หกตุลา กึ่งศตวรรษ ยังหาทางกลับไม่ถึงบ้านหรือ
คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
- อ่าน เศรษฐกิจการเมืองของระบบทุน ภายใต้ระบอบสฤษดิ์
- อ่าน การเมืองไทยในระบอบสฤษดิ์
- อ่าน การเมืองไทยภายใต้ ‘ระบอบ’ ต่างๆ
- อ่าน ‘ผีใช้ได้ค่ะ’ การเมืองไทยในทฤษฎี ‘ผีนิยม’
- อ่านบทความทั้งหมดของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คลิกที่นี่
“6 ตุลาคม 2569 เป็นวันครบกึ่งศตวรรษของเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาในธรรมศาสตร์ที่ยังหาทางกลับบ้านไม่ได้ มันยังเดินเวียนวนแล้วหยุดแล้วหาช่องที่จะเดินต่อ เหมือนคนหลงทางหรือคนที่เดินท่ามกลางความมืด แม้เหตุการณ์ได้ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน แต่ความรับรู้จนถึงความทรงจำของกรณี 6 ตุลาก็ยังไม่อาจทำให้เป็นเรื่องจริงที่พูดได้อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ในลักษณะที่สังคมรับได้และหาทางทำให้เกิดการรับบทเรียนจากเหตุการณ์โหดร้ายนั้นได้ นั่นคือการทำให้ 6 ตุลาสามารถกลับถึงบ้านได้ในที่สุด”
วรรคข้างต้นนั้นเป็นท่อนนำของบทความ “หกตุลากึ่งศตวรรษ ยังหาทางกลับไม่ถึงบ้าน” ที่ผมเขียนให้หนังสือที่ระลึกในวาระกึ่งศตวรรษ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ชื่อ “50 ปี 6 ตุลา มรดกของ 6 ตุลา” จัดพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประเด็นที่ผมเขียนเป็นการวิสาสะเรื่องความเข้าใจต่อฐานะและความหมายของเหตุการณ์ 6 ตุลา ซึ่งมาจากปาฐกถาพิเศษโดยศาสตราจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ในหัวข้อ “ทำไมสังคมไทยไม่เรียนรู้อะไรเลยจาก 6 ตุลา?” ซึ่งมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องทำให้เราไม่เรียนรู้อะไรเลยเกี่ยวกับ 6 ตุลา 3 ประการ คือ
หนึ่ง “ความเงียบของประวัติศาสตร์เนื่องมาจากความอิหลักอิเหลื่อของความทรงจำต่อ 6 ตุลา”
สอง เงื่อนไขทางปัญญาที่ตีกรอบกำหนดว่าอะไรเป็นบทเรียน อะไรไม่ได้เป็นบทเรียน
สาม “ความอ่อนแอของวัฒนธรรมทางปัญญาของสังคมไทย”
ประการแรก เรื่องความทรงจำนั้น ผมเสนอว่าต้องเป็นของสังคม ไม่ใช่ความทรงจำของคนแต่ละคน ไม่ใช่เพียงแค่ของใครคนใดคนหนึ่งต่อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นคนของรัฐหรือประชาชน
เมื่อพูดถึงความทรงจำใน 6 ตุลานั้นย่อมหมายถึงความทรงจำของสังคมต่อ 6 ตุลา เมื่อจำแนกความทรงจำได้แล้ว การทำความเข้าใจในปัญหานี้จะชัดเจนขึ้น
เริ่มด้วยการวิเคราะห์ว่าความทรงจำทางสังคมเกิดขึ้นในยุคสมัยของรัฐสมัยใหม่ที่เป็นตัวสร้างองค์ประกอบของสังคมขึ้นมา
ที่สำคัญ ผ่านกลไกของสื่อมวลชนสมัยใหม่ เช่น ระบบการพิมพ์ การมีหนังสือพิมพ์และหนังสือเล่มที่จำหน่ายจ่ายแจกทั่วประเทศ
ความเงียบของประวัติ 6 ตุลา แน่นอน เกิดจากรัฐบาลหรือผู้นำทางอำนาจในชนชั้นปกครองทั้งหลาย
อันนี้ก็ไม่ผิดแต่ยังไม่รอบด้าน
มีปัจจัยและความเป็นมาที่ซับซ้อนในการที่รัฐ (บาล) จะพูดในเรื่องอะไรและไม่พูดในเรื่องอะไรได้
เงื่อนไขแรก เพราะขัดกับจารีตประวัติศาสตร์ชาติของแต่ละประเทศ
การที่ประวัติศาสตร์ชาติมีความสำคัญและทรงอิทธิพลในแทบทุกประเทศ เพราะกำเนิดและการก่อรูปของรัฐชาติสมัยใหม่อันเป็นรูปแบบที่ใช้และยอมรับกันทั่วไปนั้นแตกต่างจากของรัฐจารีตเดิม ที่สำคัญ ผูกติดกับอุดมการณ์และเรื่องเล่าที่มากับการเกิดประเทศของตน ไม่ว่าจะมาจากการปฏิวัติหรือการปฏิรูป การรักษาความมั่นคงและสืบเนื่องของชาติใหม่จึงต้องอาศัยความเชื่อในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ถูกสร้างมา คือมีความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ประชาชนกับรัฐบาลและผู้ปกครองไม่ขัดแย้งแตกแยกกัน เป็นต้น
กล่าวโดยทั่วไป ชาติและรัฐใหม่ไม่อาจมีความทรงจำได้มากนัก โดยเฉพาะรัฐใหม่ที่เกิดมาจากอาณาจักรเก่าที่เป็นจารีตและผู้นำศักดิ์สิทธิ์ รัฐชาติใหม่แม้ไม่ต้องการสืบทอดและรับมรดกที่พวกตนไม่ต้องการ แต่ก็ไม่อาจสลัดทิ้งไปได้หมด มีบางสิ่งบางอย่างที่ยังอาจนำมาเป็นประโยชน์ต่อผู้นำรัฐใหม่ได้
สิ่งที่พวกนั้นทำคือการลืมบางเรื่องเพื่อจะจำในเรื่องที่ต้องการ
เราคงไม่สังเกตว่านี่คือลักษณะสำคัญที่ครอบงำอยู่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยมายาวนาน กระทั่งการอุบัติขึ้นของเหตุการณ์ 6 ตุลาที่ทำให้ลักษณะครองอำนาจนำนี้สั่นสะเทือนลงไป แม้มีการค้นพบว่าการสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทยที่เริ่มจากยุคกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา มีการชำระตัดทอนและเรียบเรียงใหม่ในเรื่องราวเหตุการณ์ตัวละครที่ไม่ตอบรับต่อการสร้างความทรงจำใหม่นี้ออกไปจากตำราและกิจกรรมทางสังคมการเมือง
นั่นคือที่มาของ “ความเงียบ” ที่มีอยู่อย่างเงียบๆ ในประวัติศาสตร์ชาติไทยมานาน
จนทำให้เหตุการณ์และผู้คนในพื้นที่บางแห่งที่ไม่ถูกพูดถึงนานไปก็คิดว่าเรื่องพวกนั้นคงหลงลืมไปหมดแล้ว เหมือนกับว่าไม่เคยมีมาก่อน
ถามว่า แล้วประเทศอื่นมีปัญหาเรื่องความเงียบในประวัติศาสตร์ชาติไหม
ผมตอบได้เลยว่ามีอยู่ในทุกชาติ ไม่ว่ายุโรปหรือสหรัฐอเมริกา
ปัญหาเรื่องความจำกับความหลงลืมที่มีบทบาทในการสร้างชาติใหม่นั้น เออร์เนสต์ เรอน็อง (Ernest Renan) นักปรัชญาฝรั่งเศส เขียนเรื่อง Qu’est-ce qu’une nation? (1882)
“แก่นแท้ของความเป็นชาติ ก็คือการที่ปัจเจกบุคคลทั้งหลายมีสิ่งต่างๆ ร่วมกันมากมาย และในขณะเดียวกันก็ต้องลืมสิ่งต่างๆ ไปมากมายเช่นกัน… พลเมืองฝรั่งเศสทุกคนจำเป็นต้องลืมเหตุการณ์สังหารหมู่วันนักบุญบาร์โธโลมิว และการสังหารหมู่ในแคว้นตอนใต้เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 13”
เรอน็องมองว่า ชาติคือการมีความทรงจำร่วมกันบางอย่าง และการลืมร่วมกันบางอย่าง
การลืมบาดแผลทางประวัติศาสตร์ เช่น สงครามกลางเมืองหรือการสังหารหมู่ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้พลเมืองรู้สึกเป็นหนึ่งเดียว
ดังนั้น “ชาติ” จึงไม่ใช่เพียงการสะสมความทรงจำ แต่คือการเลือกจำและเลือกที่จะลืม เพื่อสร้างเอกภาพทางการเมืองและอัตลักษณ์ร่วมของชุมชนทางการเมือง
ประการที่สอง ธงชัยกล่าวว่า บทเรียนที่เราเรียนรู้ได้ก็ถูกกำหนดให้อยู่ในกรอบของประวัติศาสตร์ชาติว่าอะไรที่รู้ได้ อะไรที่ห้าม
