bg-single

และแล้ว ‘ประชาธิปไตยที่ตีนเขาพระสุเมรุ’ ก็ปรากฏ : ชาตรี ประกิตนนทการ

20.05.2021

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

 

และแล้ว

‘ประชาธิปไตยที่ตีนเขาพระสุเมรุ’ ก็ปรากฏ

 

คงอีกไม่นานนัก มหากาพย์ว่าด้วยปัญหาสารพัดตลอดระยะเวลาเกือบ 12 ปีของโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ก็จะสิ้นสุดลงและพร้อมเปิดใช้งานเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการ

โดยส่วนตัว ติดตามและวิพากษ์วิจารณ์โครงการนี้มาโดยตลอดนับตั้งแต่ผลการประกวดถูกประกาศอย่างเป็นทางการ

และยังคงยืนยันความเห็นเช่นเดิมมาจนวันนี้

ด้วยความรู้สึกที่ผูกพัน (แต่ไม่ถูกใจ) กันมายาวนานเกินทศวรรษ ผมจึงคิดว่า ในโอกาสที่รัฐสภาใกล้สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะตอกย้ำความไม่เห็นด้วยของตัวเองต่อโครงการนี้อีกสักครั้ง

โดยไม่จำเป็นต้องอารัมภบทให้ยืดยาว เมื่อผมได้เห็นรัฐสภาใหม่ที่สร้างเกือบสมบูรณ์ด้วยสายตาตัวเอง ผมก็ยังขอยืนยันว่ารัฐสภาแห่งนี้คือสถาปัตยกรรมที่น่าผิดหวังมากที่สุดชิ้นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมของไทย

ถ้าจะให้พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ผมว่าภาพจริงที่ปรากฏแห่สายตาดูน่าผิดหวังเสียยิ่งกว่าภาพจำลองตอนประกวดแบบเสียอีก

ความน่าผิดหวังที่มีต่ออาคารนั้นมีมากเกินกว่าหน้ากระดาษคอลัมน์นี้มีให้ (หากใครสนใจก็สามารถค้นสิ่งที่ผมเสนอไว้ในที่ต่างๆ และลองอ่านดูเองนะครับ)

แต่ถ้าหากจะกล่าวเฉพาะที่สำคัญที่สุดจนไม่ควรให้อภัย ผมคิดว่า คือแนวคิดหลักของการออกแบบที่ตั้งใจให้อาคารแห่งนี้คือ “รัฐสภาแห่งศีลธรรม”

 

คณะผู้ออกแบบย้ำเสมอว่าต้องการให้รัฐสภาเป็นสถานที่ประกอบกรรมดี

เป็นสภาที่มีแต่ความสงบร่มเย็นสบายโดยสื่อความหมายตรงตัวในการตั้งชื่อว่า “สัปปายะสภาสถาน”

และด้วยเหตุที่แนวคิดพุ่งไปที่เรื่องศีลธรรมและความดี การออกแบบจึงได้นำแนวคิด แผนผัง และองค์ประกอบที่อ้างอิง “ไตรภูมิ” อันเป็นความเชื่อเก่าแก่อย่างหนึ่งของพุทธศาสนามาใช้เป็นแนวทางหลังในการออกแบบ

ภายใต้แนวคิดนี้ทั้งอาคารจึงเป็นดั่งการจำลองเขาพระสุเมรุลงมาบนพื้นโลก

ยอดเจดีย์สีทองคือ “จุฬามณีเจดียสถาน” บนยอดเขาพระสุเมรุ ภายในประดิษฐาน “พระสยามเทวาธิราช”

ถัดลงมาคือท้องพระโรงสำหรับเสด็จเปิดการประชุมรัฐสภา ที่อาจเทียบเคียงได้ดั่งที่ประทับของพระอินทร์

ถัดลงมาเป็นฐานอาคารที่ปลูกต้นไม้ไว้โดยรอบ สื่อความหมายคือป่าหิมพานต์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ

ปีกอาคารทั้งสองด้านคือห้องประชุม ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งทำหน้าที่ในเชิงความหมายเป็นดั่งพระอาทิตย์และพระจันทร์ที่โคจรรอบเขาพระสุเมรุ

สะท้อนชัดเจนจากชื่อห้องประชุม ส.ส.ที่ใช้ว่า “ห้องพระสุริยัน” ส่วนห้องประชุม ส.ว.ใช้ชื่อว่า “ห้องพระจันทรา”

 

ในทัศนะผม การวางแนวคิดเช่นนี้เป็นเสมือนการตั้งหางเสือเรือไปผิดทางตั้งแต่ต้น

เพราะรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นสถานที่ทางโลก

เป็นพื้นที่สำหรับการตกลงและต่อรองในการจัดสรรใช้สอยทรัพยากรของชาติ ตรากฎหมาย

ตลอดจนเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดอย่างเสรี ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำเอาหลักการทางศาสนามาเป็นแนวคิดหลักในการออกแบบ

คณะผู้ออกแบบให้ความเห็นต่อกรณีนี้หลายครั้ง สาระสำคัญโดยสรุปคือการมองว่าคนไทยมักศรัทธาในหลักการประชาธิปไตยแบบตะวันตกมากเกินไป

ในขณะที่คณะผู้ออกแบบเชื่อว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยจะไปไม่มีทางก้าวหน้าไปถึงไหนแน่ หากขาดไร้ซึ่งศีลธรรมคอยกำกับ

ฟังดูดีนะครับ แต่ถ้าคิดให้ดีจะพบตรรกะที่ผิดพลาด เพราะเป็นการคิดเองเออเองว่าประชาธิปไตยแบบตะวันตก (จริงๆ คำว่าแบบตะวันตกก็มีปัญหาพอสมควร แต่จะขอละไว้ก่อน ณ ที่นี้) คือรูปแบบการปกครองที่ปราศจากศีลธรรมคอยกำกับ

โดยไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญก็น่าจะพอรู้นะครับว่า ศีลธรรมที่คอยกำกับประชาธิปไตยนั้นมีอยู่มากมายมหาศาลทีเดียว

ไม่ว่าจะเป็นหลักการถ่วงดุลอำนาจ หลักการเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หลักการเรื่องความเสมอภาค

และโดยเฉพาะหลักการที่ให้ความสำคัญกับประชาชนในฐานะเจ้าของชาติและอำนาจอธิปไตยสูงสุด ซึ่งก็เป็นเรื่องถูกต้องดีงามทั้งสิ้นไม่ใช่หรือ

ทำไมผู้ออกแบบจึงมองไม่เห็นศีลธรรมชุดนี้

 

แน่นอน หลักการดังกล่าวมีช่องโหว่รูรั่วมากมายจนสร้างปัญหาให้กับสังคมไทยมาโดยตลอด แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจจนทุกวันนี้ก็คือ ทำไมคณะผู้ออกแบบถึงคิดว่าศีลธรรมทางศาสนาจะช่วยอุดช่องโหว่ดังกล่าวได้ ที่สำคัญคือ ไม่ใช่ศีลธรรมทางศาสนาเฉยๆ ด้วยนะครับ แต่ต้องเป็นศีลธรรมเฉพาะของพุทธศาสนาอีกต่างหาก

ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ทั้งไทยและเทศมากมายในยุคก่อนมีประชาธิปไตย ในยุคที่ศาสนาคือแกนหลักในการเมืองการปกครอง ผมอยากถามจริงๆ ว่า คณะผู้ออกแบบมองเห็นแต่ความสวยงามอย่างเดียวจริงหรือ มองไม่เห็นด้านที่เลวร้าย กดขี่ และไร้ศีลธรรมในนามของศาสนาบ้างเลยหรือครับ

ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ต้องการจะให้มานั่งชั่งตวงวัดเทียบกันนะครับว่าข้อเสียของสังคมที่มีศาสนาเป็นแกนกลาง กับมีประชาธิปไตยเป็นแกนกลางนั้นแบบไหนมีข้อเสียมากกว่ากัน

แต่ประเด็นคือทำไมเราจึงเลือกแก้ปัญหาสังคมประชาธิปไตยโดยเลือกที่จะเดินถอยหลังกลับไปเจอปัญหาแบบเดิมๆ

ทำไมเราจึงไม่เลือกแก้ปัญหาประชาธิปไตยด้วยวิธีก้าวไปข้างหน้า

ทำไมคณะผู้ออกแบบจึงไม่ยึดถือในหลักศีลธรรมของระบอบประชาธิปไตยนี้และออกแบบพื้นที่ที่สนับสนุนและส่งเสริมให้ศีลธรรมชุดนี้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ออกแบบพื้นที่ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง

 

ผมผิดหวังมากที่รัฐสภาแห่งใหม่เต็มไปด้วยพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ลองนึกภาพรัฐสภาแห่งนี้ตอนเปิดใช้งานเต็มรูปแบบดูนะครับ ผู้คนส่วนใหญ่ที่ผ่านไปผ่านมาก็ต้องคิดว่านี่คือวัด เพราะมีเจดีย์ตั้งอยู่ตรงยอด ซึ่งก็คงจะต้องผ่านพิธีกรรมที่สร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้เกิดขึ้นกับเจดีย์และรูปเคารพข้างในอย่างไม่ต้องสงสัย

ด้วยพิธีกรรมดังกล่าวที่ผสมโรงเข้ากับภาษาทางสถาปัตยกรรมที่ยกเขาพระสุเมรุบนสวรรค์มาไว้บนพื้นโลก ย่อมส่งผลกระทบให้เกิดความรู้สึกของการเป็นพื้นที่วัดมากกว่ารัฐสภา

และพวกเขาต้องรู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มากกว่าเป็นพื้นที่เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของพวกเขา

สิ่งเหล่านี้ผมเคยเสนอไปแล้วว่า มันคือภาษาในการออกแบบที่เข้ามากด ข่มประชาชน

ไม่ใช่การออกแบบที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

แต่ที่น่าสนใจคือ เมื่อคนรู้สึกว่าตรงนี้คือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว จะไม่เกิดการคอร์รัปชั่นจริงหรือ หรือเกิดลดลงแน่หรือ

จุดนี้แหละคือสิ่งที่ผมพูดตลอดว่า คณะผู้ออกแบบคาดหวังอย่างไร้เดียงสาเกินไปว่าการออกแบบพื้นที่เช่นนี้จะทำให้นักการเมืองละอายและเกรงกลัวต่อบาปไม่มากก็น้อย

 

จะว่าไป อาคารแห่งนี้ก็เปิดใช้งานมาพอสมควรแล้วนะครับ เป็นยังไงบ้างครับ จริยธรรมของนักการเมือง, รัฐมนตรี, ส.ส. และ ส.ว. ดีขึ้นบ้างหรือยัง

หรือจริงๆ แล้วการออกแบบที่ยิ่งสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นนอกจากจะไม่ช่วยให้ศีลธรรมสูงส่งขึ้นแล้ว ซ้ำร้ายยังทำให้ศีลธรรมแบบประชาธิปไตยอ่อนแอเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก

ไม่ว่าจะเป็นหลักการตรวจสอบถ่วงดุล หลักความเสมอภาค และหลักการว่าด้วยประชาชนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตยสูงสุด

ในทัศนะผม การออกแบบพื้นที่ประชาธิปไตยในรัฐสภาแห่งนี้ไม่ใช่การออกแบบ “รัฐสภาแห่งศีลธรรม” ตามที่คณะผู้ออกแบบกล่าวอ้างแต่อย่างใดเลย แต่แท้จริงแล้วมันคือการออกแบบที่กดพื้นที่ประชาธิปไตยในสังคมไทยให้อยู่ได้แค่ที่ตีนเข้าพระสุเมรุต่างหาก

ผมอธิบายในหลายแห่งแล้วว่า ความเลวร้ายที่ไม่น่าให้อภัยของรัฐสภาแห่งใหม่นี้เป็นผลพวงสืบเนื่องโดยตรงมาจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ตัวมันเป็นเสมือนผลไม้พิษอีกลูกหนึ่งที่เจริญเติบโตมาจากต้นไม้แห่งการรัฐประหารที่ฝังรากลึกในสังคมไทย

หากในอนาคตข้างหน้าเราสามารถถอนรากโค่นของการรัฐประหารทิ้งออกไปได้ การรื้อถอนผลพวงรัฐประหารที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องจัดการก็คือ สัปปายะสภาสถาน แห่งนี้

 

การรื้อถอนมิได้หมายถึงการทุบอาคารทิ้งนะครับ เพราะงบประมาณหลายหมื่นล้านจากภาษีประชาชนในการก่อสร้างไม่ควรถูกเททิ้งลงแม่น้ำไปอย่างไร้ความหมาย

แต่การรื้อถอนหมายถึงการทำลายความหมายตลอดจนภาษาสัญลักษณ์ที่ตอกย้ำ “ประชาธิปไตยที่ตีนเขาพระสุเมรุ” ลง

โดยผ่านกระบวนการจัดประกวดแบบครั้งใหม่ที่มีโจทย์ในการปรับปรุงรัฐสภาเฉพาะส่วนที่จำเป็นให้กลับมาเป็นพื้นที่ที่ยึดมั่นในศีลธรรม

ตามระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงอีกครั้ง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน