bg-single

ว่าด้วยอนาคตของสยาม : พระบรมราชวิจารณ์ของพระมงกุฎเกล้าฯ ต่อคณะ ร.ศ.130

11.02.2021

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

ตามพงศาวดาร การเปลี่ยนการปกครองในอดีตของสยามเป็นเพียงการเปลี่ยนจากผู้สิ้นบุญวาสนาเก่ามายังบุคคลผู้เปี่ยมบุญญาธิการใหม่เท่านั้น หาเป็นการเปลี่ยนแปลงมูลฐานของความเชื่อหรือระบอบอันเป็นรากฐานการปกครองชนิดใหม่แต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อเรื่องตำแหน่งแห่งที่ของความชอบธรรมแห่งอำนาจการปกครอง

จวบกระทั่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงเปลี่ยนคติการปกครองดั้งเดิมของสยามจากการปกครองแบบราชาธิราช อันมีผู้ครองแคว้นในดินแดนหลายคน หลากหลายบุญญาบารมีตามคติทางศาสนา ที่ต่างแย่งชิงความเป็นเจ้าจักรพรรดิราช มาสู่แบบสมัยใหม่ที่มีผู้ปกครองมีอำนาจสมบูรณ์สูงสุดทางโลกแต่เพียงผู้เดียวในรัฐหรือที่เรียกว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์เมื่อกว่า 100 ปี อันเป็นคติการปกครองสมัยใหม่ที่สยามรับจากโลกสากล

พลันเมื่อพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงรวมอำนาจที่กระจัดกระจายไปยังขุนนางให้รวบมายังศูนย์กลางอันเป็นจุดเริ่มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามสำเร็จเป็นครั้งแรก แต่เพียง 2 ปีหลังสิ้นรัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเผชิญหน้ากับจินตภาพแห่งอนาคตใหม่สยามอีกชุดที่วางอยู่บนความชอบธรรมแห่งการปกครองที่มาจากประชาชนของคณะปฏิวัติ ร.ศ.130 (2455) อันปรากฏใน “ว่าด้วยความเสื่อมซามแลความเจริญของประเทศ” นั้น

พระองค์ทรงมีพระบรมราชวิจารณ์ถึงอนาคตใหม่ของสยามไว้อย่างไร

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ

“จดหมายเหตุรายวัน รัตนโกสินทรศก 130 เล่ม 2 วันที่ 13 มกราคม ถึงวันที่ 31 มีนาคม” (2456) ในจดหมายเหตุรายวันในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้น

พระองค์ทรงมีพระบรมราชวิจารณ์จินตภาพของเหล่านักปฏิวัติเป็นพวกมี “ความคิดฤศยาหยุมหยิม” ความว่า “…คนยังมีความคิดฤศยาหยุมหยิมอยู่ฉนี้ฤๅจะเป็นผู้ที่จัดการปกครองบ้านเมืองอย่างรีปับลิกได้ อย่าว่าแต่รีปับลิกเลย ถึงแม้จะปกครองอย่างลักษณเจ้าแผ่นดินมีคอนสติตูชั่นก็ไม่น่าจะทำไปได้…”

อีกทั้งพระองค์ทรงมีพระบรมราชวิจารณ์ถึงการนำเข้าความคิดทางการเมืองจากต่างประเทศไว้ในลัทธิเอาอย่าง ความว่า

“ลัทธิเอาอย่างมีอยู่แพร่หลายในสยามประเทศเรา มีรากเง่าฝังอยู่มาช้านาน…เมื่อข้าพเจ้าได้กล่าวมาถึงเพียงนี้แล้ว ข้าพเจ้าขอสารภาพเสียต่อท่านโดยตรงว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งซึ่งรู้สึกว่าเบื่อหน่ายในลัทธิเอาอย่างนี้มานานแล้ว…”

สุดท้ายแล้ว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยบุคคลที่เอาอย่างว่า ผู้ใดที่เอาอย่างฝรั่งนั้น ทรงเห็นว่า ผู้นั้นเป็นเสมือน “ลูกหมา” ให้ฝรั่งเขาตบหัวเอ็นดู

สําหรับการปกครองแบบ “ลิมิตเต็ด มอนากี” ในสายตาของเหล่านักปฏิวัติ ร.ศ.130 อันหมายถึงการปกครองที่ผู้ปกครองต้องอยู่ใต้กฎหมายนั้น

พระมงกุฎเกล้าฯ ทรงมีพระบรมราชวิจารณ์ถึงความเป็นไปได้ของสยามที่จะเป็น “ลิมิตเต็ด มอนากี” สรุปได้ว่า

สยามไม่สามารถปกครองแบบที่มี “คอนสติตูชั่น” ที่จำกัดอำนาจของพระมหากษัตริย์ได้ เนื่องจากประชาชนไม่มีความรู้ และหากให้ประชาชนมีอำนาจทางการเมืองแล้ว ประชาชนจะใช้อำนาจไปในทางที่ผิด ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า ประชาชนไม่มีความสามารถที่จะถืออำนาจและใช้อำนาจได้ทุกคน หากมีการเลือกตั้งผู้แทนฯ จะทำให้เกิดการเกลี้ยกล่อม “ฬ่อใจ” ประชาชนด้วยถ้อยคำ การเลี้ยงดู จัดยานพาหนะให้ และติดสินบนประชาชน

ทรงมีพระราชวินิจฉัยต่ออีกว่า ภายใต้การปกครองดังกล่าวจะเกิดพวก “ปอลิติเชียน” มาทำมาหากินในทางการเมือง อีกทั้งการปกครองดังกล่าวจะนำไปสู่ความแตกแยก เช่น การมี “ปาร์ตี สิสเต็ม” ทำให้การปกครองไม่มั่นคง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลง “เคาเวอร์เมนต์” เสมอ ทำให้บ้านเมืองยิ่งชอกช้ำมากขึ้น

คณะ ร.ศ.130 ขณะอยู่ในคุก

ส่วนการปกครองแบบ “รีปับลิก” ซึ่งเป็นแบบสุดท้ายที่เหล่าคณะปฏิวัตินำเสนอการปกครองตามอุดมคติให้สยามนั้น

พระมงกุฎเกล้าฯ ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเห็นว่า ความเสมอภาคไม่มีอยู่จริง แม้จะมี “…การเลิกเจ้าแผ่นดิน เลิกเจ้าและเลิกขุนนางเสียให้หมด เปลี่ยนลักษณการปกครองเปนประชาธิปไตย (ริปับลิค) อันตามตำราว่าเปนลักษณการปกครองซึ่งให้โอกาสให้พลเมืองได้รับความเสมอหน้ากันมากที่สุด เพราะใครๆ ก็มีโอกาสจะได้เปนถึงประธานาธิบดี ข้อนี้ดีอยู่ (ตามตำรา) แต่พิจารณาดูความจริงก็จะแลเห็นได้ว่า ไม่มีพลเมืองแห่งใดในโลกนี้ที่จะเท่ากันหมดจริงๆ เพราะทุกคนไม่ได้มีความรู้ปัญญาเสมอกัน… เช่น จีนที่ได้เปนขบถต่อเจ้าวงษ์เม่งจูจนสำเร็จตั้งเปนริปับลิคขึ้นได้แล้ว ในชั้นต้นก็ได้เลือกซุนยัดเซนเปนประธานาธิบดี แต่ตัวซุนยัดเซนเองเปนคนที่ฉลาดพอที่จะรู้สึกตนว่าไม่มีความสามารถพอที่จะทำการในน่าที่ผู้ปกครองต่อไปได้จึ่งต้องมอบอำนาจให้ยวนซีไก๋เปนประธานาธิบดีต่อไป นี่เปนพยานอยู่อย่าง ๑ แล้วว่าคนไม่เท่ากัน…”

นอกจากนี้ พระองค์ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเพิ่มเติมอีกว่า ไม่มีทางสร้างความเสมอภาคให้บังเกิดขึ้น ณ ที่แห่งใดในโลกได้ หากไม่แก้ไขความอิจฉาภายในตัวมนุษย์เสียก่อนความว่า

“การที่จะแก้ไขความไม่เสมอหน้ากันและแก้ความไม่พอใจอันบังเกิดขึ้นแต่ความไม่เสมอหน้ากันนั้น ก็เห็นจะมียาอยู่ขนานเดียวที่จะแก้ได้ คือ การจัดลักษณการปกครองเปนอย่างประชาธิปไตย แต่ยาขนานนี้ก็ได้มีชาติต่างๆ ลองใช้กันมาหลายรายแล้ว มีจีนเปนที่สุด ก็ยังไม่เห็นว่าเปนผลได้จริง ไม่บำบัด ‘โรคอิจฉา’ และ ‘โรคมักใหญ่มักมาก’ แห่งพลเมือง จึ่งเปนที่จนใจอยู่…”

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงโต้แย้งข้อกล่าวหาการบริหารราชการภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นเหตุให้เกิดคนยากจนมากมายในโคลนติดล้อ ว่า ไม่มีหลักฐานใดชี้ว่า พสกนิกรอดตาย

พระองค์ทรงเห็นว่า พสกนิกรไม่ยากจนดังข้อกล่าวหานั้น พระองค์ทรงยกตัวอย่างว่า ณ เวลานั้น รถไฟของสยามยังบรรทุกคนหัวเมืองหรือ “ชาวบ้านนอก” เข้ามายังกรุงเทพฯ ตลอดเวลา คนเหล่านั้นเข้าเมืองมาเพื่อเล่นการพนันและหวย

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยต่อไปอีกว่า หากพสกนิกรที่หัวเมืองยากจนจริง พวกเขาจะไม่สามารถเดินทางเข้ามาเล่นการพนันในเมืองได้

อีกทั้งพระองค์ทรงยืนยันว่า “ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า เขาไม่จนเลย” เนื่องจากพสกนิกรมีที่ดิน มีอาหารบริบูรณ์ สำหรับพระองค์แล้ว เงินไม่มีความสำคัญกับพวกเขา ในสายพระเนตรของพระองค์นั้น เงินมีประโยชน์สำหรับราษฎรเหล่านี้มีเพียงแค่ 2 ประการเท่านั้น คือ “(๑) เสียภาษี และ (๒) เล่นการพนัน”

พระองค์ตอบโต้ข้อกล่าวหาจากคณะปฏิวัติต่อไปในจดหมายเหตุรายวันฯ อีกว่า “ชาติไทยเรามีความเน่าเปื่อย มีโรคร้ายเข้ามาแทรกอยู่ คือ โรคฤศยาซึ่งกันและกันในการส่วนตัวและพวกพ้อง แม้อ้ายพวกฟุ้งสร้านซึ่งคิดการกำเริบนั้น ก็มีฤศยาส่วนตัวนั้นเปนพื้น และเปนแม่เหล็กเครื่องฬ่อให้คนนิยมในความคิดของมันมาก… “

อีกทั้งพระองค์ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยในอุตตรกุรุ ว่า พวกนักปฏิวัติมักชอบอ้างว่าเป็นผู้รักมนุษยชาติหรือเป็นผู้หยั่งรู้หนทางการฟื้นฟูชาติ ทรงมีพระราชวิจารณ์คนเหล่านี้ว่า พวกเขาเป็นเพียงนักปลุกระดมมวลชน (demagogues) เท่านั้น

แม้การพยายามสร้างความอารยะตามสากลนิยมให้กับสยามด้วยการปฏิวัติทางการเมืองของ “คณะ ร.ศ.130” เมื่อครั้งนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ สมาชิกของคณะถูกตัดสินลงโทษและหลายคนเสียชีวิตในคุก แต่การจองจำอิสรภาพของพวกเขามิได้ทำให้พวกเขาอับจนความใฝ่ฝันแต่อย่างใด

ดุจดังเจตจำนงของคณะ ร.ศ.130 ที่เปี่ยมสำนึกของข้าราชการสมัยใหม่อันปรากฏในเอกสาร “ว่าด้วยความเสื่อมซามแลความเจริญของประเทศ” ถึงสิ่งที่ข้าราชการ ผู้มีสำนึกใหม่ควรปฏิบัติว่า

“การที่ทำให้คนๆ เดียวมีความศุข ความสบายจนเหลือล้นนั้น หาได้เป็นประโยชน์ต่อชาตแลบ้านเมืองไม่ แต่ถ้าทำให้ชาตแลบ้านเมืองมีความเจริญ ฝูงคนทั้งหมดที่เป็นชาตเดียวกันก็จะได้รับความศุขสบายทั่วทุกคน เพราะฉนั้น ผู้ที่มีความกะตัญญูต่อชาตจึงคิดหลีกเลี่ยงไม่หาความดีในการประจบประแจงต่อเจ้านาย คิดอยู่อย่างเดียว แต่จะทำการให้เปนคุณเปนประโยชน์ต่อบ้านเมืองก็พอแล้ว”

กระนั้นก็ดี ตลอดรัชสมัยของพระมงกุฎเกล้าฯ แม้พระองค์จะทรงรักษาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สืบต่อไปได้ แต่ไม่นานภายหลังการสิ้นรัชสมัยของพระองค์ (2468) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอนุชาของพระองค์ก็ได้เผชิญกับพลังของความคิดจากคนรุ่นใหม่ที่ต้องการผลักดันสยามไปสู่อนาคตใหม่อีกครั้งใน “การปฏิวัติ 2475”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน