Frieren : Beyond Journey’s End | เวลาสั้นนิดเดียว
การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
หนังสนุกมากตามคำเล่าลือ เมื่อเริ่มดูแรกๆ นึกว่ากำลังดูเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์พูดญี่ปุ่น มีเอลฟ์ คนแคระ และสตาร์ค
ครั้นดูไปจึงพบความสนุกที่เข้าใจง่ายกว่ามาก
สตาร์คเป็นเด็กหนุ่มผมแดงชุดแดง เป็นลูกศิษย์คนเดียวของคนแคระไอเซ็น ตอนที่เขาเดินทางไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ซึ่งมังกรยักษ์เตรียมบุกทำลายและกัดกินชาวบ้านเป็นอาหาร สตาร์คกลัวมากจนยืนแข็งอยู่กับที่ นานมากเสียจนมังกรยักษ์เป็นฝ่ายถอยไป
ชาวบ้านตกตะลึงในความกล้าหาญของเขาจึงเลี้ยงดูปูเสื่อให้อยู่สบายเพื่อคอยป้องกันหมู่บ้าน จากนั้นมังกรยักษ์ไม่เคยโจมตีหมู่บ้านอีก แต่มันก็ไม่ไปไหนทำรังขนาดใหญ่ที่บริเวณใกล้เคียงนั้น
วอร์ริเออร์ไอเซ็นฝากสตาร์คให้เมจฟรีเรนดูแล เพราะสตาร์คเป็นศิษย์ไม่เอาไหนไม่ว่าไอเซ็นจะพยายามสอนสั่งเท่าไรก็ตาม
“ความกลัวไม่ใช่เรื่องแย่” ไอเซ็นเคยบอกสตาร์คไว้ “ความกลัวนั่นเองที่พาข้ามาไกลถึงจุดนี้”

เมื่อสตาร์คจำต้องเผชิญหน้ามังกรยักษ์อีกครั้งหนึ่ง เขาคิดว่าตัวเองต้องตายแน่แม้ว่าเมจฟรีเรนจะขอให้เขายันมังกรไว้เพียงสามสิบวินาทีก็พอ ที่เหลือเธอจะจัดการเอง
“ความมุ่งมั่นกับความขี้ขลาดเป็นคนละส่วน” เมจฟรีเรนบอกสตาร์ค
คำพูดนี้จริงมากสำหรับคนขี้กลัวขี้แพ้ทุกๆ คน ความขลาดกลัวมิใช่เรื่องผิดหากความมุ่งมั่นยังคงอยู่ ไม่ช้าก็เร็วความมุ่งมั่นจะเอาชนะความขลาดกลัวนั้นได้ ไม่นับว่าความขลาดกลัวนั้นเองที่เป็นเชื้อเพลิงในการพัฒนาตนเอง คนที่ว่าไม่กลัวอะไรเลยนั้นโกหก
“ไม่ล้มเสียอย่าง สุดท้ายก็เป็นผู้ชนะ” สตาร์คระลึกถึงคำสอนของไอเซ็นอีกรอบก่อนเข้าปะทะมังกรสามสิบวินาทีตามที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่รู้ตัวมังกรก็ตายในตอนนั้นเอง
เมจฟรีเรนเป็นเอลฟ์ เมจหมายถึงผู้ใช้เวทมนตร์ เธอมีลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อเฟรุน เฟรุนเป็นเด็กผู้หญิงที่ฟรีเรนสั่งสอนวิชาเวทมนตร์จนเติบใหญ่
เฟรุนมีผมสีม่วง ใส่ชุดสีม่วงอยู่ตลอดเวลา ครั้นดูภาพประชิดจึงเห็นว่าดวงตาของเธอเป็นสีม่วงด้วยทำนองเดียวกับดวงตาของสตาร์คเป็นสีแดง ผมสีแดงใส่ชุดแดง
แอนิเมชั่นเรื่องนี้เหนือกว่ามังงะที่การใช้สีนี่เอง ตัวมังงะกวาดรางวัลมากมายหลายเวทีและมียอดจำหน่ายสูงมากอยู่ก่อนแล้ว

ที่เล่ามาตั้งแต่แรกเป็นเพียงเนื้อเรื่องรอง เรื่องความขลาดกลัวของหนุ่มสตาร์คชุดแดงนี้เป็นเพียงจิตวิทยาพื้นฐาน เนื้อเรื่องหลักยังซ่อนเนื้อหาดีๆ ไว้อีกมาก ด้วยการลงสีแอนิเมชั่น และบทสนทนาที่กระชับกินใจทุกบททุกตอน
ทำให้ “เวลา” ที่ใช้ดูหนังผ่านไปอย่างรวดเร็วตอนต่อตอน
“เวลาสั้นนิดเดียว” จะเป็นคำพูดที่เอลฟ์ฟรีเรนพยายามสื่อสารเรื่องเวลาเป็นระยะๆ
แปดสิบปีก่อน ปาร์ตี้ผู้กล้าสี่คนออกเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปปราบราชาปีศาจ
ปาร์ตี้ผู้กล้า ได้แก่ ฮีโร่ฮิมเมล เมจฟรีเรน วอร์ริเออร์ไอเซ็น และพรีสต์ไฮเตอร์
ฮิมเมลเป็นเด็กหนุ่มผมสีฟ้าเป็นเสมือนหัวหน้าทีมมีฝีมือเป็นเลิศ
เมจฟรีเรนเป็นเอลฟ์สาวเงียบขรึมพูดน้อยไร้อารมณ์ที่ไม่มีใครรู้ว่าเธออายุเท่าไร น่าจะหลายร้อยปีแต่ไม่มีใครรู้แน่เพราะเธอไม่เคยบอก
วอร์ริเออร์ไอเซ็นเป็นคนแคระเครายาวมีพละกำลัง
บาทหลวงไฮเตอร์ตัวสูงรักการดื่มเหล้าเป็นชีวิตจิตใจจึงถูกฟรีเรนเรียกว่าเจ้าพรีสต์เสื่อมอยู่เสมอๆ
พวกเขาใช้เวลาสิบปีในการเดินทางไปปราบราชาปีศาจ มีอนุสาวรีย์ของพวกเขาตั้งอยู่ตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะฮิมเมลที่ดูเหมือนจะมีรูปปั้นของเขาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นมากกว่าเพื่อน
เมื่อภารกิจปราบราชาปีศาจเสร็จสมบูรณ์พวกเขาดื่มสังสรรค์เพื่อจากลา ยืนดูฝนดาวตกซึ่งห้าสิบปีจะมาเยือนครั้งหนึ่ง
จากนั้นฟรีเรนก็จากไป “อีกห้าสิบปีพบกันใหม่”


สหายทั้งสามรับรู้ถึงความไม่ยี่หระของฟรีเรนต่อเรื่องเวลาเสมอๆ ไม่ว่าจะนานเท่าไรสำหรับเธอแล้ว “เวลาสั้นนิดเดียว” ลำพังความยาวนานของเวลาประเด็นเดียวและบทสนทนาของฟรีเรนต่อเรื่องนี้เป็นระยะๆ ก็คุ้มค่าเสีย “เวลา” อ่านหรือดูการ์ตูนญี่ปุ่นนี้มาก
ห้าสิบปีผ่านไปฮีโร่ฮิมเมลชราภาพศีรษะล้านหลังค่อมไม่เหลือเค้าหนุ่มหล่ออีก มนุษย์อายุสั้นกว่าเพื่อน หลังจากสี่สหายนอนดูฝนดาวตกด้วยกันตามสัญญาฮีโร่ฮิมเมลก็จากไป
อีกยี่สิบปีผ่านไปเมื่อฟรีเรนกลับมาพบไฮเตอร์อีกครั้งนักบวชกำลังจะละสังขารพอดี
ไฮเตอร์ฝากเด็กหญิงตาสีม่วงผมสีม่วงให้ฟรีเรนสอนวิชาเวทมนตร์ไว้คนหนึ่ง
เด็กหญิงชื่อเฟรุน เวลาผ่านไปอีกหกปีเมจฟรีเรนกับลูกศิษย์เฟรุน แวะหาคนแคระไอเซ็นซึ่งชราแล้วและรับฝากสตาร์คไว้เป็นลูกศิษย์อีกคนหนึ่ง
วันเวลาที่สี่ผู้กล้าปราบราชาปีศาจเป็นที่เลื่องลือผ่านมานานมากแล้ว บัดนี้ควันปีศาจเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เอลฟ์ฟรีเรนกับลูกศิษย์มนุษย์ทั้งสองจะทำอย่างไร
ฟรีเรนเป็นพวกเมจคือผู้ใช้เวทย์ ที่ทุกคนรอบข้างอยากรู้และคนดูอยากรู้มากที่สุดคือเธออายุเท่าไร จริงหรือเปล่าว่าเธออายุพันปี
และเพราะเหลืออีกมากหรือเปล่าเธอจึงไม่เคยรีบร้อนอะไรเลย
ต่างจากมนุษย์ที่ใกล้ตายได้ทุกเวลา พวกเรานับถอยหลังได้ทุกคนเมื่อพ้นหกสิบ
เป็นพวกเราต่างหากที่ควรพูดว่า “เวลาสั้นนิดเดียว”
