
เหตุใดการตายของ สืบ นาคะเสถียร จึงมีความยิ่งใหญ่ สร้างความสะเทือนใจและส่งผลสะเทือนเป็นอย่างสูงในทางความคิดและในทางการเมือง
แม้ผู้คนจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับ “วิธีการ” และ”การตัดสินใจ”ของ สืบ นาคะเสถียร
คำตอบอยู่ที่ความสุกงอมในทาง “ความคิด”สืบ นาคะเสถียร มิได้กระทำอย่างชั่ววูบ ตรงกันข้าม ผ่านการขบคิด ไตร่ตรอง มาแล้ว และเห็นว่าการเสียสละของตนจะกระตุกตุ้นสำนึกในทางสังคม
นั่นก็ดำเนินไปในเส้นทางเดียวกันกับการตัดสินใจของ นวมทอง ไพรวัลย์
สืบ นาคะเสถียร อาจมีรากฐานมาจากสถานการณ์ในเรื่องป่าเขาและชีวิตของพืชและสัตว์ ขณะที่ นวมทอง ไพรวัลย์ มีรากฐานมาจากการไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร
1 เป็นเรื่องเนื่องแต่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 1 เป็นเรื่องเนื่องแต่การเมืองอันเป็นสิ่งที่เรียกว่า “วงจรอุบาทว์” แต่ทั้ง 2 กรณี ก็เป็นปัญหาอันดำรงอยู่และควรมีการแก้ไข
วิธีการที่ใช้เป็นวิธีการที่”สุดโต่ง”แน่นอน
ทุกกระบวนการอันก่อผลสะเทือนและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงล้วนมีรากฐานแห่งการแสดงออกซึ่งถูกมองว่าอสุดโต่ง”ทั้งสิ้น ไม่ว่าในอดีตหรือในปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเป็นความคิดในแบบของ “รศ.130” ไม่ว่าจะเป็นความคิดในแบบที่เห็นใน “เดือนมิถุนายน 2475”
แม้กระทั่งที่เป็น “ชนวน”ให้กับเมื่อเดือนตุลาคม 2516
คนเหล่านี้ล้วนถูกหัวเราะเยาะเย้ย หยามหยัน เป็นพวกต่อต้านสังคม เป็นพวกอยู่ไม่เป็น เป็นพวกแกว่งเท้าหาเสี้ยน เป็นพวกไร้เดียงสา อ่อนหัด
การกระทำของพวกเขาจึงเหมือนกับเป็น “อิฐก้อนแรก” เป็นเหยื่อในท่ามกลางความไม่เข้าใจของคนในสังคมที่อยู่กันอย่างมี ความสุข
น่าแปลกที่คนประเภท “สุดโต่ง”ก็มีปรากฏให้เห็นอย่างไม่ขาดสาย คนแล้วคนเล่า
การศึกษาอดีต การศึกษาประวัติศาสตร์ จึงมีความหมายตรงที่ให้ เกิดความเข้าใจในกระบวนการแห่งการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง
หากไม่มีการเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลงก็ไม่มี
ไม่ว่าในเรื่องในพรมแดนทาง “ความคิด” ไม่ว่าในเรื่องในพรมแดงทาง “การเมือง” บุคคลที่ได้รับยกย่องในเวลาต่อมาว่าเป็นผู้บุกเบิกริเริ่มมักถูกมองว่า”สุดโต่ง”มาก่อนเสมอ
การยินยอม “เสียสละ”แม้กระทั่ง “ชีวิต”ของตนนั่นแหละทำให้การตายทรงความหมายและมีบทบาทตามมา
