bg-single

เส้นทางใหม่ นคร มาฉิม พรรคคณะราษฎร์ ฝากถึงบ้านเก่า ปชป. รอวันล่มสลาย?

07.05.2021

นคร มาฉิม อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ปัจจุบันได้ตัดสินใจออกมาตั้งพรรคใหม่ในชื่อ “พรรคคณะราษฎร์” หลังได้ยื่น กกต. ผ่านด่านแรกของการจดจัดตั้งไปแล้ว

เจ้าตัวเล่าว่า ได้ปรึกษาหารือกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ว่าต้องการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ แม้สถานการณ์ปัจจุบันมีข้อจำกัดด้วยความหวาดกลัวต่อกฎหมายและความเกรงกลัวต่ออำนาจรัฐ ด้วยความไม่กล้าพอที่จะเปิดตัวสู่สาธารณะ

ซึ่งคำตอบสำหรับโลกยุคใหม่แนวทางประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก ที่ประชาชนจะได้อำนาจและสิทธิประโยชน์สูงสุด

“ผมกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ และพันธมิตร 30 กว่าองค์กร พร้อมมวลชนอยากจะขับเคลื่อนทั้งประเทศ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ตั้งเป้าไว้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนคน ซึ่งพวกเราได้ตกผลึกทางความคิดว่าบ้านเมืองของเราที่เป็นอยู่ในเวลานี้ไม่สามารถที่จะส่งผ่านอนาคตที่ดี ไม่สามารถที่จะส่งผ่านระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงให้กับคนรุ่นหลังได้ เราจึงจำเป็นที่จะต้องรวบรวมเพื่อนร่วมอุดมการณ์ มาจดจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง”

“ตอนนี้มีความคืบหน้าไปพอสมควร ชื่อพรรคเราคือพรรคคณะราษฎร์ เบื้องต้นทาง กกต.เห็นชอบระดับหนึ่ง แต่ขั้นตอนนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบประวัติผู้ก่อการก่อตั้ง อยากฝากไปว่าในเมื่อพวกเราปฏิบัติตามกฎหมาย ตามระเบียบขั้นตอน ก็ขออย่าได้สร้างเงื่อนไขใดๆ เพื่อสกัดกั้น เพราะทั่วโลกเขาก็ไม่เคยมีการกีดกันแบบนี้ ผู้มีอำนาจต้องการบอนไซพรรคการเมืองให้เล็กลงไม่ให้เติบโต จำกัดกรอบคิด แล้วทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะสกัดกั้น การตั้งพรรคยากมาก แต่องค์กรอิสระกลับยุบพรรคง่ายมาก แถมยังมีลิ่วล้อบริวารเผด็จการเกิดขึ้นเป็นอุปสรรคขวากหนามในการพัฒนาการเมืองเต็มไปหมด”

“สิ่งเหล่านี้คือถูกกดจากเผด็จการล้วนๆ คงอีกไม่นาน เราจะได้เปิดตัว พร้อมเปิดชุดความคิดนโยบาย ยุทธศาสตร์เป้าหมายสูงสุด”

 

นครบอกว่า สิ่งที่พวกเราได้ตกผลึกทางความคิดร่วมกัน ถ้าแนวคิดไม่แตกต่างจากพรรคฝ่ายค้านในปัจจุบันผมเองคงไม่เดินออกมาจากพรรคการเมืองที่ผมเคยสังกัด ผมเองได้รับเกียรติอย่างยิ่งจากพรรคเพื่อไทย ให้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ถือว่าเพื่อนพ้องน้องพี่เพื่อไทยและพรรคฝ่ายค้านเป็นพันธมิตรที่ดี และเป็นแนวร่วมที่จะขับเคลื่อนประชาธิปไตย แต่ถ้าถามว่ามีข้อแตกต่างอย่างไร เรามองเห็นว่าการต่อสู้ของพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่มีอยู่ในปัจจุบัน ผมไม่ได้ปรามาส แต่เห็นว่ายุทธศาสตร์ของท่านยังต่ำไปอยู่

ยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองจะต้องสูงสุด คือ

1. ต้องตอบสนองต่ออำนาจของประชาชน ในเมื่อเรายอมรับว่าเป็นประชาธิปไตย ประชาชนต้องมีอำนาจสูงสุด ถ้าประชาชนต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศจากระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ ก็ถือว่าเป็นอำนาจหรือสิทธิ์ขาดของประชาชนส่วนใหญ่ ที่จะแก้ไข เปลี่ยนแปลง โครงสร้างและกฎกติกาของประเทศตั้งแต่รัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กฎกติกาใดๆ ที่รัฐกำหนดขึ้น เมื่อประชาชนเลือกพรรคการเมืองมาแล้วจะต้องเปลี่ยนตามเจตนารมณ์ของประชาชนได้ทั้งหมด

เพราะฉะนั้น พรรคการเมืองที่จะมีขึ้น จะต้องเดินเข้าไปสู่เป้าหมายสูงสุดนี้เพื่อตอบโจทย์ให้กับประเทศและนำพาประเทศให้ข้ามผ่านจากหลุมดำของเผด็จการที่ครอบงำสังคมไทยอยู่ทั้งหมด และเปลี่ยนแปลงประเทศจากระบอบเผด็จการซ่อนรูป ไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

2. ในฐานะพรรคการเมืองที่เป็นที่รวมของคนร่วมอุดมการณ์เดียวกัน ถ้าเกิดได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจะต้องขับเคลื่อนเพื่อตอบสนองเป้าหมายของประชาชน ไม่ใช่ต่อสู้เพียงเพื่อที่จะให้ตัวเองได้ผลประโยชน์และตำแหน่งหน้าที่หรือทำไปเพียงเพื่อที่จะสร้างความชอบธรรมให้เขา แลกกับยศถาบรรดาศักดิ์เงินทองเท่านั้น พรรคการเมืองหลายพรรคเลยถูกจำกัดกรอบให้เป็นแค่เพียงคู่ซ้อม และเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้โครงสร้างระบบเผด็จการ

“วันนี้เรามองว่า ตัวของ พล.อ.ประยุทธ์-ประวิตร-อนุพงษ์ พวกนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของระบอบเผด็จการ คนรุ่นใหม่และประชาชนเขาต้องการจะเปลี่ยนเกมทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวผู้เล่น เขาต้องการเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศเพื่ออนาคตของพวกเขา เพื่อให้ประเทศข้ามพ้นจากหลุมที่ถูกปิดกั้น ที่ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ ห้ามไม่ให้พัฒนาไปสู่โลกความศิวิไลซ์ที่เป็นมาตรฐานสากล นี่คือสิ่งที่เราจะต้องทำ พรรคของเราหากจดจัดตั้งเรียบร้อย เราจะตอบโจทย์ในเรื่องนี้”

นครกล่าว

 

ขณะเดียวกันนครย้ำว่า เราไม่ต้องการที่จะเป็นพรรคการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมให้เผด็จการอย่างที่เป็นอยู่ในรัฐสภาปัจจุบัน คนเขาเลิกหวัง เขาไม่คิดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบเชิงโครงสร้างและไม่มองว่าสภาจะเป็นที่หวังของคนในชาติได้อีกต่อไป พรรคการเมืองของเราจึงจะต้องทำงานทั้งในสภาและนอกสภาและเชื่อมประสานคนทุกกลุ่ม

ผมจึงอยากถือโอกาสนี้เชิญชวนจอมยุทธ์จากทั่วหล้า ที่เป็นนักคิด เป็นนักปฏิบัติ เป็นผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มารวมตัวกันขับเคลื่อนประเทศของเราในลักษณะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขนาดใหญ่

ศัพท์ทางวิชาการอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ของประเทศ

เราไม่ต้องการอยู่ภายในกฎ กรอบและกติกาที่เผด็จการเป็นผู้สร้าง ที่ถูกกำกับสั่งการโดยจอมเผด็จการอีกต่อไปแล้ว เราต้องการให้คนไทยทุกคนผสานเป็นหนึ่ง ร่วมกันทำลายกำแพงเหล็กของเผด็จการทิ้ง และสร้างกฎกติกาที่เป็นธรรม เป็นสากล นี่คือสิ่งที่เราวาดหวังไว้

ถ้าถามว่าเราจะไปสู้เขาไหวหรือ? เพราะโครงสร้างของระบอบ องคาพยพของเผด็จการแข็งแกร่ง มั่นคง และครอบงำทุกอย่าง ทุกอณูในเมืองไทย

การต่อสู้ของเรา ถ้าสู้ด้วยอาวุธ เราไม่มีทางที่จะชนะเขา เขาจะอ้างเป็นเครื่องมือทำลายพวกเรา

การต่อสู้ด้วยทุน เราก็เป็นเพียงแค่มดตัวหนึ่งของพวกเขา สิ่งที่เขาสมคบคิดและยึดอำนาจกันมาตั้งแต่ปี 2557 และครองอำนาจมา 7 ปีเต็ม งบประมาณที่เขาใช้ไป เกือบ 20 ล้านล้าน ยังมีเงินงบประมาณผ่านรัฐวิสาหกิจ และยังมีเงินหมุนเวียนเงินใต้ดิน

เขามีเงินที่พร้อมจะซื้อนักการเมือง พรรคการเมือง ที่พร้อมจะยกตัวเองให้เป็นทาสรับใช้ นักวิชาการที่ขายอุดมการณ์ แล้วเอาไปซื้อประชาชนบางส่วน ซื้อเสียงในฤดูหาเสียง ผ่านแจกเงินโปรยทาน ทำทุกทางเพื่อมาเป็นฐานอำนาจของเขา สร้างเครือข่ายให้ระบบของเขาให้เข้มแข็งขึ้น

พวกเขามีพร้อมหมดแล้ว ดังนั้น การต่อสู้ด้วยเงิน เราสู้ไม่ได้

นครบอกว่า สิ่งเดียวที่เราจะสู้ได้ คือความรู้-ความจริง ประกอบกับสายตานานาอารยประเทศที่เขาจับตาดู และไม่ยอมรับรัฐบาลเผด็จการซ่อนรูป เรายังมีเครือข่ายคนไทยที่ต้องอพยพการเมืองจำนวนมาก เราจะใช้กลไกต่างๆ ตีแผ่ความจริง ต่อสู้จนกว่าคนไทยอีกส่วนหนึ่งที่ยังหลับใหล สยบยอม ก้มกราบเงินอำนาจและผลประโยชน์ กล้าที่จะลุกขึ้นมาอย่างมีศักดิ์ศรี และเดินขึ้นมาสู้กับพวกเรา

ผมเองเชื่อว่าถ้าคนหมู่มากปฏิเสธเงินของระบอบเผด็จการที่โปรยทานให้อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปฏิเสธความเท็จรู้ทันความเท็จที่เผด็จการสร้างไอโอ ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร อย่างเข้มข้น และแทรกแซงไปทุกหมู่บ้านทุกชุมชนทั่วประเทศ พวกเขาจะลุกขึ้นมา ตื่นขึ้นมาร่วมกับเรา แล้วจะเดินไปด้วยกัน พวกเราไม่ได้เน้นที่สภา เราจะเน้นการต่อสู้เพื่อสร้างมวลชนเพื่อขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง นี่คือสิ่งที่เราจะใช้องค์กรทางการเมืองของเรานำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศให้ได้

ผมเชื่อว่าคนที่ตื่นรู้แล้วเขาไม่มีวันที่จะย้อนกลับไปหลับอีก ไม่มีวันที่จะไปสยบยอมอีก มีแต่จะรุกคืบหน้าและลึกมากยิ่งขึ้น

เราจะขอประกาศตัวเป็นองค์กรที่จะหลอมรวมประชาชนนักสู้นักคิดนักปฏิบัติ ทุกสาขาอาชีพ เพื่อเดินไปสู่เป้าหมายสูงสุดอย่างไม่หวั่นไหว ประกาศเลยว่าเราจะต่อสู้อย่างถึงที่สุด เข้มข้นและความมุ่งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยวไม่กลัวยุบพรรค

ส่วนข่าวที่ว่ามีพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่งจะจับมือคนแดนไกล นครบอกว่า ผมมองว่าเป็น Fake News พรรคที่ว่านี้ ผมรู้ตั้งแต่เขาปฏิบัติตัวกระทำการอะไรมาบ้างที่เป็นอุปสรรคหรือขัดขวางต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ผมเองยังเชื่อมั่นในพรรคการเมืองของฝ่ายประชาธิปไตยและคนแดนไกลเขายังมีจุดยืน มีอุดมการณ์และมีความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อประชาธิปไตยอยู่ ส่วนข่าวนี้ที่เกิดขึ้นเขาต้องการที่จะสร้างให้เกิดความชอบธรรมให้กับพรรคใหม่ฝ่ายเผด็จการ เพื่อที่จะถ่ายโอนอำนาจจากพรรคเก่าที่ทุกคนเริ่มรู้ทันแล้ว ไปสู่พรรคการเมืองใหม่ โดยหวังดูดทรัพยากรบุคคลเข้าไปและลดความชอบธรรมให้กับคู่แข่งกับพวกเขา

แต่ผมยังมั่นใจว่าพรรคนี้ไม่มีวันอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เขายังยืนยันจะถูกใช้ให้เป็นเครื่องมือและเป็นแนวร่วมของระบอบเผด็จการต่อไป แล้วก็รอวันล่มสลาย

ซึ่งคนที่จะให้คำตอบที่ชัดเจนว่าควรอยู่ต่อหรือไม่ ไม่ใช่ผม แต่คือประชาชนทั้งประเทศ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน