bg-single

วัฒนธรรมการขนส่งสาธารณะในสังคมไทย (2) / พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ

31.03.2021

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

 

วัฒนธรรมการขนส่งสาธารณะในสังคมไทย (2)

 

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีข่าวสำคัญข่าวหนึ่งคือ การประกาศแผนการปรับลดขบวนรถไฟเข้าสถานีหัวลำโพงจากปกติ 118 ขบวนต่อวัน เหลือเพียง 22 ขบวน

ส่วนขบวนรถไฟอีก 96 ขบวนจะให้จอดสถานีสุดท้ายที่สถานีกลางบางซื่อเท่านั้น

นโยบายนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) อธิบายว่าจะส่งผลดีทั้งในด้านการแก้ปัญหารถติดที่เกิดจากจุดตัดกันระหว่างทางรถไฟกับรถยนต์

อีกทั้งยังเป็นการลดปัญหามลพิษในเขตพื้นที่เมือง เนื่องจากรถไฟใช้เชื้อเพลิงดีเซลซึ่งก่อปัญหามลพิษมาก

ผมติดตามข่าวนี้ด้วยความสนใจ

เพราะมันสะท้อนให้เราเห็นได้ชัดเจนอีกครั้งถึงวัฒนธรรมการขนส่งสาธารณะในสังคมไทยที่ยังตกอยู่ภายใต้เพดานความคิดที่ให้ความสำคัญกับรถยนต์ส่วนบุคคลมากกว่าการขนส่งสาธารณะ

เป็นความจริงที่ว่า จุดตัดกันระหว่างทางรถไฟกับรถยนต์ คือส่วนหนึ่งของปัญหาการจราจร

แต่สิ่งที่น่าคิดคือวิธีแก้ปัญหานี้โดยการลดพื้นที่การขนส่งระบบรางลงเพื่ออำนวยประโยชน์ให้แก่รถยนต์ส่วนบุคคลแทน

 

อาจมีข้อโต้แย้งว่าไม่จริง

เพราะตัวสถานีกลางบางซื่อถูกวางให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งระบบรางที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับ MRT สายสีน้ำเงินได้ (ซึ่งก็เป็นการขนส่งระบบรางเช่นเดียวกัน)

แต่หากเราพิจารณาตามความเป็นจริงบนฐานราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าในไทยที่สูงมากหากเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ

เราก็จะเห็นได้ไม่ยากเลยว่าคงมีคนเป็นจำนวนมากที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด เมื่อมาถึงสถานีกลางบางซื่อแล้วคงไม่สามารถแบกรับค่าโดยสาร MRT ต่อได้

คนเหล่านี้คงต้องจำใจหนีไปใช้บริการรถเมล์แทน ซึ่งเป็นการเสียเวลาการเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล (ลองเทียบดูว่าหากยังมีขบวนรถไฟวิ่งต่อไปจนถึงหัวลำโพงจะใช้เวลารวดเร็วกว่าขนาดไหน)

ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ การผลักไสคนเป็นจำนวนมากออกจากระบบรางไปสู่การสัญจรบนท้องถนนโดยทางอ้อม

ยิ่งไปกว่านั้น ลองนึกภาพการเคลื่อนย้ายคนในจำนวนที่เท่ากันจากสถานีกลางบางซื่อมาหัวลำโพงโดยใช้รถเมล์ดูนะครับว่าจะต้องใช้กี่คันเพื่อให้ขนย้ายคนได้เท่ากับขบวนรถไฟ 1 ขบวน

และถ้ายิ่งเป็น 96 ขบวน (ขบวนที่จะถูกยกเลิกไป) จะยิ่งต้องใช้มากขนาดไหน

ซึ่งจำนวนทั้งหมดเหล่านี้จะต้องลงไปวิ่งแย่งผิวการจราจรกับรถยนต์ส่วนตัวเพิ่มอีกเท่าไร

 

ผมอยากเสนอให้มีการศึกษาอย่างจริงจังต่อไปด้วยว่า การลดปริมาณขบวนรถไฟเข้าหัวลำโพง 96 ขบวน กับปริมาณรถขนส่งทั้งหลาย (รถเมล์ รถชัตเตอร์บัส รถแท็กซี่ รถยนต์ส่วนบุคคล) ที่ต้องมารับช่วงต่อผู้คนจากสถานีกลางบางซื่อนั้น ฝ่ายไหนจะสร้างมลพิษทางอากาศมากกว่ากัน จะเป็นไปตามที่ ร.ฟ.ท.แถลงไว้จริงหรือไม่

ควรกล่าวไว้ก่อนนะครับ โดยส่วนตัวไม่มีปัญหาเลยกับนโยบายที่จะใช้สถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีปลายทางและยกเลิกการใช้งานหัวลำโพง

แต่ประเด็นสำคัญคือ การไร้ซึ่งระบบขนส่งสาธารณะที่แท้จริงต่างหาก (ระบบการขนส่งมวลชนพื้นฐานที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้จริง มีประสิทธิภาพ ภายใต้ราคาที่เหมาะสม)

เพราะรถไฟฟ้าในสังคมไทยตอนนี้คือ “ระบบขนส่งของคนชั้นกลาง” ส่วนรถเมล์ก็เป็น “ระบบขนส่งสังคมสังเคราะห์” แบบตามมีตามเกิดที่ไร้ประสิทธิภาพ ตามที่กล่าวถึงแล้วในสัปดาห์ก่อน

ตราบใดที่กรุงเทพฯ ยังไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่แท้จริงตามนิยามข้างต้น การยกเลิกสถานีหัวลำโพงไม่ควรที่จะเกิดขึ้น

 

ทางออกในทัศนะผม เมื่อถึงวันที่สถานีกลางบางซื่อพร้อมใช้งานเต็มระบบ

สิ่งที่ ร.ฟ.ท.ควรทำ นอกจากจะไม่ควรยกเลิกขบวนรถโดยสารที่วิ่งไปกลับจากสถานีกลางบางซื่อ-หัวลำโพงแล้ว

ควรจะเพิ่มจำนวนขบวนให้มากขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน เพื่อรักษาวัฒนธรรมการขนส่งสาธารณะ (ระบบราง) ที่แท้จริงเอาไว้

แน่นอน ขนาดพื้นที่หัวลำโพงใหญ่โตเกินกว่าจะมารองรับเพียงแค่เส้นทางรถไฟสายสั้นๆ แบบนี้ ดังนั้น แนวทางการออกแบบพื้นที่หัวลำโพงในลักษณะผสมผสานจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด พื้นที่สาธารณะ ฯลฯ ที่อยู่ร่วมกันกับการทำหน้าที่เป็นสถานีรถไฟในแบบเดิม แต่ในสเกลที่เล็กลง

ส่วนปัญหารถติดจากจุดตัดกันระหว่างทางรถไฟกับรถยนต์ ทางออกที่ควรจะเป็น หากสังคมไทยให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมการขนส่งสาธารณะจริง รถยนต์ส่วนบุคคลต่างหากที่ควรต้องหลีกทางให้กับรถไฟ

 

อีกประเด็นที่ควรทบทวนอย่างมากคือ การให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมจักรยานที่มากเกินควรในสังคมไทย

จักรยานโดยตัวของมันเอง มีข้อดีคือไม่ก่อมลพิษ แต่อย่างไรเสียมันก็ยังเป็นยานพาหนะส่วนบุคคลที่ไม่ใช่การขนส่งสาธารณะ

แม้จะใช้พื้นที่จอดรถน้อยกว่า แต่จักรยานเพียง 5 คันก็ใช้พื้นที่จอดเท่ากับรถยนต์ 1 คันแล้ว

ดังนั้น ถ้ารถยนต์มีคนนั่งมา 5 คนในคันเดียวก็แทบจะใช้พื้นผิวจราจรและที่จอดรถเฉลี่ยต่อคนไม่ต่างอะไรเลยกับจักรยาน

ดังนั้น การรณรงค์สร้างวัฒนธรรมจักรยานอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีนักในการแก้ปัญหาจราจร

สำคัญที่สุดคือ วัฒนธรรมการขี่จักรยานในสังคมไทยโดยเฉพาะในพื้นที่เมือง (อย่างน้อยจนถึงปัจจุบัน) เราควรต้องยอมรับว่ามันมีลักษณะเป็นแฟชั่นของคนชั้นกลางขึ้นไปมากกว่าจะเป็นการเดินทางในวิถีชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่

ลองดูคนที่ขี่จักรยานนะครับ ส่วนมาก (แม้ไม่ใช่ทั้งหมด) มุ่งเน้นไปที่รูปแบบของจักรยานที่ขี่ เสื้อผ้า หมวก รองเท้า ฯลฯ มากกว่าการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

ดีที่สุดในวัฒนธรรมของคนกลุ่มนี้ก็คือ การขี่จักรยานเพื่อการออกกำลังกาย

แต่ก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันนะครับว่า วัฒนธรรมการออกกำลังกายด้วยการขี่จักรยานในสังคมไทยเป็นวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับกลุ่มคนค่อนข้างมีฐานะมากกว่าที่จะเป็นการออกกำลังกายของคนทั่วไป

