bg-single

เทคโนโลยี ‘mRNA’ ความหวังคนทั้งโลก ต้านโควิด-19 / รายงานพิเศษ -โชคชัย บุณยะกลัมพ

12.01.2021

รายงานพิเศษ | โชคชัย บุณยะกลัมพ

https://chokcyberai.blogspot.com

https://chokweekly.blogspot.com

เทคโนโลยี ‘#mRNA’

ความหวังคนทั้งโลก

ต้านโควิด-19

เทคโนโลยีของ #mRNA กำลังได้รับการพัฒนาให้สามารถนำไปสู้โรค #ไวรัสโควิด-19 ที่กลายเป็นความหวังของคนทั้งโลก หลังจากบริษัทไฟเซอร์และบริษัทโมเดอร์นา ประกาศการทดลองวิจัยวัคซีนป้องกันโควิด-19 ว่า ป้องกันการติดเชื้อได้มากกว่า 90%
ซึ่งทั้งสองบริษัทต่างใช้เทคโนโลยีใหม่ในการพัฒนาวัคซีน ที่รู้จักกันในชื่อ mRNA
หลักการเทคโนโลยี mRNA คือ เมื่อสามารถถอดรหัสพันธุกรรม (genome sequencing) ของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้แล้ว นักวิจัยก็นำเอาพันธุกรรมส่วนที่ผลิตโปรตีนปลายแหลม (spike protein) ของโคโรนาไวรัสมาใช้เป็นต้นแบบทำ RNA ขึ้นมา
RNA เป็นเสมือนตำราให้เซลล์นำไปใช้ผลิตโปรตีนปลายแหลมดังกล่าวขึ้นมา
และเมื่อโปรตีนปลายแหลมดังกล่าวถูกขับออกมาจากเซลล์ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะตรวจค้นพบและผลิตแอนติบอดี้กำจัดให้หมดสิ้น
ไวรัสโควิด-19 ที่มีลักษณะเด่นคือโปรตีนปลายแหลมเมื่อแทรกซึมเข้ามาในร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันที่มีประสบการณ์แล้วก็จะมีความพร้อมอย่างมากที่จะจัดการกำจัดไวรัสดังกล่าวอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การผลิตวัคซีนด้วยวิธี mRNA ในปัจจุบันจะมีความแตกต่างและรวดเร็วกว่าสมัยก่อน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานาน 10-15 ปีกว่าจะผลิตวัคซีนที่ปลอดภัยออกมาได้
การผลิตวัคซีนโดยใช้เทคโนโลยี mRNA มีความท้าทายอย่างมากเพราะจะเป็นเสมือนตำราที่สั่งการเซลล์ผลิตโปรตีนปลายแหลมของไวรัสโควิด-19 ร่างกายถูกสั่งสอนให้ผลิต “ยารักษาโรค” ด้วยตัวเอง แทนที่จะต้อง “กินยา”
ถือเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ร่างกายของเรามีการสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ด้วยตัวเอง
คนแรกของโลกที่ได้รับวัคซีนซึ่งพัฒนาขึ้นมาโดยเทคโนโลยีที่เรียกกันว่า “เอ็มอาร์เอ็นเอ” (mRNA) คือ มาร์กาเร็ต คีแนน ชาวอังกฤษวัย 90 ปี (นอกกลุ่มทดลอง) ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาดใหญ่ โควิด-19 ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเวนทรี ในประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ปี 2020 ที่ผ่านมา
ยังไม่เคยมีวัคซีนป้องกันโรคใดๆ ที่ผลิตโดยเทคโนโลยีนี้มาก่อน แต่โควิด-19 กลายเป็นสถานการณ์ที่สร้างบทพิสูจน์ให้เห็น “แนวคิด” ในการพัฒนาเอ็มอาร์เอ็นเอวัคซีน เป็นไปได้อย่างที่คาดไม่ถึง

จุดเริ่มต้นของเทคโนโลยี “mRNA” เกิดขึ้นเมื่อราว 30 ปีที่แล้ว จากการพิเคราะห์กระบวนการตามธรรมชาติในระดับเซลล์ภายในร่างกายมนุษย์ ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เทคโนโลยีนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

โดยภายในเซลล์ในร่างกายคนเราจะมี “ดีเอ็นเอ” ซึ่งบรรจุรหัสคำสั่งสำหรับการผลิตโปรตีนต่างๆ ขึ้นตามที่ร่างกายต้องการ เมื่อใดก็ตามที่เกิดความต้องการชนิดหนึ่งชนิดใดขึ้นมา ดีเอ็นเอจะทำสำเนาส่วนของคำสั่งสำหรับสร้างโปรตีนนั้นๆ ไปเก็บไว้ในโมเลกุลชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่า “แมสเซนเจอร์ อาร์เอ็นเอ” ซึ่งเป็นส่วนของสารพันธุกรรมที่เป็นสายเดี่ยว (ดีเอ็นเอเป็นสารพันธุกรรมสายคู่)

หลังจากนั้น กลไกของเซลล์อีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “ไรโบโซม” จะเข้ามาทำหน้าที่อ่านคำสั่งที่เก็บไว้บนเอ็มอาร์เอ็นเอจนตลอด หลังจากนั้นก็จะทำหน้าที่คัดสรรส่วนประกอบที่จำเป็นในการผลิตโปรตีนตามคำสั่งออกมาเพื่อผลิตให้ได้โปรตีนที่ต้องการ

โปรตีนนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในร่างกาย เพราะเป็นองค์ประกอบของหลายอย่างมาก ตั้งแต่เป็นโครงสร้างของเซลล์, รวมกันเป็นเนื้อเยื่อ, เป็นพลังงานให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีและทำหน้าที่เป็นสื่อคำสั่งต่างๆ ในร่างกาย หากปราศจากโปรตีน ทุกอย่างจะปิดการทำงานลงทั้งหมดทันที

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่า มนุษย์น่าจะสังเคราะห์ “mRNA” โมเลกุลที่เป็นส่วนสำคัญในดีเอ็นเอ หรือหน่วยพันธุกรรมของมนุษย์ได้ และน่าจะสามารถนำเอ็มอาร์เอ็นเอที่สังเคราะห์ขึ้นนี้ ฉีดกลับเข้าไปในร่างกาย เพื่อ “สั่งการ” ให้ร่างกายผลิตโปรตีนที่ต้องการขึ้นมาได้อีกด้วย

โปรตีนที่นักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นต้องการให้ร่างกายผลิตขึ้นมา มีอาทิ โปรตีนที่สามารถช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับกลุ่มโรคต่างๆ ในร่างกาย ตั้งแต่โรคอย่างมะเร็ง เรื่อยไปจนถึงโรคที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น

พอถึงปี 1990 ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ในสหรัฐอเมริการ่วมกับบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพอเมริกันชื่อ “ไวแคล อิงก์.” ก็พบวิธีที่จะสร้างเอ็มอาร์เอ็นเอขึ้นในห้องปฏิบัติการทดลอง จนสามารถสังเคราะห์เอ็มอาร์เอ็นเอ ที่สามารถสั่งให้เซลล์ของหนูทดลองสร้างโปรตีนขึ้นมาอย่างที่ต้องการได้
งานวิจัยชิ้นดังกล่าว กระตุ้นความสนใจของแคทาลิน คาริโค นักชีวเคมีชาวอเมริกันที่เกิดในฮังการี เป็นอาจารย์สอนชีวเคมีอยู่ที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย คาริโคอาศัยผลการทดลองดังกล่าวเป็นพื้นฐานจนประสบผลสำเร็จในการกำหนดค่าของเอ็มอาร์เอ็นเอสังเคราะห์ได้ แต่ก็ยังเจออุปสรรคสำคัญ นั่นคือ เมื่อฉีดเอ็มอาร์เอ็นเอสังเคราะห์กลับเข้าไป ร่างกายของคนเรายังคงยึดถือเอ็มอาร์เอ็นเอสังเคราะห์เหล่านั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก และกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันทำลายมันทิ้งไป

10 ปีต่อมา คาริโคกับเพื่อนร่วมงาน นายแพทย์ดรูว์ ไวส์แมน นักภูมิคุ้มกันวิทยาของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ค้นพบวิธีการกดไม่ให้ภูมิคุ้มกันทำลายเอ็มอาร์เอ็นเอสังเคราะห์ได้สำเร็จ ด้วยการดัดแปลงเอ็มอาร์เอ็นเอสังเคราะห์เล็กน้อย เพื่อไม่ให้กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และช่วยให้เอ็มอาร์เอ็นเอสังเคราะห์สามารถเล็ดลอดเข้าสู่เซลล์ได้เปิดทางให้ใช้เอ็มอาร์เอ็นเอเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ได้สำเร็จ ทั้งคู่จดสิทธิบัตรเรื่องนี้ร่วมกันในปี 2005

ความสำเร็จของคาริโคกับไวส์แมน กระตุ้นความสนใจของนักวิทยาศาสตร์ขึ้นอีกสองคน หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทโมเดอร์นาขึ้นในสหรัฐอเมริกา อีกหนึ่งคือ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไบโอเอ็นเทค ในเมืองไมนซ์ ประเทศเยอรมนี ขึ้นมานั่นเอง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2020 มีทีมนักวิจัยด้านพันธุกรรมของจีน เผยแพร่ผลการจำแนกพันธุกรรมของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 ไว้บนเว็บไซต์สำหรับตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบทบทวน

ในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว ไวส์แมนกับทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งเพนซิลเวเนีย ก็สามารถสังเคราะห์เอ็มอาร์เอ็นเอของ “ซาร์ส-โควี-2” ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 ได้สำเร็จ

ซึ่งในเวลาต่อมาทางด้านโมเดอร์นาและไฟเซอร์ ยื่นขออนุญาตเพื่อนำเอาสูตร mRNA สังเคราะห์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ไปใช้เพื่อพัฒนาวัคซีนขึ้นมาบ้าง

จากนั้นเพียงระยะเวลา 66 วัน โมเดอร์นาที่ทำงานแข่งกับเวลาภายใต้ความร่วมมือจากสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ (เอ็นไอเอไอดี) ของสหรัฐอเมริกา ก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนสำหรับป้องกันโรคโควิด-19 และพร้อมที่จะเริ่มต้นการทดลองในคนระยะแรกแล้ว

ทางด้านไฟเซอร์ก็ไม่น้อยหน้า ได้นำสูตรสังเคราะห์ mRNA ของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ไปทำงานร่วมกับไบโอเอ็นเทค ที่มีคาริโคเป็นรองประธานบริษัทไบโอเอ็นเทค มีคำสั่งเป็นการภายในระงับงานวิจัยอื่นๆ ทั้งหมด รวมทั้งการผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันมะเร็งเป้าหมายหลักของบริษัทไว้ชั่วคราว เพื่อทุ่มเททรัพยากรและทรัพยากรบุคคลทั้งหมดให้กับการพัฒนาวัคซีนโควิด-19และได้ประสบความสำเร็จในเวลาไล่เลี่ยกับโมเดอร์นาในที่สุด

วัคซีนทั้งของโมเดอร์นา (ชื่อรหัส เอ็มอาร์เอ็นเอ-1273) และของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค (บีเอ็นที 162บี2) เป็นวัคซีนชนิดเดียวกัน คือ “เอ็มอาร์เอ็นเอวัคซีน” และนอกจากจะใช้สูตรสังเคราะห์ mRNA เดียวกันแล้ว ยังใช้หลักการทำงานของวัคซีนแบบเดียวกันอีกด้วย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน