บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
ข่าวดีจากโตเกียว
นายเจริญ กนกรัตน์ เดินทางจากกรุงโตเกียวกลับกวางโจวพร้อมข่าวดีแจ้งให้นายปรีดี พนมยงค์ ทราบว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม ตอบรับ “ข้อความบางเรื่อง” แล้ว นายปรีดี พนมยงค์ จึงดำริว่าน่าจะใช้ประเทศใดประเทศหนึ่งในแถบตะวันออกกลางเป็นสถานที่นัดพบ สาเหตุที่ไม่พบกันที่จีนก็เพื่อความมั่นใจในการรักษาความลับ โดยขอใช้เวลาในการกำหนดประเทศเป้าหมายและรายละเอียดในการเดินทาง ครั้นเมื่อสามารถกำหนดประเทศเป้าหมายได้แล้ว จึงให้นายเจริญ กนกรัตน์ เดินทางไปยังกรุงโตเกียวอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ พ.ศ.2506 เพื่อแจ้งให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม ทราบ
เมื่อนายเจริญ กนกรัตน์ ได้แจ้งข่าวล่าสุดจากกวางโจวให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม ทราบ ก็ได้รับคำตอบตกลงทันที โดยขอเวลาเตรียมตัวเดินทาง 1 เดือน แต่ก็ต้องใช้เวลาจริงประมาณถึง 2-3 เดือนทุกอย่างจึงเรียบร้อย โดยนายเจริญ กนกรัตน์ ยังคงพักอยู่ที่กรุงโตเกียวและไปมาหาสู่กับ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ตลอดเวลา
ทั้งหมดนี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการประสานงานระหว่างอดีต 2 ผู้นำไทยที่ลี้ภัยอยู่กันคนละประเทศ แต่เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นยังคงอยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา การรักษาความลับจึงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งต่างให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นที่สุด
ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อประสานงานต่อไป จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้สอบถามนายเจริญ กนกรัตน์ ว่า มีวิธีการติดต่อพิเศษเพื่อให้มั่นใจในการปกปิดความลับหรือไม่ นายเจริญ กนกรัตน์ ได้แจ้งให้ทราบว่าจะใช้วิธีติดต่อผ่านบุตรชายหญิงของนายสังข์ พัธโนทัย ที่อยู่ภายใต้การอารักขาของนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล โดยวรรณไวใช้นามรหัส “ฉางไหว” และนวลนภา “ฉางเหยียน” ส่วนนายเจริญ กนกรัตน์ “มิสเตอร์เหลียง” จอมพล ป.พิบูลสงคราม พอใจแล้วกำหนดนามรหัสแทนตนเองว่า “วาตานาเบ้” และ “โปรเฟสเซอร์หลิน” แทนนายปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังแจ้งต่อนายเจริญ กนกรัตน์ ด้วยว่าอาจจะส่งโทรเลขตรงถึงนายปรีดี พนมยงค์ อีกทางหนึ่งด้วย และหลังจากที่นายเจริญ กนกรัตน์ เดินทางกลับถึงกวางโจวประมาณ 1 สัปดาห์ นายปรีดี พนมยงค์ ก็ได้รับโทรเลขจากกรุงโตเกียวมีข้อความว่า “ไม่ขัดข้องตามราคาที่เสนอมา” ลงชื่อ “วาตานาเบ้”
ระหว่างที่นายปรีดี พนมยงค์ อยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อเดินทางไปยังประเทศที่สาม อันเป็นจุดนัดพบในตะวันออกกลาง นายเจริญ กนกรัตน์ ได้รับคำสั่งให้เดินทางกลับไปยังกรุงโตเกียวอีกครั้งหนึ่งเพื่อช่วยจัดการการเดินทางของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งอาจเกิดปัญหาจากรัฐบาลญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ครั้นเมื่อนายปรีดี พนมยงค์ สามารถประสานงานกับประเทศที่เป็นจุดนัดพบเรียบร้อยแล้ว จึงประสานงานไปยังนายเจริญ กนกรัตน์ ผ่านวรรณไวและนวลนภา บุตรชายหญิงของนายสังข์ พัธโนทัย ที่กรุงปักกิ่ง ทางโทรศัพท์ทางไกลโดยใช้นามรหัสตามที่ตกลงกันไว้
พฤศจิกายน 2506 นายเจริญ กนกรัตน์ ซึ่งยังคงอยู่ที่กรุงโตเกียวก็ได้รับข่าวร้ายจากกรุงเทพฯ ว่ามารดาถึงแก่กรรม แต่เนื่องจากความสำคัญของภารกิจลับที่กำลังดำเนินการอยู่รวมทั้งไม่ไว้วางใจสถานการณ์การเมืองในเมืองไทยซึ่งยังอยู่ภายใต้รัฐบาลคณะปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายเจริญ กนกรัตน์ จึงตัดใจไม่เดินทางกลับประเทศไทย ทำได้เพียงจัดหาธูปเทียนจากญี่ปุ่นกล่าวอธิษฐานถึงพระคุณแม่แล้วส่งกลับไปร่วมพิธีในเมืองไทย
เดือนถัดมา นายเจริญ กนกรัตน์ ก็ได้รับข่าวการเสียชีวิตจากกรุงเทพฯ อีกเป็นคำรบที่ 2 คราวนี้เป็นจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2506
การจากไปของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้ปรากฏข่าวในประเทศไทยว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม อาจจะกลับไทยแล้วหวนคืนสู่อำนาจอีกครั้ง เจริญ กนกรัตน์ บันทึกว่า พอมีข่าวเรื่องจอมพล ป.พิบูลสงคราม จะกลับไทยเท่านั้น ทางกรมตำรวจก็รีบปล่อยข่าวในลักษณะตีปลาหน้าไซว่า “ล้างห้องขังรอไว้แล้ว” โดยท่าทีและนโยบายของรัฐบาลใหม่จะเป็นเช่นนี้ต่อไป เนื่องจากจอมพลถนอม กิตติขจร ผู้สืบทอดอำนาจก็ยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายอนุรักษนิยมและสหรัฐอเมริกา จึงนำประเทศเดินหน้าต่อไปตามแนวทางเดิมที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กำหนดไว้ นายเจริญ กนกรัตน์ ยังคงอยู่ที่ญี่ปุ่นต่อไปจนล่วงเข้าเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2507 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็บอกให้นายเจริญ กนกรัตน์ ทราบว่า ได้ส่งโทรเลขไปอวยพรวันเกิด “โปรเฟสเซอร์หลิน” แล้วเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
นาทีที่ 2 สหายผู้เฒ่า “ปรีดี-แปลก” จะได้พบกันใกล้ความเป็นจริงเข้ามาทุกขณะ ขณะนั้นจอมพล ป.พิบูลสงคราม อายุ 67 ปี ขณะที่นายปรีดี พนมยงค์ อายุ 64 ปี
มิตรภาพอันยาวนานของทั้งสองเริ่มขึ้นตั้งแต่ครั้งวัยหนุ่มที่กรุงปารีสเมื่อ พ.ศ.2469 แต่สายลมแห่งโชคชะตาที่ทำให้ต้องพลัดพรากจากกันหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 และก็เป็นสายลมแห่งโชคชะตานี่เองที่กำลังจะพัดหวนให้ได้พบกันอีก ณ “ประเทศแห่งหนึ่งในแถบตะวันออกกลาง” เพื่อหารือการปฏิบัติการสำคัญบางอย่างตามที่นายปรีดี พนมยงค์ ให้นายเจริญ กนกรัตน์ แจ้ง “ข้อความบางเรื่อง” และจอมพล ป.พิบูลสงคราม โทรเลขตอบรับว่า “ไม่ขัดข้องตามราคาที่เสนอมา”
สายลมไม่พัดหวน
วันที่ 11 มิถุนายน 2507 เวลา 20.00 น. นายเจริญ กนกรัตน์ ซึ่งยังอยู่ที่กรุงโตเกียวรอร่วมเดินทางกับจอมพล ป.พิบูลสงคราม “วาตานาเบ้” ไปประเทศในตะวันออกกลางเพื่อพบกับนายปรีดี พนมยงค์ “โปรเฟสเซอร์หลิน” ก็ได้รับโทรศัพท์จากท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม ไม่สบายมาก ขอให้ไปที่บ้านด่วน ระหว่างทาง นายเจริญ กนกรัตน์ มิได้คาดคิดว่าจอมพล ป.พิบูลสงคราม จะเจ็บป่วยอะไรมาก เพราะยังรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันโดยไม่มีวี่แววแห่งความเจ็บไข้ได้ป่วยอันใดแม้แต่น้อย แต่เมื่อเดินทางไปถึงบ้านพักชานกรุงโตเกียว จึงทราบว่าตอนที่ท่านผู้หญิงโทรศัพท์ไปหานั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้สิ้นลมแล้ว นายเจริญ กนกรัตน์ รีบแจ้งข่าวร้ายนี้ให้นายปรีดี พนมยงค์ ที่กวางโจวทราบ หลังจากซักถามสาเหตุการเสียชีวิตครู่หนึ่ง นายปรีดี พนมยงค์ ก็ได้รำพึงกับนายเจริญ กนกรัตน์ ว่า “โธ่ เพิ่งส่งโทรเลขอวยพรวันเกิดผมมาหยกๆ ไม่น่าเลย”
นายเจริญ กนกรัตน์ บันทึกข้อสังเกตความรู้สึกของนายปรีดี พนมยงค์ ในเวลานั้นว่า “การสิ้นชีวิตของท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม นี้ ท่านอาจารย์ยังมีความข้องใจอยู่” รวมทั้งท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม เองก็ดูจะไม่สนิทใจนัก นายเจริญ กนกรัตน์ ยังอ้างด้วยว่าในการสนทนากับท่านผู้หญิงภายหลังเมื่อพบกันที่กรุงเทพฯ ท่านผู้หญิงปรารภว่า “อย่าไปพูดถึงมันดีกว่า ไหนๆ คนก็ได้ตายไปแล้ว พูดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น”
แต่สำหรับเจริญแล้วเขายอมรับว่ายังคงข้องใจต่อการจากไปอย่างกะทันหันของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในครั้งนั้นเป็นอย่างมาก
ถ้า…
ใน “อำนาจ 2” รุ่งมณี เมฆโสภณ ให้ความสำคัญต่อปริศนา “ข้อความบางเรื่อง” และ “ประเทศแห่งหนึ่งในแถบตะวันออกกลาง” ว่า “แม้เจริญจะเขียนบันทึกเปิดเผยถึงภารกิจเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายข้ามชาติในการประสานงานให้แก่ 2 อดีตผู้นำไทยไว้ แต่ถึงกระนั้นยังมีข้อมูลอีกบางประการที่เจริญยังสงวนไว้เป็นความลับติดตัวไปจนสิ้นชีวิต เช่น ไม่เปิดเผยถึง ‘ข้อความบางเรื่อง’ ที่ปรีดีฝากให้เขาไปบอกจอมพล ป. รวมถึงประเทศที่เป็นจุดนัดหมายของการพบกันของทั้งคู่ โดยบอกเพียงกว้างๆ ว่าเป็นประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง
จากภารกิจลับของเจริญ กนกรัตน์ นี้ก่อให้เกิดจินตนาการแก่นักประวัติศาสตร์และผู้ที่สนใจการเมืองที่มีโอกาสรับรู้เรื่องนี้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากจอมพล ป.และปรีดีมีโอกาสได้พบและจับเข่าคุยกันหลังจากที่ไม่ได้พูดคุยกันฉันเพื่อนเก่ามานานเกือบ 20 ปี ตั้งแต่หลังสงครามมหาเอเชียบูรพา ความผูกพันกันทางอุดมการณ์ครั้งยังอยู่ในวัยหนุ่มจะแปรผันเป็นพลังเพื่อบ้านเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน เพราะเวลานั้นทั้งคู่อายุก็เลย 60 กันแล้ว โดยเฉพาะถ้าหากจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรมโดยที่จอมพล ป.ไม่ถึงแก่อสัญกรรมตามไปในเวลาไม่นานหลังจากนั้น การเมืองไทยจะพลิกผันไปทางไหน”
นายปรีดี พนมยงค์ ยังคงพักอาศัยอยู่ที่เมืองกวางโจวต่อไปจนกระทั่งผ่านไป 6 ปีเมื่ออายุได้ 70 ปีจึงได้ย้ายไปพำนักอยู่ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส และถึงแก่อสัญกรรมโดยสงบเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2526 หลังจอมพล ป.พิบูลสงคราม 19 ปี
รุ่งมณี เมฆโสภณ สรุปปิดท้าย “อำนาจ 2” ว่า “เป็นอันว่าความพยายามของ 2 อดีตผู้ก่อตั้งคณะราษฎรที่จะร่วมกันแก้ไขสิ่งที่คณะราษฎร ‘ตั้งต้นทำไว้อย่างบกพร่อง’ เมื่อปี 2475 (คำกล่าวของนายปรีดี พนมยงค์ – บัญชร) ไม่อาจสำเร็จได้ตราบจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต”
