bg-single

‘ตำนานของสองจอร์จ’ (A Tale of Two Georges) : ประวัติศาสตร์ย้อนแย้งของสหรัฐกับสหราชอาณาจักร

16.05.2026

คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ


พระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ที่ทรงกล่าวในรัฐสภาคองเกรสอเมริกันและในงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำในทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมานี้ เป็นประวัติศาสตร์ที่ผมตื่นตาตื่นใจยิ่ง

ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้ยินถ้อยแถลงที่กินใจ ยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตยเสรีของชนชั้นกระฎุมพีตะวันตก ที่แตกดอกออกช่อและใบไปทั่วพระราชดำรัสนั้น

เติมแต่งแต้มสีสันในหลายวรรคตอนของพระราชดำรัสนั้นให้เด่น และจุดประกายความคิดวิพากษ์กระทั่งวิจารณ์ประมุขของประเทศเจ้าภาพ คือสหรัฐอเมริกา ได้อย่างเหมาะเจาะและงดงามยิ่ง โดยไม่กระเทือนต่อความรู้สึกของผู้รับเลย

คงหาคนที่ทำหน้าที่และบทบาทของนักวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างตรงไปตรงมา ด้วยคำพูดที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความหมายนัยของมันได้เท่านี้อีกยากมาก

ทั้งนี้ เพราะผู้พูดสามารถยึดกุมประวัติศาสตร์สัมพันธภาพระหว่างอังกฤษ ตั้งแต่ยุคสมัยที่เป็นเมืองแม่เป็นเจ้าอธิราชเหนืออเมริกาที่เป็นแค่อาณานิคมอีกทวีปหนึ่งที่ไม่มีใครรู้จัก ที่มีประชากรที่เป็นนักโทษ คนไร้ที่ดินไร้อำนาจในอังกฤษหรือพวกพิวริตันที่เป็นพวกคริสเตียนหัวแข็ง ที่เดินทางออกจากศูนย์กลางเพื่อไปสร้างชีวิตใหม่ ซึ่งในที่สุดก่อรูปเป็นการปฏิวัติที่นำโดยจอร์จ วอชิงตัน ต่อพระเจ้าจอร์จที่ 3 ซึ่งเป็นพระอัยกาทวดของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

ผมคิดตามประสาว่า หากมิใช่ด้วยฐานันดรแห่งพระมหากษัตริย์ของราชอาณาจักรยิ่งใหญ่ ซึ่งดำรงรักษาฐานะแห่งความเป็นอิสราธิปไตยเหนือพสกนิกรในคอมมอนเวลธ์ แม้อำนาจทางการเมืองได้ถูกเปลี่ยนผ่านไปสู่ผู้แทนของราษฎรโดยสมบูรณ์แล้ว แต่ก็ยังรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยไว้ได้อย่างมีศักดิ์ศรีและความเคารพนับถือ ไม่ใช่ด้วยกำลังดิบๆ หากแต่ด้วยความเป็นเหตุเป็นผลและจารีตประเพณีที่เป็นจริงในการปฏิบัติ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 คงไม่สามารถแสดงสุนทรพจน์ที่มีเนื้อหาอันเป็นการเมืองที่วิพากษ์ต่อประมุขของรัฐบาลอเมริกันได้ต่อหน้าสาธารณชนได้แน่นอน

นั่นคือการเผชิญหน้ากันระหว่างสถาบันกษัตริย์ (ที่สืบทอดมาจากอดีต) ที่เป็นปัจจุบัน กับสถาบันประชาธิปไตยที่ยังเป็นปัจจุบันแต่กำลังลืมอดีต และเริ่มมีวิกฤตภายในอย่างน่าหวาดวิตกยิ่ง


ผมสรุปประเด็นใหญ่และรองที่ปรากฏในพระราชดำรัสนั้นออกมาดังนี้

ประการแรกที่เป็นปัญหาใจกลางที่ร่วมกันของสองประเทศ คือสหรัฐ และสหราชอาณาจักร ได้แก่ ปัญหาเรื่องการเป็นพันธมิตร (Alliance) และการเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันในการรักษาความมั่นคงและสร้างความเจริญก้าวหน้าทุกด้าน นับแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา

พระองค์ยังรื้อฟื้นอดีตตั้งแต่ “การเสด็จประพาสอเมริกาครั้งแรกของพระอัยกาคือพระเจ้าจอร์จที่ 6 ในปี 1939 ซึ่งเสด็จมาพร้อมกับพระราชมารดาคือพระราชินีเอลิซาเบธ ในเวลานั้นลัทธิฟาสซิสต์ได้ขยายไปทั่วยุโรปแล้ว ก่อนที่อเมริกาจะร่วมมือกับเราในการป้องกันรักษาเสรีภาพ คุณค่าร่วมกันของเราเหล่านั้นยังคงดำรงอยู่ วันนี้เราอยู่ในยุคสมัยใหม่แต่คุณค่าเหล่านั้นยังคงอยู่”

ทรงย้ำแต่ต้นว่า เรากำลังอยู่ในสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอนและแปรปรวนยิ่ง จากยุโรปถึงตะวันออกกลาง ทรงระบุถึงปัญหายูเครนด้วยว่าต้องการให้ช่วย

เรื่องพันธมิตรที่ยึดเหนี่ยวสองประเทศไว้คือองค์การนาโตและสหภาพยุโรป ปัญหาขณะนี้คืออเมริกากำลังต้องการถอนตัวและลดระดับสัมพันธภาพแห่งพันธมิตรทางประวัติศาสตร์นี้ลงไป

จนอาจถึงวันที่การแยกตัวอย่างถาวรอาจเกิดขึ้นได้ระหว่างอเมริกากับอังกฤษที่เป็นส่วนหนึ่งของยุโรป

“พันธมิตรของสองชาติของเราถูกสร้างขึ้นมากว่าศตวรรษเป็นสิ่งที่เฉพาะอย่างยิ่ง และเราขอบคุณอย่างลึกซึ้งต่อคนอเมริกัน และพันธมิตรนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ อธิบายว่าคือวิสัยทัศน์อันสูงส่งของเคนเนดี้ในหุ้นส่วนแอตแลนติกที่วางอยู่บนเสาหลักสองเสาคือยุโรปและอเมริกา พันธมิตรนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในวันนี้ยิ่งกว่าที่มันเคยเป็น”

ทรงกล่าวต่อไปว่า สถานการณ์ปัจจุบัน “เป็นยุคสมัยที่ในหลายด้านมีความผันผวนและอันตรายมากขึ้น มากกว่าโลกที่ซึ่งพระราชมารดาของข้าพเจ้าได้ทรงกล่าวถึงในห้องประชุมนี้ในปี 1991 ความท้าทายที่เราเผชิญใหญ่หลวงกว่าที่ชาติใดชาติหนึ่งจะรับไว้เพียงลำพัง แต่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่อาจคาดเดาได้

“พันธมิตรของเราไม่อาจดำรงอยู่บนความสำเร็จในอดีต หรือสมมุติว่าหลักการพื้นฐานของมันยังเพียงแค่รับได้ ดังที่ท่านนายกรัฐมนตรีของข้าพเจ้าได้กล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว
“หุ้นส่วนของเราเป็นสิ่งที่ไม่อาจขาดได้ เราจะต้องไม่ละเลยทุกอย่างที่ได้รองรับเราตลอดมาในแปดสิบปีที่ผ่านมา ตรงกันข้าม เราต้องสร้างมันอีก”


พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ยังทรงหาทางออกของการรื้อฟื้นความเป็นพันธมิตรขึ้นมาให้ด้วย

ทรงเน้นว่า “เรื่องราวของสหราชอาณาจักรและสหรัฐในใจกลางของมัน ได้แก่ เรื่องราวของความสมานฉันท์ (reconciliation) การเป็นหุ้นส่วนที่ต่ออายุใหม่และโดดเด่นอย่างยิ่ง จากความแตกแยกที่เจ็บปวดของ 250 ปีก่อนโน้น เราได้สร้างมิตรภาพที่ได้เติบใหญ่เป็นพันธมิตรที่มีผลลัพธ์สำคัญที่สุดอันหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษย์ ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนด้วยหัวใจทั้งหมดของข้าพเจ้าว่าพันธมิตรของเราจะสืบทอดการปกป้องคุณค่าร่วมกันของเรา ร่วมกับหุ้นส่วนของเราในยุโรปและคอมมอนเวลธ์และทั่วทั้งโลก เราไม่สนใจเสียงเรียกที่ให้เราหันหน้าเข้าหาตัวเองมากขึ้น”

ประเด็นที่สอง คือการยืนหยัดรักษาหลักการประชาธิปไตยเสรี เหนือความคาดหมายยิ่งเมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงอรรถาธิบายถึงหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สหรัฐใช้ตั้งแต่ในการปฏิวัติออกจากอาณานิคมอังกฤษ มาเป็นมหาชนรัฐ ทำไมประมุขแห่งระบอบฟิวดัลที่เคยเป็นคู่ปรปักษ์ต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายกับอาณานิคมอเมริกา ถึงสามารถขึ้นมาสอนหลักการประชาธิปไตยให้แก่รัฐสภาและประธานาธิบดีอเมริกันได้

คำตอบคือ เพราะพระองค์ทรงยึดกุมประวัติศาสตร์ที่เป็นจารีตประเพณีไว้ได้อย่างมั่นคง

เริ่มด้วยการเล่ากำเนิดของการปฏิวัติว่ามาจากบรรดาแกนนำที่เป็น “บิดาผู้สถาปนาประเทศ” เป็นกบฏผู้กล้าหาญและเปี่ยมด้วยจินตนาการที่มีอุดมการณ์ 250 ปีที่แล้ว (หรือที่เราพูดในสหราชอาณาจักรว่าเพียงอีกวันหนึ่ง…)

“พวกเขาประกาศเอกราช ด้วยการประสานพลังที่แตกแยกต่อสู้กันแล้วสร้างเป็นกำลังในความแตกต่าง”

“พวกเขาได้สามัคคีอาณานิคมสิบสามแห่งที่ไม่เหมือนกันในการให้กำเนิดชาติบนความคิดปฏิวัติของ ‘ชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข'”

“พวกเขานำเอามรดกอันยิ่งใหญ่ของปรัชญาแสงสว่างบริติช (British Enlightenment) และผลักดันไปข้างหน้า รวมทั้งคติทั้งหลายที่มีประวัติศาสตร์อันมีรากลึกในกฎหมายจารีตประเพณีและแมกนาคาร์ตาของอังกฤษ รากเหล่านี้หยั่งลึก และยังคงมีความสำคัญอยู่”

กล่าวสั้นๆ คือ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทำให้การปฏิวัติอเมริกาเป็นการสืบทอดมรดกอันสำคัญทางปรัชญาการเมืองแสงสว่างแบบอังกฤษ และการให้สิทธิการเมืองแก่ราษฎรในแมกนาคาร์ตา คำประกาศสิทธิในปี 1689 ไม่ใช่เป็นเพียงรากฐานของระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของเรา

แต่ยังเป็นแหล่งที่มาของหลักการในบทบัญญัติสิทธิของอเมริกาในปี 1791 (American Bill of Rights of 1791) แม้กระทั่งคำพิพากษาของศาลสูงสุดสหรัฐ นับแต่แรกมายังต้องอ้างอิงถึงแมกนาคาร์ตาอย่างน้อย 160 คดี


ประเด็นที่ผมว่าเป็นการตีขนดหางเลยคือการตอกย้ำว่า รวมไปถึงหลักการว่าอำนาจบริหารต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบและถ่วงดุล ก็มาจากอังกฤษ นี่คือเหตุผลว่าทำไมถึงมีแผ่นหินตั้งอยู่ข้างแม่น้ำเทมส์ตรงรันนี่มีด (Runnymede) อันเป็นบริเวณที่การลงนามในแมกนาคาร์ตากระทำในปี 1215

“แผ่นหินนี้บันทึกว่าพื้นที่ประวัติศาสตร์อันเก่าแก่นี้จำนวนหนึ่งเอเคอร์ถูกมอบให้แก่สหรัฐอเมริกาโดยประชาชนสหราชอาณาจักร เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อร่วมกันของเราในการสนับสนุนเสรีภาพ และรำลึกถึงประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้”

ทรงเน้นถึง “สปิริตของเสรีภาพและคำมั่นสัญญาของบิดาผู้สร้างชาติ” ว่าไม่ใช่เสียงหรือเพียงเจตจำนงของคนคนเดียว แต่โดยการพิจารณาของหลายคน ตัวแทนของหินโมเสกหลากสีที่ต้องรักษาและให้มันดำรงอยู่ต่อไป ซึ่งคนที่ฟังตระหนักได้ว่า นัยนี้พาดพิงถึงประธานาธิบดีทรัมป์กับการปฏิบัตินโยบายและคำสั่งที่เน้นอำนาจของคนคนเดียวตลอดเวลา
ประเด็นสุดท้าย คืออารมณ์ขันและการใช้ประโยชน์จากประวัติศาสตร์อย่างมีชั้นเชิง จากการอ้างนักเขียนใหญ่ ออสการ์ ไวลด์ ที่กล่าวว่า อังกฤษกับอเมริกามีประวัติศาสตร์ร่วมกัน

“เรามีทุกอย่างจริงๆ ที่ร่วมกันกับอเมริกาในทุกวันนี้ ยกเว้นแน่นอนภาษา! อีกอันคืออดีตร่วมกันอันแรก ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ คงเรียกว่า ‘ตำนานของสองจอร์จ’ กล่าวคือ ประธานาธิบดีคนแรก จอร์จ วอชิงตัน กับพระอัยกาทวดห้ารุ่นของข้าพเจ้า สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3”


ผมไม่อยากคิดว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงต้องการสอนอะไรแก่โดนัลด์ ทรัมป์

เมื่อพระองค์กล่าวในตอนท้ายว่า “ในช่วงเวลาห้าสิบปีก่อนโน้น ข้าพเจ้าได้ทรงปฏิบัติราชการในราชนาวีด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง โดยเจริญรอยตามพระราชบิดา คือสมเด็จพระเจ้าฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระอัยกาคือ พระเจ้าจอร์จที่ 6 พระปิตุลาผู้ใหญ่คือ ลอร์ดเมานต์แบ็ตเทน พระอัยกาทวดคือ พระเจ้าจอร์จที่ 5”

เพราะทรัมป์ไม่เคยรับราชการทหารอะไรเลย แม้ต้องถูกเกณฑ์ทหารไปในสงครามเวียดนาม เขาก็ใช้อิทธิพลหนีออกมาได้ จนทุกวันนี้กลายมาเป็นจอมทัพของกองทหารสหรัฐ
ปิดท้ายด้วยการอ้างคำพูดของประธานาธิบดีลินคอล์นในสุนทรพจน์เก็ตตี้สเบิร์ก ว่าโลกอาจให้ข้อสังเกตเล็กน้อยในสิ่งที่เราพูด แต่จะไม่ลืมในสิ่งที่เราทำ

และ “แด่…สหรัฐอเมริกาในวาระของวันเกิดครบ 250 ปี ขอให้ประเทศเราทั้งสองอุทิศตัวเราอีกครั้งในการรับใช้ประชาชนของเรา และของประชาชนทั้งหมดของโลกอย่างไม่คิดถึงตัวเอง”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport
Sexercise การออกกำลังกายชั้นยอด
วิวัฒนาการที่กำกับได้ (2) : การกำกับวิวัฒนาการในหลอดทดลอง