bg-single

โรงภาพยนตร์สกาลา คุณค่า และแนวทางอนุรักษ์ /ชาตรี ประกิตนนทการ

18.03.2021

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

 

โรงภาพยนตร์สกาลา

คุณค่า และแนวทางอนุรักษ์

 

นับตั้งแต่โรงภาพยนตร์สกาลาปิดตัวลงอย่างเป็นทางการเมื่อ 5 กรกฎาคม 2563

ข้อมูลด้านคุณค่าตัวอาคารตลอดจนเรื่องเล่าและความทรงจำมากมายของผู้คนที่มีประสบการณ์ร่วมกับอาคารหลังนี้ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีก็แพร่กระจายไปทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์

และตามมาด้วยกระแสเรียกร้องให้อนุรักษ์โรงภาพยนตร์แห่งนี้เอาไว้

ซึ่งแน่นอน ผมเองเป็นคนหนึ่งที่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้

อย่างไรก็ตาม จนปัจจุบันก็ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการออกมาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะเจ้าของพื้นที่ว่าจะบริหารจัดการพื้นที่นี้ไปในทิศทางใด

นำมาซึ่งความกังวลจากหลายฝ่ายว่าโรงภาพยนตร์แห่งนี้จะถูกรื้อลงเพื่อพัฒนาเป็นโครงการที่สามารถสร้างรายได้มหาศาลแทน

เพราะเราต้องยอมรับเช่นกันนะครับว่า บริเวณที่ตั้งของโรงภาพยนตร์ในปัจจุบันเป็นทำเลทองที่มีศักยภาพสูงมากในทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น การเก็บโรงภาพยนตร์เอาไว้จึงเป็นทางเลือกที่น่าลำบากใจและน่าเห็นใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

สกาลาจึงกลายเป็นตัวอย่างล่าสุดของปัญหาทางสองแพร่งระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนา

ประเด็นสำคัญที่จะชี้ขาดในกรณีนี้ก็คือ การนิยามคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของสกาลาว่ามีมากน้อยแค่ไหน

และคุณค่าดังกล่าวสอดคล้องกับเพดานความคิดเรื่องคุณค่าทางประวัติศาสตร์กระแสหลักของคนในสังคมไทย (รวมถึงของผู้มีอำนาจตัดสินใจในโครงการนี้) มากน้อยเพียงใด

เรามาเริ่มกันที่ประเด็นแรกกันก่อน

 

ในฐานะคนหนึ่งที่เห็นด้วยกับการอนุรักษ์ ผมอยากเสนอว่าโรงภาพยนตร์แห่งนี้มีคุณค่าที่สำคัญมากๆ อยู่ 2 ด้าน คือ คุณค่าทางสถาปัตยกรรม คุณค่าทางประวัติศาสตร์สังคม

ในทางสถาปัตยกรรม สกาลาคือโรงภายนตร์ standalone ที่ออกแบบอย่างสวยงามที่สุดในประเทศไทย

ตัวอาคารออกแบบขึ้นด้วยแนวทาง “สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ช่วงปลาย” (Late Modern Architecture) ที่ผสานเข้ากับตกแต่งภายในแบบ Movie Palace ที่เน้นความอลังการหรูหรา ผสมศิลปะจากหลากหลายยุคเพื่อเน้นสร้างความแปลกตาแฟนตาซี (eclectic exoticism)

ซึ่งเราจะเห็นได้จากการออกแบบโถงทางเข้าสกาลาที่เปิดโล่ง มีบันไดขนาดใหญ่ทอดยาวสู่ชั้นสอง ยกฝ้าเพดานสูงโดยฝ้าเพดานมีลักษณะเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กผิวโค้งต่อเนื่องมาจากเสา มีการประดับลายดาวเพดานเหล็กพับสีทอง

ตรงกลางโถงบันไดแขวนโคมไฟระย้าขนาดใหญ่ ผนังภายในประดับด้วยไม้แกะสลักออกแบบด้วยกลิ่นอายแบบ Art Deco คล้ายรูปพิณขนาดใหญ่ สลับกับภาพสําริดนูนต่ำรูปแบบศิลปะไทยผสมตะวันตก

ลักษณะดังกล่าวหาได้ยากมากในสถาปัตยกรรมโรงภาพยนตร์ standalone ในไทย

ที่สำคัญยังเป็นตัวแบบที่เหลืออย่างสมบูรณ์เพียงหนึ่งเดียว

 

ในทางประวัติศาสตร์สังคม สกาลาถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2512 ภายใต้บรรยากาศ “สงครามเย็น” (สงครามทางอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีที่มีอเมริกาเป็นแกนนำกับโลกคอมมิวนิสต์ที่มีโซเวียตและจีนเป็นแกนนำ) ที่เริ่มขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อยมาจนถึงราวกลางทศวรรษ 2520

ซึ่งภายใต้การต่อสู้ทางอุดมการณ์ดังกล่าว ภาพยนตร์คือหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญ ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทย

ภาพยนตร์อเมริกันที่แฝงอุดมการณ์แบบโลกเสรีถูกสร้างขึ้นและถูกนำเข้ามาฉายในประเทศไทยเพื่อปลูกฝังค่านิยมในการต่อต้านคอมมิวนิสต์และยกย่องคุณค่าแบบอเมริกัน

ภาพยนตร์ไทยมากมายก็ถูกสร้างขึ้นด้วยแนวคิดเดียวกัน เช่น อินทรีทอง และ อินทรีแดง เป็นต้น

อาจกล่าวได้ว่า การเฟื่องฟูขึ้นของธุรกิจภาพยนตร์และการสร้างโรงภาพยนตร์ standalone มากมายที่กระจายไปทั่วประเทศไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นแยกไม่ได้เลยจากเศรษฐกิจและการเมืองในบริบทสงครามเย็น

(หากสนใจ อ่านเพิ่มในงานของ Rachel V. Harrison เรื่อง The Man with the Golden Gauntlets : Mit Chaibancha’s Insi thorng and the Hybridization of Red and Yellow Perils in Thai Cold War Action Cinema และหนังสือของ Philip Jablon เรื่อง Thailand’s Movie Theatres : Relics, Ruins and the Romance of Escape)

ซึ่งไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม สกาลาคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชุดนี้

ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ฉายในรอบปฐมทัศน์วันเปิดสกาลาก็คือเรื่อง “สองสิงห์ตะลุยศึก” (undefeated) ซึ่งก็เป็นภาพยนตร์สัญชาติอเมริกันเช่นเดียวกัน

 

ดังนั้น ในทัศนะผม การสูญหายไปของสกาลา (ที่อาจเกิดขึ้นในไม่ช้า) จึงไม่ใช่เพียงการสูญหายไปของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่สวยงามเท่านั้น

แต่คือการสูญหายไปของหลักฐานทางประวัติศาสตร์สังคมชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของไทยที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์สงครามเย็นผ่านสถาปัตยกรรมโรงภาพยนตร์

ประเด็นที่ต้องขบคิดต่อมาคือ คุณค่าที่ผมอธิบายนั้น ในสังคมไทยมองเห็นมันว่ามีความสำคัญหรือไม่

แน่นอนว่าคำตอบคือ ไม่

เพดานความคิดเรื่องการอนุรักษ์งานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในสังคมไทย ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสนใจและมองเห็น มีเพียงกลุ่มนักวิชาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่พยายามรณรงค์ในเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

แม้แต่กรมศิลปากรเองก็ยังมองว่างานสถาปัตยกรรมในยุคสมัยนี้ไม่มีคุณค่าเพียงพอต่อการอนุรักษ์

 

ส่วนคุณค่าในมิติของประวัติศาสตร์สังคม ก็ไม่ต่างกัน

เพดานความคิดของสังคมไทยนั้น เรื่องราวที่จะถือว่ามีคุณค่ามีเพียงเรื่องราวของพระมหากษัตริย์และวีรบุรุษสงครามมากกว่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของผู้คนและสังคม

สถาปัตยกรรมใดที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์และวีรบุรุษสงคราม เช่น วัด วัง ป้อม กำแพงเมือง คือสิ่งที่ได้รับการตีคุณค่าสูงควรแก่การอนุรักษ์

แต่ถ้าเป็นสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สังคมและคนธรรมดา เช่น บ้าน ตลาด และโรงภาพยนตร์ ก็มักจะถูกมองว่ามีคุณค่าน้อยหรือไม่มีเลย และไม่จำเป็นต้องเก็บรักษาไว้

ด้วยเหตุนี้ สกาลาซึ่งมีคุณค่าสูงในมิติของประวัติศาสตร์ สังคมและคนสามัญจึงไม่แปลกที่จะถูกประเมินว่ามีคุณค่าไม่มากเพียงพอที่จะอนุรักษ์ไว้

ที่สำคัญคือ ไม่มากพอที่จะแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะได้รับ

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้เพดานความคิดข้างต้น ผมคิดว่าเรายังพอมีทางออกอยู่บ้าง นั่นก็คือการเลือกที่จะรักษาสกาลาภายใต้แนวทาง Adaptive Reuse ซึ่งเป็นการเก็บรักษาอาคารเก่าโดยยอมให้มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนของอาคารให้สามารถเอื้อต่อการใช้งานทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ๆ

ภายใต้ทิศทางนี้ ผมอยากทดลองเสนอว่า สกาลาควรทำการอนุรักษ์พื้นที่บริเวณโถงทางเข้าอาคารให้คงลักษณะเดิมเอาไว้ (หากเป็นไปได้ควรนำของตกแต่งทั้งหมดกลับมาติดตั้งในแบบเดิม)

พร้อมทั้งเก็บรักษาพื้นที่สำหรับดูภาพยนตร์เอาไว้ เพราะสองส่วนนี้คือเอกลักษณ์ที่สำคัญที่สุด

ส่วนพื้นที่อื่นควรปรับเป็นอย่างอื่นที่สามารถหารายได้ เช่น co-working space, ร้านกาแฟ, ร้านอาหาร หรือช้อบปิ้งมอลล์ขนาดเล็ก ฯลฯ

พื้นที่ดูภาพยนตร์ ควรเน้นฉายภาพยนตร์ทางเลือกหรือทำเป็นพื้นที่จัดแสดงละครเวทีเพื่อสร้างจุดขายที่ต่างออกไป

อย่างไรก็ตาม ควรเปิดพื้นที่ให้เช่าใช้สำหรับการจัดสัมมนาหรือบรรยาย ตลอดจนพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับจัดแสดงสินค้าหรือจัดเลี้ยงได้ด้วย

การจะทำแบบนั้นได้จะต้องรื้อส่วนพื้นที่นั่งดูภาพยนตร์ที่ปัจจุบันเป็นลักษณะสเต็ปขั้นบันไดถาวรลงและทำเป็นพื้นราบแทน โดยออกแบบสแตนด์ดูหนังที่สามารถเลื่อนออกมาเมื่อต้องฉายภาพยนตร์ และเลื่อนเก็บไปไว้ด้านหลังได้ในกรณีที่เปิดพื้นที่เช่าสำหรับจัดแสดงสินค้าหรือจัดเลี้ยง

ส่วนพื้นที่โถง สามารถรับจัดเลี้ยงและจัดอีเวนต์ต่างๆ ที่มีลักษณะจุดขายแบบย้อนยุค (Retro) กลับไปหายุค 60 หรือ 70 ได้ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพยนตร์ จัดงานแต่ง หรือจัดงานสังสรรค์ย้อนยุค ฯลฯ

 

ที่เสนอมาเป็นเพียงหนึ่งความคิดเท่านั้นนะครับ ผมเชื่อว่ายังมีแนวทาง Adaptive Reuse อีกมากมายที่สามารถจะนำมาใช้กับสกาลาได้โดยที่ยังสามารถรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์และตอบสนองผลประโยชน์ทางธุรกิจไปพร้อมกัน

แต่แน่นอน ผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ได้จากแนวทาง Adaptive Reuse อาจไม่มากมายเท่ากับการรื้อสร้างอาคารใหม่

แต่หากลองคิดถึงผลประโยชน์ระยะยาว ผมคิดว่าคุ้มค่ามหาศาล เพราะอาคารเก่าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวยิ่งอายุมากเท่าไรยิ่งทวีคุณค่ามากขึ้นเท่านั้น

สกาลาที่อายุ 50 ปียังมีคนเป็นจำนวนมากเสียดายขนาดนี้ ถ้าเป็นสกาลาที่อายุ 100 ปีจะมีคุณค่าขนาดไหน

และสกาลาเมื่ออายุ 150 ปี หรือ 200 ปี อาจกลายเป็นโรงภาพยนตร์ standalone ที่เหลืออยู่เพียงหลังเดียวของประเทศไทยก็เป็นได้

ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นจริง สกาลาจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจุฬาลงกรณ์ชนิดที่ประเมินค่าเป็นตัวเงินไม่ได้เลย

คนจุฬาลงกรณ์ในวันนี้จะไม่เก็บมรดกที่มีคุณค่ามหาศาลชิ้นนี้ไว้ให้คนจุฬาลงกรณ์ในวันหน้าจริงหรือ?



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน