร์ถูกปรับเปลี่ยนได้ ก็ต่อเมื่อผู้กุมอำนาจรัฐยอมรับถึงภัยคุกคามใหม่ จนตระหนักว่า ยุทธศาสตร์เดิมใช้รับมือกับปัญหาใหม่ไม่ได้ ดังนั้น การเปลี่ยนยุทธศาสตร์จึงหมายถึง การปรับเปลี่ยนนโยบายในตัวเอง
การปรับเปลี่ยนเช่นนี้ ยังสะท้อนถึงการปรับตัวทางความคิดของกลุ่มอำนาจ หรืออาจกล่าวโดยหลักการได้ว่า เมื่อกลุ่มผู้นำที่กุมอำนาจรัฐในขณะนั้น เกิดอาการ “ตกผลึก” ทางความคิดแล้ว พวกเขาจึงมีความพร้อมที่จะรื้อยุทธศาสตร์เดิม เพราะยุทธศาสตร์เดิมไม่ตอบสนองต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ว่าที่จริง ปรากฏการณ์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่เราอาจเห็นได้ทั่วโลก เพราะเมื่อรัฐต้องเผชิญกับภัยคุกคามใหม่แล้ว สภาวะที่เรียกว่า “strategic resilience” หรือ ”การปรับตัวทางยุทธศาสตร์” ของรัฐ จึงมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะคำตอบสุดท้าย การปรับตัวคือ “ความอยู่รอด”
รัฐที่ไม่ปรับตัวตามสภาวะแวดล้อมใหม่/ภัยคุกคามใหม่ ย่อมจะนำไปสู่ “การล่มสลาย” ของรัฐเดิม … คำตอบเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เราเห็นมาเสมอในประวัติศาสตร์ และรัฐไทยเองก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือจากกติกาข้อนี้แต่อย่างใด ยิ่งพิจารณาจากอดีต ยิ่งเห็นถึง “การปรับตัวทางยุทธศาสตร์” ของรัฐไทยที่ต้องเผชิญกับภัยชุดใหม่
แต่ดังที่กล่าวแล้ว … รัฐจะปรับตัวได้ ก็ต่อเมื่อเกิดการปรับเปลี่ยนความคิดของกลุ่มผู้กุมอำนาจรัฐ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนนโยบาย
สำหรับประเทศที่ประชาธิปไตยมีความเข้มแข็งแล้ว การปรับยุทธศาสตร์อาจทำผ่านกระบวนการทำนโยบายของรัฐ แต่ในประเทศที่การเมืองมีความไร้เสถียรภาพ หรือเป็นการเมืองในระบอบเผด็จการแล้ว การเปลี่ยนจึงมีนัยถึงการเปลี่ยนรัฐบาล เพราะผู้นำรัฐบาลเดิมอาจไม่ต้องการเปลี่ยนนโยบาย
แต่การเปลี่ยนรัฐบาลในบริบทของการเมืองไทยในยุคเช่นนั้น ทำได้ด้วยการ “รัฐประหาร” เท่านั้น เพราะผู้นำรัฐบาลเดิมไม่มีทางที่จะเปลี่ยนนโยบายด้วยความสมัครใจอย่างแน่นอน
พลวัตในกองทัพ
เรามักจะอธิบายปัญหารัฐประหารด้วยคำตอบพื้นฐานว่า ทหารมีความไม่พอใจรัฐบาลพลเรือน จึงตัดสินใจยึดอำนาจจากรัฐบาลเดิม แต่เราอาจจะละเลยประเด็นเรื่อง “ความคิดทางการเมืองของทหาร” ว่า ทำไมทหารจึงตัดสินใจทำรัฐประหาร
ดังที่กล่าวมาแล้วในตอนก่อนแล้วว่า ความขัดแย้งระหว่างผู้นำกองทัพกับผู้นำรัฐบาลพลเรือนนั้น เริ่มเกิดเป็นปัญหามาตั้งแต่การยึดอำนาจสิ้นสุดลงในค่ำวันที่ 6 ตุลาฯ แล้ว แม้ทุกอย่างจะดูเสมือนอยู่ในความควบคุมของฝ่ายที่ได้อำนาจรัฐ จนในที่สุด ผู้นำทหารอีกฝ่ายต้องตัดสินใจออกบวช … เหมือน “ยอมแพ้” แล้ว
ความขัดแย้งที่ไม่ลงตัวนำไปสู่รัฐประหารถึง 3 ครั้งในปี 2520 … เป็นรัฐประหารจริงๆ 2 ครั้ง (มีนาคมและตุลาคม) และรัฐประหารเงียบ 1 ครั้ง (มิถุนายน) ซึ่งอาจจะมีความขัดแย้งในหลายประเด็นทับซ้อนจากปัญหาที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แต่ความท้าทายที่สำคัญคือ ความผันผวนของสถานการณ์ความมั่นคงที่เห็นได้จากสงครามของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในชนบทไทย
ในบริบทเช่นนี้ ผู้นำทหารโดยเฉพาะนายทหารระดับกลางส่วนหนึ่ง ที่มองการเมืองด้วยสายตาที่แตกต่างไปจากผู้นำรัฐบาลพลเรือน พวกเขาเริ่มตระหนักว่า นโยบายแบบขวาจัด ที่มีทิศทางแบบขวาจัดมากขึ้นๆ นั้น อาจจะไม่ช่วยในการลดทอนสถานการณ์สงครามได้ แต่กลับเป็นปัจจัยกระตุ้นการขยายตัวของสงคราม ดังที่เห็นถึงการเดินทางของนิสิต นักศึกษาเข้ารวมกับพรรคคอมมิวนิสต์หลังการล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาฯ
การขับเคลื่อนนโยบายขวาจัด จึงกลายเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” ที่การมีรัฐบาลแบบนี้ ใช้นโยบายแบบนี้ จึงช่วยให้สงครามขยายตัวในชนบท ดังนั้น กลุ่มทหารที่เห็นตรงกันว่า จึงเชื่อว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว
ดังนั้น ชุดความคิดทางการเมืองของนายทหารระดับกลางและนายทหารระดับสูงบางส่วน จึงทำให้รัฐประหาร 20 ตุลาคม 2520 มีความต่างจากรัฐประหารก่อนหน้านี้ เพราะมีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งคือ การเปลี่ยนทิศทางนโยบายความมั่นคงไทย หรืออย่างน้อยก็หวังว่า จะลด “ความขวาจัด” ในนโยบายลง เพื่อลดทอนการขยายสงครามของพรรคคอมมิวนิสต์
นิรโทษกรรม!
การปรับนโยบายจึงเริ่มต้นด้วยการนิรโทษกรรมคดีรัฐประหาร 26 มีนาคม เพื่อส่งสัญญาณถึงการล้มนโยบายเดิม เพราะรัฐบาล 6 ตุลาฯ ไม่มีทางยอมให้เกิด และจนเมื่อกลุ่มอำนาจใหม่ตกผลึก และสามารถกระชับอำนาจได้จริงแล้ว การนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาคม จึงเกิดในอีกหลายเดือนถัดมา
สัญญาณชัด ! … นโยบายของรัฐบาลไทยเปลี่ยนแล้ว และจากนี้ไป การเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของรัฐไทยจะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน ดังเช่นที่เราจะได้เห็นในเวลาต่อมา โดยเฉพาะนโยบายต่างประเทศไทยใหม่ที่ยอมเปิดความสัมพันธ์กับรัฐเพื่อนบ้านที่เป็นสังคมนิยม และยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหารในสงคราม
วันนี้ เราต้องให้เครดิตกับนายกฯ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และกลุ่มทหาร “สายพิราบ” ที่กล้าหาญในการหันประเทศออกจาก “กับดักสงครามกลางเมือง” ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบาย “ขวาสุดโต่ง” อย่างไร้เดียงสา !