เบน แอนเดอร์สัน อธิบายว่า รัฐชาติเกิดใหม่ล้วนจินตนาการถึงความเป็นภราดรภาพหรือเอกภาพในรัฐต่างๆ เหล่านี้ราวกับเกิดขึ้นอย่างเป็น “ธรรมชาติ” ทั้งๆ ที่ในหลายสังคมนั้นได้เกิดการแตกร้าวจากความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์กันบนเชื้อชาติและชนชั้นอันรุนแรงมาก่อนทั้งนั้น
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ลัทธิชาตินิยมในยุคแรกนั้นเป็นภาพตัวแทนของรูปแบบจิตสำนึกแบบใหม่ คือสำนึกที่เกิดขึ้นเมื่อคนไม่สามารถมีประสบการณ์ของชาติที่เป็นของใหม่อันเกิดมาจากยอดรวมของความแตกร้าวนั้นได้ นั่นคือการทำให้ต้องลืมความแตกร้าวนั้นลงไปเสีย
ในกรณีประวัติศาสตร์ไทย เราเห็นการสร้างความทรงจำที่ทดแทนความแตกแยกภายในด้วยการทำให้สงครามกับพม่าเป็นสุดยอดของความแตกร้าวในความทรงจำของคนไทย ศัตรูคือคนอื่น ไม่ใช่เราคนไทยด้วยกันเอง
ประการที่สาม ในปาฐกถาของธงชัยคือ ความอ่อนแอของวัฒนธรรมทางปัญญาของสังคมไทย
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และมีขอบเขตกว้างขวางและลึกลงไปในหลายปริมณฑล
ในความเข้าใจธรรมดาของผม วัฒนธรรมทางปัญญาของสังคม หมายถึงกระบวนการคิดและการนำไปปฏิบัติที่กลายเป็นของคนส่วนใหญ่ในสังคมไป
วัฒนธรรมในที่นี้ให้ความสำคัญแก่ความเติบโตและงอกเงยของความคิดทั้งพุทธิปัญญา และการทำมาหากิน รวมทั้งความบันเทิงเริงรมย์
ที่สำคัญคือ ไม่ใช่วัฒนธรรมของชนชั้นสูงหรือผู้มีอำนาจเบื้องบนแต่ถ่ายเดียวดังในสังคมก่อนสมัยใหม่
ลักษณะสมัยใหม่ประการหนึ่งของชาติคือ การที่มันทำให้สมาชิกทั้งมวลจินตนาการถึงคนอื่นๆ ในชุมชนแห่งชาตินี้ร่วมกันได้
ในทำนองเดียวกัน วัฒนธรรมทางปัญญาก็ก่อรูปและเติบใหญ่ในรัฐชาตินี้ในลักษณะที่เป็นเส้นขนานคู่กันไปหลายเส้นได้เช่นกัน ระหว่างวัฒนธรรมทางการ (ของรัฐและราชการ) กับของประชาชนหรือประชาสังคม
เพียงแต่ว่าเส้นขนานนี้จะสมานกันและร่วมมือกัน หรือขัดแย้งและไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องใช้กำลังกำจัดอีกฝ่ายหนึ่งลงไป ขึ้นกับสภาพการณ์หรือบริบทขณะนั้น
ที่สำคัญคือ โครงสร้างอำนาจและการปกครองว่าเป็นแบบอำนาจนิยม เผด็จการพ่อขุนหรือทุนนิยมราชูปถัมภ์ ซึ่งจะมีผลต่อการสร้างความทรงจำที่เป็นของคนข้างล่างหรือคนชายขอบได้มากน้อยเพียงไร วัฒนธรรมทางปัญญาของสังคมจะถูกกีดกันและบั่นทอนกระทั่งทำลายลงได้โดยอำนาจรัฐเผด็จการ
ในลักษณาการนี้ สถาบันที่ทำหน้าที่ทางภูมิปัญญามากที่สุดคือมหาวิทยาลัย ก็จะตกเป็นจำเลยของการที่ไม่สามารถเป็นแกนนำในการสร้างภูมิปัญญาที่รองรับความเป็นจริงของสังคม เช่น กรณี 6 ตุลา เป็นต้น
บทวิพากษ์ของธงชัยในประเด็นวัฒนธรรมทางปัญญานี้ ที่หนักหน่วงคือ “การขาดความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับอุปสรรคหรือขีดจำกัดของความรู้ที่มีอยู่” ของมหาวิทยาลัยไทย จะด้วยข้อจำกัดทางการเงินหรือทางการเมือง (ราชการ) ที่ทำให้ต้องรักษาความอยู่รอดของสถาบันก่อน
ในปัญหานี้ผมนำประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยที่คิดว่าน่าจะเป็นบทเรียนหรือกรณีศึกษาได้ มาแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เรียกว่า “ความกล้าหาญทางจริยธรรม” ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากแต่มันเกิดท่ามกลางการปฏิบัติทางสังคมและการเมืองของคนกลุ่มต่างๆ ในขณะนั้น
กล่าวคือ เมื่อสภาพการณ์สังคมและการเมืองเคลื่อนเข้าใกล้ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ความเคลื่อนไหวแบบใหม่ก็ค่อยปรากฏขึ้นมา นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “คลื่นลูกใหม่” ซึ่งไม่ได้มาแต่นักศึกษา หากอาจารย์และนักวิชาการทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยก็มีส่วนร่วมในการสร้างบรรยากาศอันใหม่นี้ด้วยกัน
มองให้ไกลกลับไปในประวัติความเป็นมาของสถาบันอุดมศึกษาไทย มรดกตกทอดของระบบอุดมศึกษาไทยไม่ได้รับทอดต่อเนื่องกันมาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และอย่างมีปัญญาตามความมุ่งหมายสากล
ผู้นำสยามนับแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รับรูปแบบและวิธีการของการศึกษาแบบใหม่มาจากตะวันตก
การจัดการศึกษาระดับมูลและประถมพอทำได้ ไม่มีปัญหาให้ต้องวิตกวิจารณ์อะไรกันมาก
แต่พอมาถึงระดับอุดมศึกษา ซึ่งเป็นการต่อยอดและเป็นภาพรวมของระบบการศึกษาทั้งหมด ตรงนี้เองที่ปัญหาของระบบการศึกษาแบบใหม่ในสังคมสยามก่อรูปขึ้น ท่ามกลางสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่าน จากสังคมประเพณีและเกษตรกรรม มาสู่สังคมที่เริ่มมีกฎระเบียบตามเหตุผล มีการค้าและอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่สังคมสมัยใหม่แบบอุตสาหกรรมที่สถาบันเอกชนมีพลังในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจมากขึ้น
อุดมศึกษาเข้ามารับหน้าที่ในการสร้างและพัฒนาการศึกษาระดับสูงให้ก้าวรุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง
จุดที่เป็นปัญหาและความท้าทายของสถาบันอุดมศึกษาไทย
คือการที่มันถูกสร้าง วาดภาพ และจินตนาการขึ้นมาบนความว่างเปล่าของสถาบันสังคมต่างๆ ที่รองรับและค้ำจุนมัน นอกจากระบบราชการที่ก็เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาช่วงสมัยของการปฏิรูปการปกครองของรัชกาลที่ 5 เพียงแห่งเดียวเท่านั้น
กําเนิดและพัฒนาการของอุดมศึกษาไทยจึงเป็นประวัติของระบบการศึกษาที่มีความขัดแย้งทั้งภายในตัวเองและกับภายนอกมาโดยตลอด
ภายใน คือปัญหาบุคลากรทั้งอาจารย์และนักศึกษา
ภายนอก คือปัญหากับรัฐบาลและโลกสมัยใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงและส่งผลสะเทือนด้านต่างๆ มายังประเทศสยามและสังคมไทยตลอดเวลา
รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมองและใช้สถาบันอุดมศึกษาสำหรับการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง ราวกับเป็นของวิเศษ
อุดมศึกษากลายเป็นความฝันและความหวังของผู้นำการเมืองและรัฐไทยมาโดยตลอด ว่านี่แหละจะเป็นที่พึ่งและเป็นหลักชัยของการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย
ทว่า ข้อเท็จจริงที่ผ่านมาได้พิสูจน์ถึงข้อจำกัด ความล้มเหลว และความเป็นไปไม่ได้ของความฝันในหอคอยงาช้างดังกล่าว
อุดมศึกษาในยุคปลายของ “สายลมและแสงแดด” เป็นครั้งแรกที่เริ่มบทบาทและการต่อรองกับรัฐแผ้วถางทางสู่การก่อรูปของ “คลื่นลูกใหม่” ที่จะกลายเป็นพลังการเมืองไปในการปฏิวัติ 14 ตุลาคม 2516 (ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, 2568)
ท่ามกลางความพลิกผัน ผมได้เห็นความกล้าหาญทางปัญญาและจริยธรรมจากบรรดาอาจารย์อาวุโส เช่น ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เสน่ห์ จามริก แถมสุข นุ่มนนท์ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และที่ขาดไม่ได้คือ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งไม่ใช่อาจารย์ประจำ แต่เป็นนักคิดอิสระที่เปิดพื้นที่วัฒนธรรมทางปัญญาของสังคมไทยให้กว้างไกลและลึกกว่าที่เราเคยรับรู้มาอย่างมหาศาล
ผมคิดว่าสัมพันธภาพระหว่างอาจารย์อาวุโสกับขบวนการนักศึกษาก้าวหน้าค่อยๆ เสื่อมคลายและขาดสะบั้นลงในช่วงเหตุการณ์โหด 6 ตุลา ซึ่งได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองออกไปจากก่อนนี้อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ
ถ้าเช่นนั้นนัยยะของผมคือ ในปัจจุบันขบวนการนักศึกษาไม่อาจมองหาตัวอย่างแรงบันดาลใจในความกล้าหาญทางจริยธรรมจากอาจารย์อาวุโสรุ่นก่อนได้อีกต่อไป
และก็ยิ่งยากขึ้นไปอีกหากจะมองหาจากอาจารย์รุ่นปัจจุบัน ซึ่งก็ไร้ประสบการณ์และปราศจากอดีตของตน รวมถึงความเป็นมาทางสถาบันที่จะเป็นพื้นฐานให้แก่การสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่มีชีวิตภายในระบบอุดมศึกษาที่กำลังผันผวนด้วยพลังตลาดของระบบทุนนิยมอย่างโงหัวไม่ขึ้น
บัดนี้ความว่างเปล่าดังก่อนถูกแทนที่ด้วยพลังตลาดโลกแล้ว
สถาบันแรกที่จะปราศจากความทรงจำที่หลากหลายและต่างจากกระแสหลักคืออุดมศึกษา
ข้อเสนอล่าสุดของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ว่าให้แกนนำ 6 ตุลายอมรับเสียโดยดีว่า เหตุการณ์นั้นคือ “สงครามกลางเมือง” ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ร่วมกับนักศึกษาซ้าย กับรัฐบาล
เป็นการบอกว่า การต่อสู้ของขบวนการนักศึกษา 6 ตุลานั้นเป็นเรื่องเฉพาะของนักศึกษาและ พคท.เป็นหลักเท่านั้น ทำให้การต่อสู้และความหมายของ 6 ตุลามีลักษณะเฉพาะและเติบโตแต่ภายในตัวเอง โดยไม่สัมพันธ์กับความเป็นไปภายนอกของสังคมไทย
ถ้าหากทิศทางอนาคตจะเดินไปในแนวนี้ แทนที่จะทำให้ 6 ตุลาเป็นความทรงจำของคนทั้งชาติ เป็นทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เหมือนกับการต่อสู้ในสู้ควังจูว่า “การลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยควังจูไม่ใช่แค่เรื่องของอดีต แต่ยังเป็นเรื่องของปัจจุบันและอนาคต” (บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ, 2569)
หากยังเดินไปในทิศทางนี้ ผมคิดว่า 6 ตุลาจะยังกลับไม่ถึงบ้าน
อ้างอิง
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ. 2568. “ประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : การสนทนากับอดีตผ่านประวัติภูมิปัญญา” ใน นวทศวรรษธรรมศาสตร์ : เรื่องเล่าจากประวัติศาสตร์ภูมิปัญญา ผู้คน และอนุสรณ์แห่งความทรงจำ. จุลสารหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ ฉบับที่ 28 (มิถุนายน 2567 – พฤษภาคม 2568) น.17-52.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ. 2569. ควังจู Uprising เผด็จการปราชัย ประชาธิปไตยผลิบาน. กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์มติชน.
