bg-single

‘เหยื่อ?’ : ความรุนแรง (ในสังคมไทย) มาจากไหน?

09.08.2026

ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง

“เหยื่อ?” คือภาพยนตร์ไทยในปี 2530 ผลงานการกำกับของ “ชนะ คราประยูร” ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง “เหยื่อ” (ไม่มีเครื่องหมายคำถาม) โดย “โบตั๋น” (สุภา สิริสิงห) ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2527

หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) เพิ่งนำหนังไทยเรื่องนี้มาจัดฉายใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม “Retrospective ชนะ คราประยูร” ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

“เหยื่อ?” ฉบับภาพยนตร์ ซ่อนแฝงหลายประเด็นที่น่าสนใจเอาไว้ในเนื้อหา-การนำเสนอ อย่างไรก็ดี ในพื้นที่คอลัมน์นี้ อยากจะมุ่งสนทนาไปยังหลักใหญ่ใจความของหนัง นั่นคือปัญหาว่าด้วยบ่อเกิดของ “ความรุนแรงในสังคมไทย”

ปรากฏการณ์สำคัญในหนังเรื่อง “เหยื่อ?” คือการนำนางเอกเบอร์ต้นๆ ของยุคนั้นอย่าง “จินตหรา สุขพัฒน์” มาสวมบทเป็น “สาย” คนรับใช้ของครอบครัวชนชั้นกลาง 4 คน พ่อ-แม่-ลูกที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชานเมืองกรุงเทพฯ

(“สาย” ยังมีสถานะเป็น “เครือญาติ”-ที่มีฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจต่ำกว่า-ของผู้เป็นแม่ในครอบครัวดังกล่าวด้วย)

แล้วชนะก็ช็อกคนดูด้วยเหตุการณ์ที่ “ฤทธิ์” กับ “รอน” ลูกชายวัยรุ่นวัยมัธยมของครอบครัวนายจ้าง พยายามจะขืนใจ “สาย” ในห้องน้ำ ก่อนจะพลั้งมือสังหารเธอตั้งแต่ช่วงกลางเรื่อง

(มิหนำซ้ำ เหตุฆาตกรรมโดยบังเอิญในครั้งแรก ยังเกือบนำไปสู่เหตุฆาตกรรมโดยจงใจในหนที่สอง ตอนช่วงท้ายเรื่องอีกด้วย)

ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าภาพยนตร์ของชนะนั้นมุ่งเน้นที่จะวิพากษ์ “ความรุนแรงในสังคมไทย” ผ่านเรื่องเล่า-เรื่องแต่ง-นิทานเปรียบเทียบเกี่ยวกับการลงมือใช้ความรุนแรงต่อสตรีเพศของวัยรุ่นชายสองคน

คำถามสำคัญเบื้องต้นก็คือ ความรุนแรงนี้มีสาเหตุมาจากอะไร?

ภาพประกอบ : Thai Movie Posters

“เหยื่อ?” ดูจะวางธงกล่าวโทษไปที่ “สื่อสมัยใหม่” ในยุค 4 ทศวรรษก่อน นั่นคือ “สื่อวิดีโอ”

ถ้าลงรายละเอียดไปให้ลึกกว่านั้น หนังไทยสะท้อนสังคมเรื่องนี้ก็พุ่งเป้ากล่าวโทษไปที่หนังสยองขวัญ-หนังแอ๊กชั่นที่มีเนื้อหารุนแรง รวมถึงหนังโป๊ จาก “โลกตะวันตก” รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “ญี่ปุ่น”

กระนั้นก็ดี พึงสังเกตว่าเหตุการณ์ท้องเรื่องของ “เหยื่อ?” นั้นเกิดขึ้น ณ ห้วงระยะเวลาสั้นๆ ในช่วงปิดเทอม ซึ่งพ่อของครอบครัวต้องเดินทางไปเป็นเซลส์ขายสินค้าที่ต่างจังหวัด ส่วนแม่ก็ต้องไปทำงานที่ห้างสรรพสินค้าจนกลับบ้านดึกทุกวัน แล้วปล่อยทิ้งให้ลูกชายสองคนดูวิดีโอเนื้อหาไม่เหมาะสมอยู่ในบ้าน

คำถามมีอยู่ว่า ระยะเวลาแค่เพียงหลายสัปดาห์หรืออย่างมากก็ประมาณ 1-2 เดือน จะสามารถเร่งรัดเร่งเร้าเด็กวัยรุ่นสองคนให้ก่อความรุนแรงในระดับ “ฆ่าคนตาย” ได้เลยหรือ?

หรือจริงๆ แล้ว ความรุนแรงดังกล่าวอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่นๆ ด้วย เพราะเมื่อทบทวนดีๆ ก็จะพบว่าลูกชายคนเล็กของครอบครัวคือ “รอน” นั้นมีพฤติกรรมก้าวร้าวและนิยมความรุนแรง หรือชอบคบหากับแก๊งอันธพาลปากซอยมาตั้งแต่ก่อนจะได้ดูหนังวิดีโอเสียอีก

โดยเฉพาะหากพิจารณาว่า “สังคมไทย/สังคมกรุงเทพฯ” ราวครึ่งหลังของทศวรรษ 2520 ใน “เหยื่อ?” คือบ้านเมืองที่เพิ่ง “ลงแดง” คล้อยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาได้ไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ

เราก็น่าตั้งคำถามต่อทันทีว่า ความรุนแรงจากน้ำมือ “วัยรุ่นคนชั้นกลางกรุงเทพฯ” สองราย ที่มีต่อ “สาวรับใช้” ในหนัง มีความเกี่ยวพันกับความรุนแรงทางการเมืองหนนั้นแค่ไหน?

พฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าวเกินวัยของ “รอน” (น่าจะยังเรียนมัธยมต้น) ถือเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” กับภาพเด็กผู้ชายยืนยิ้ม-หัวเราะในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หรือไม่? อย่างไร?

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ความรุนแรงใน “เหยื่อ?” ดูจะมิได้ถือกำเนิดขึ้นจาก “ปัจจัยภายนอก/วัฒนธรรมต่างชาติ” อย่างสื่อวิดีโอเท่านั้น

ทว่า อาจผลิดอกออกผลขึ้นจาก “ปัจจัยภายใน/ความอัปลักษณ์บนเนื้อดินของสังคมไทย” เองด้วย (อย่างน้อยที่สุด ถ้าไม่ลากเข้าไปยังประเด็นความรุนแรงทางการเมือง นิยายและหนังเรื่องนี้ก็พยายามมองว่า ความเปราะบางอ่อนแอของ “สถาบันครอบครัว” อาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยบ่มเพาะความรุนแรงขึ้นมา)

ประเด็นสุดท้ายที่น่าสนใจคือ อาชญากรผู้ลงมือก่อเหตุความรุนแรงใน “เหยื่อ?” นั้นเป็น “วัยรุ่นจากครอบครัวคนชั้นกลางกรุงเทพฯ”

เพียงแต่พวกเขาเป็น “คนชั้นกลาง (ชานเมือง) กรุงเทพฯ” ในทศวรรษ 2520 หรือเป็น “คนชั้นกลาง” ในยุคที่กำลังเริ่มก่อร่างสร้างตัว ไม่ได้เข้มแข็ง เติบใหญ่ ขยายจำนวน และร่ำรวยขึ้น เหมือน “คนชั้นกลางไทย” ในทศวรรษถัดๆ มา

ครอบครัว “คนชั้นกลาง กทม.” ใน “เหยื่อ?” เป็นคนชั้นกลางที่เพิ่งมีภาระต้องผ่อนบ้านและผ่อนเครื่องเล่นวิดีโอ พวกเขายังไม่มีรถยนต์ส่วนตัวไว้ขับขี่

ลูกๆ ของพวกเขายังต้องเดินเท้าหรือขึ้นรถสองแถวร่วมกับคนชนชั้นอื่นในซอยเดียวกัน รวมทั้งอาจต้องเข้าศึกษาในโรงเรียนรัฐบาลร่วมกับเพื่อนๆ ซึ่งมาจากครอบครัวที่มีสถานะทางสังคม-เศรษฐกิจด้อยกว่าด้วย

(ในยุคที่คนชั้นกลางกรุงเทพฯ ยังไม่มีกำลังทรัพย์ที่มากพอและทางเลือกที่หลากหลาย ในการส่งลูกเข้าเรียนในโปรแกรมภาษาอังกฤษ หรือกระทั่งโรงเรียนนานาชาติ เหมือนกับ “คนชั้นกลางไทยระดับบนๆ” ในยุคสมัยปัจจุบัน)

ส่วน “บ้านมีรั้ว” ของ “คนชั้นกลางชานเมืองหลวง” ใน “เหยื่อ?” ก็ยังมีประตูและรูโหว่ที่เปิดกว้างให้ลูกๆ สามารถออกไปเล่นพนันในบ่อนกลางซอย หรือตีไก่กับจิ๊กโก๋ปากซอย มากกว่าจะมี “ทางลัด-เลนพิเศษ” นำพาพวกเขามุ่งตรงไปยังโรงเรียนกวดวิชาหรือพื้นที่นันทนาการอันไร้พิษภัยใจกลางเมือง

หากเชื่อ ทึกทัก หรือมีอคติว่า “ความรุนแรงในสังคมไทย” มักเกิดจากน้ำมือของคนระดับล่างในสังคมที่ไร้โอกาสทางการศึกษาและขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ

ตัวละครลูกหลานคนชั้นกลางในทศวรรษ 2520 อย่าง “ฤทธิ์” กับ “รอน” ก็ไม่ได้มี “ภูมิคุ้มกันทางชนชั้น” ที่หนาแน่นพอจะปกป้องพวกเขามิให้ “ลื่นไถล” เข้าไปปะปนและซึมซับอิทธิพลจากคนต่างชนชั้น ซึ่งอาศัยอยู่ละแวกเดียวกันเหล่านั้น

ดังนั้น ในห้วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์สังคมไทย “ลูกหลานคนชั้นกลางในเมือง” จึงยังมีโอกาสที่จะเติบโตกลายมาเป็นผู้ก่อความรุนแรงในคดี “ฆ่าและพยายามข่มขืนเหยื่อ” ได้

และเอาเข้าจริงๆ ถ้าเรานำเอาบริบทอื่นๆ มาวางทาบทับลงบนปรากฏการณ์ “ความรุนแรงในสังคมไทย” เช่น บริบททางการเมือง หรือบริบทในการเสพสื่อ-ข่าวสาร

ก็คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธอย่างหัวเด็ดตีนขาดหรอกว่า “คนชั้นกลางไทย” คือกลุ่มคนที่นิยมและสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง (เพื่อแก้ไขปัญหาบางอย่าง ซึ่งสุดท้ายก็ไม่เคยแก้ได้สำเร็จ) อยู่เสมอมา ตราบถึงทุกวันนี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

อดีต ปลัด มท.ชี้โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน คือ “Best Practice ของ UN“ หวังการขับเคลื่อนสิ่งที่ดีเพื่อความยั่งยืนของโลก
“อดีตปลัด มท.” เผยรู้สึกอายเรื่องโกงสอบท้องถิ่น สงสัยได้ดำเนินการถึงที่สุดแล้วหรือยัง พร้อมตอบกรณีนายอำเภอบ้านสร้าง
เส้นทาง ‘ยาขอบ’ เส้นทาง ‘ผู้ชนะสิบทิศ’ สุริยา ‘ศรีบูรพา’
ความคิดทางเศรษฐกิจ ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (จบ) ความคิดทางเศรษฐกิจภายหลังการปฏิวัติ | My Country Thailand
เชลยศึกสงครามลาว (52) บันทึกวันกลับบ้าน ของ ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี
ศิลป์ พีระศรี กับการประกอบสร้าง คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (จบ)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (197)
ดินแดง ราชปรารภ ปริศนา การตาย ณ ราชปรารภ กระสุน ความเร็วสูง คือคำตอบ
50 ปี 6 ตุลา (6) ความผันผวนหลังไซ่ง่อนแตก
E-DUANG | 2 อารมณ์ ความคิด สังคม ต่อ ประกันสังคม ก้าวหน้า
“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