ดังนั้น ผมจึงไม่ค่อยเห็นด้วยนักในเรื่องการให้ความสำคัญกับการเพิ่มเลนจักรยานของหน่วยงานภาครัฐทั้งหลาย ในหลายพื้นที่

เช่น ถนนพระสุเมรุ ที่ถึงขนาดยอมเสีย 1 ช่องทางจราจรเพื่อทำเป็นทางจักรยาน ที่สุดท้ายก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า

ร่องรอยที่เหลืออยู่ก็ทำหน้าที่เป็นเพียงอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนการให้ความสำคัญกับยานพาหนะส่วนบุคคลมากกว่าการขนส่งสาธารณะ

 

ขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่า ผมไม่ได้ปฏิเสธความพยายามรณรงค์สร้างวัฒนธรรมการขี่จักรยานแต่อย่างใด แต่การรณรงค์นั้นควรถูกจัดลำดับความสำคัญให้อยู่รองลงไปจากการรณรงค์ให้เกิดวัฒนธรรมการขนส่งสาธารณะ

ตัวอย่างเช่น หากจะยอมเสีย 1 ช่องทางจราจรให้กับจักรยาน จะดีกว่าไหมหากจะเอามาเป็นช่องทางรถเมล์แทน เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้น หากจะรณรงค์ส่งเสริมวัฒนธรรมจักรยาน ผมคิดว่าการส่งเสริมวัฒนธรรมมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จะแลดูมีประโยชน์มากกว่า

มอเตอร์ไซค์รับจ้าง คือ “การขนส่งกึ่งสาธารณะ” (paratransit) ที่ผสมกันระหว่างยานพาหนะส่วนตัวกับการให้บริการสาธารณะ เป็นวัฒนธรรมการขนส่งมวลชนกึ่งสาธารณะของคนในสังคมเมืองแบบไทยๆ ที่แท้จริง ที่ควรได้รับการพัฒนาและยกระดับให้มีประสิทธิภาพ

การเกิดขึ้นของตำแหน่งวินมอเตอร์ไซค์ล้วนสอดคล้องรองรับกับความต้องการจริงของคนเมือง เส้นทางที่เกิดขึ้นมาจากความต้องการจริงและเงื่อนไขจริงในชีวิตประจำวันของคนหมู่มากและเกือบทุกระดับชั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากจักรยาน

 

แน่นอน วินมอเตอร์ไซค์มีปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการยึดครองพื้นที่ทางเท้ามากเกินไป ปัญหาการจอดเรียงกันริมถนนจนบางวินกีดขวางทางจราจร รวมไปถึงการขับขี่ (บางคัน) ที่อันตราย แม้กระทั่งปัญหาความไม่สะดวกของผู้โดยสารที่จะต้องสวมหมวกกันน็อกร่วมกันกับผู้โดยสารอื่น ฯลฯ

แต่ปัญหาเหล่านี้ก็เป็นธรรมดาของสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นไปเองตามธรรมชาติที่ขาดการควบคุมที่ดีเพียงพอ

ดังนั้น หากเรามองเห็นศักยภาพที่แท้จริงและไม่อคติจนเกินไป ผมก็อยากเสนอว่าภาครัฐและภาคประชาสังคมทั้งหลายควรหันมารณรงค์สร้างวัฒนธรรมมอเตอร์ไซค์รับจ้างกันอย่างจริงจังแทน

ยกระดับมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้เข้าใกล้การเป็นระบบขนส่งมวลชนของคนเมืองมากขึ้น

มีการวางแผนในภาพรวม ตลอดจนออกแบบพื้นที่บริการอย่างเป็นระบบที่สามารถครอบคลุมพื้นที่ที่ระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ไม่สามารถเข้าถึงได้

ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากการเป็น “การขนส่งกึ่งสาธารณะ” มาสู่ “การขนส่งสาธารณะ” หรอกนะครับ

เพียงแต่ปรับปรุงทางเลือกนี้ให้กลายเป็นการขนส่งที่ปลอดภัย ครอบคลุม เข้าถึงง่าย และค่าใช้จ่ายไม่แพงจนเกินไปก็พอ

กรณีสถานีรถไฟหัวลำโพงและมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ยกมา หากทำได้จริง ผมเชื่อว่าจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยสร้างวัฒนธรรมการขนส่งสาธารณะให้เข้มแข็งมากขึ้นในสังคมไทย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน