bg-single

88 ปี ปราบกบฏบวรเดช ชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตย เหนือกลุ่มอนุรักษนิยม/My Country Thailand ณัฐพล ใจจริง

13.10.2021

My Country Thailand

ณัฐพล ใจจริง

 

88 ปี ปราบกบฏบวรเดช

ชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตย

เหนือกลุ่มอนุรักษนิยม

 

“คณะกู้บ้านกู้เมือง” หรือ “The Counter Revolution” ต้องการต่อต้านการปฏิวัติ 2475

 

พลันที่คณะราษฎรปฏิวัติระบอบการปกครองของไทยเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 นับเป็นการขีดเส้นแบ่งระหว่างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับระบอบประชาธิปไตย ด้วยข้อความอันเรียบง่ายที่ในรัฐธรรมนูญแรกของไทยว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย”

รัฐประชาชาติที่ถือกำเนิดขึ้นใหม่นั้น ประชาชนที่มีความเท่าเทียมกันทั้งหมดประกอบกันขึ้นมาเป็นชาติ แต่ความพยายามสร้างสังคมใหม่ของคณะราษฎรกลับถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มอนุรักษนิยมผู้สูญเสียสถานภาพทางการเมืองอย่างฉับพลัน

พวกเขาต้องการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจการเมืองไทยตามที่ต้องการใหม่ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เช่น การต่อต้านโครงการเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ (2476) การรัฐประหารเงียบด้วยการออกพระราชกฤษฎีกางดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราและปิดสภาผู้แทนราษฎร (2476) และนำไปสู่การใช้กำลังทางทหารในกบฏบวรเดช (2476) ในที่สุด

ในเดือนตุลาคม เมื่อ 88 ปีที่แล้ว กลุ่มอนุรักษนิยมแสดงการคัดค้านการปฏิวัติ 2475 พวกเขาเรียกตนเองว่า “คณะกู้บ้านกู้เมือง” หรือ “The Counter Revolution” จากชื่อนั้นมีความหมายถึง คณะบุคคลที่ต้องการกู้บ้านกู้เมืองกลับคืนจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติ 2475

สมาชิกบางคนนิยามตนเองว่า พวกเขาเป็น “ผู้จงรักภักดี” เคลื่อนไหวต่อต้านด้วยการใช้กำลังทหารจากหัวเมืองหลายกองพันเข้าประชิดพระนครอย่างฉับพลันเมื่อ 13 ตุลาคม 2476 พร้อมยื่นคำขาดให้รัฐบาลคณะราษฎรลาออก ตามแผนการที่เรียกว่า “เสือล้อมกวาง” ด้วยเชื่อว่าแผนการและกำลังทางการทหารที่เหนือกว่าเปรียบเสมือนฝ่ายตนเป็นเสือที่มีอำนาจเหนือกว่ากวางที่ขี้ขลาด พร้อมหวังว่า ฝ่ายตนจะกำได้รับชัยชนะอย่างไม่ยากนัก

ในขณะที่มีการรวมกำลังพลตามหัวเมือง การสร้างกระแสปลุกเร้าให้ประชาชนสนับสนุนการก่อกบฏในกรุงเทพฯ นั้น เป็นหน้าที่ของสมาชิกพรรคคณะชาติ ผู้เป็นนักหนังสือพิมพ์ด้วยการเขียนข่าววิจารณ์ถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลลงในหนังสือพิมพ์ของกลุ่มตนเพื่อปลุกกระแสการต่อต้านให้เกิดขึ้นภายในพระนคร

ในเวลาใกล้กันนั้น เมื่อรัฐบาลทราบอย่างแน่ชัดว่ามีการก่อการกบฏที่จังหวัดนครราชสีมา รัฐบาลส่งตำรวจสันติบาลชุดหนึ่งพร้อมอาวุธเดินทางขึ้นขบวนรถไฟไปยังนครราชสีมาเพื่อสืบข่าวและจับกุมผู้ก่อการกบฏ

ขบวนรถไฟฝ่ายรัฐบาลพุ่งทะยานผ่านสถานีสระบุรี สถานีบ้านพาชี แบบที่เรียกว่า “วิ่งผ่านมาทุกสถานี ไม่ยอมหยุด แม้สถานีใดไม่ยอมเปิดทางให้สะดวก จนถึงสถานีปากช่อง” เพื่อระงับเหตุการณ์ก่อกบฏให้ทันการณ์ แต่รถไฟของรัฐบาลขบวนนี้ถูกซุ่มโจมตีจากทหารกองทัพฝ่ายกบฏส่วนหน้า แอบดักซุ่มยิงอยู่ข้างทางรางรถไฟ

ผลจากที่ขบวนรถไฟฝ่ายรัฐบาลถูกทหารฝ่ายกบฏซุ่มยิงปรากฏว่า รัฐบาลสูญเสียตำรวจไปสองนาย คือ ร้อยตำรวจโท ขุนประดิษฐ์กลการ นายดาบตำรวจทอง แก่นอบเชย ตำรวจสันติบาลเสียชีวิต

ส่วนตำรวจฝ่ายรัฐบาลที่รอดชีวิตได้ยอมจำนน ทหารคณะกู้บ้านกู้เมืองได้เข้าตรวจค้นขบวนรถไฟและจับกุมตำรวจสันติบาลที่เหลือพร้อมอาวุธจำนวนหนึ่ง

พระยามโนปกรณ์นิติธาดา และนาวาเอก พระยาศราภัยพิพัฒ ผู้นำฝ่ายอนุรักษนิยม

เช้าวันที่ 13 ตุลาคม กบฏบวรเดชยกทัพเข้าประชิดชานพระนครที่ทุ่งบางเขนและแถบหลักสี่แล้ว ฝ่ายกบฏยื่นคำขาดให้รัฐบาลลาออก

แต่รัฐบาลไม่ปฏิบัติตามพร้อมประกาศสู้ มีการยิงปืนใหญ่ใส่กันดังกึกก้องทั่วท้องทุ่งบางเขนและดังไกลไปถึงปทุมธานีและอยุธยาบางอำเภอ

จากนั้นมีการเคลื่อนกำลังทหารราบและทหารม้าเข้าหากัน มีการปะทะกันตลอดแนวรบ

ต่อมา ฝ่ายกบฏเกิดปัญหากองทหารสนับสนุนไม่มาตามนัดหมาย ในที่สุด 15 ตุลาคม มีคำสั่งให้ถอนทัพออกจากชานพระนครกลับไปยังนครราชสีมา

ไม่แต่เพียงฝ่ายกบฏถอนกำลังออกจากพระนครด้วยทางรถไฟเท่านั้น แต่พวกเขายังถอดรางรถไฟออกตลอดทางเพื่อขัดขวางเส้นทางการติดตามจากรัฐบาล

ดังนั้น เมื่อฝ่ายรัฐบาลติดตามฝ่ายกบฏจึงจำต้องต่อรางรถไฟเพื่อเคลื่อนไปข้างหน้า ในที่สุด เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงที่โตรกเขาแถบสถานีหินลับ สระบุรี

ฝ่ายกบฏสูญเสียรองแม่ทัพ คือ พันเอก พระยาศรีสิทธิสงคราม ในสนามรบซึ่งสร้างความเสียขวัญให้กำลังพลเป็นอันมาก

สุดท้ายแล้ว พระองค์เจ้าบวรเดชและพระชายาทรงลี้ภัยด้วยเครื่องบินปีกสองชั้นแบบเบรเก้ ออกจากไทยข้ามไปยังดินแดนอินโดจีนของฝรั่งเศส จากนั้น เหล่านายทหารเดินเท้าและขี่ม้าข้ามชายแดนไปสมทบกันที่อินโดจีน

นายพลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช และพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม ผู้นำฝ่ายอนุรักษนิยม

กองทัพรัฐบาลเคลื่อนทัพเข้าถึงฐานบัญชาการใหญ่ของฝ่ายกบฏได้ในวันที่ 24 ตุลาคม และต่อมาทหารฝ่ายกบฏค่อยๆ ทยอยยอมจำนนนต่อรัฐบาล หลังเหตุการณ์จบสิ้นลง รัฐบาลจัดตั้งศาลพิเศษ 2476 เพื่อพิจารณาคดีกบฏ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่สามารถจับกุมแกนนำคนสำคัญๆ ได้ เนื่องจากผู้นำระดับสูงหลบหนีไปต่างประเทศ ในขณะที่นายทหารระดับนำบางคนเสียชีวิตในที่รบ ผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ถูกรัฐบาลจับกุมหลายร้อยคน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการคดีกบฏ มิใช่เป็นสิ่งที่ราบรื่น เนื่องจากกบฏเหล่านี้เป็นผู้มีอำนาจและเครือข่ายกว้างขวาง ทำให้พยานบุคคลฝ่ายรัฐบาลหลายคนถูกคุกคามจากญาติพี่น้องฝ่ายกบฏ

เช่น กรณีนายบุญเรือง จุลรักษา ชาวชัยภูมิ พยานฝ่ายรัฐบาลได้ร้องเรียนว่า เขากำลังถูกปองร้ายจากญาติของพวกกบฏในจังหวัดชัยภูมิ

รวมทั้งกรณีนายบัว ศิริอักษร ชาวบ้านขอนแก่น ร้องขอความคุ้มครองจากรัฐบาล เนื่องจากเขาถูกปองร้ายหมายเอาชีวิตจากญาติฝ่ายกบฏ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลวางนโยบายการไต่สวนกบฏว่า

“ถ้าการไต่สวนมีความสงสัยว่าจะเป็นตัวการ หรือผู้สมรู้ร่วมคิดของพวกกบฏ แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนก็ให้ไต่สวนต่อไป ถ้าไต่สวนต่อไปแล้วยังไม่มีหลักฐานดีขึ้น อย่าจับกุมคุมขังแก่บุคคลเหล่านั้นเลย”

แผนที่แสดงกำลังพลฝ่ายกบฏบวรเดชที่ยกเข้าพระนครและการยิงปืนใหญ่ที่ทุ่งบางเขน

ภายหลังเหตุการณ์การก่อการกบฏสิ้นสุดลงแล้ว รัฐบาลได้สำรวจนายทหารฝ่ายรัฐบาลที่เสียชีวิตในการปกป้องรัฐธรรมนูญ มีทหารเสียชีวิตจำนวน 17 คน และมีทหารบาดเจ็บจำนวน 54 คน

ส่วนพลเรือนจำนวน 5 คน โดยรัฐบาลได้จัดงานฌาปนกิจให้กับทหารฝ่ายกบฏที่สนามหญ้าบริเวณหน้าที่ทำการจังหวัดทหารบกนครราชสีมาในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2476 และต่อมารัฐบาลได้จัดงานฌาปนกิจให้กับทหารฝ่ายรัฐบาลที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2477

และต่อมารัฐบาลได้เลื่อนยศให้กับวีรชนที่สละชีพปกป้องรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังดำเนินการชดใช้ค่าเสียหายให้กับประชาชนในแถบหลักสี่และบางเขน ซ่อมแซมวัดเทวสุนทร จ่ายค่าเสียหายกรณีสัตว์ล้มตาย บ้านเรือนและทรัพย์สินเสียหาย จำนวน 48 ราย และมีประชาชนผู้ถูกกระสุนปืนเสียชีวิต 2 ราย คือ พระภิกษุสอน วัดเทวสุนทร นายเพ็ง ทองหล่อ ส่วนนางแป้น แตงเอี่ยม ประสบความทุพพลภาพ

นอกจากนี้ รัฐบาลได้สงเคราะห์ครอบครัวทหารฝ่ายกบฏที่เสียชีวิตจำนวน 4 รายและค่าเลี้ยงดูบุตรอีกด้วย

ทั้งนี้ ในสายตาของทูตยาตาเบ อัครราชทูตญี่ปุ่น ผู้อยู่ร่วมสมัยบันทึกถึงกบฏบวรเดชไว้ว่า

“ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลพระยาพหลพลพยุเสนาแล้ว [หลัง 20 มิถุนายน 2476] ได้มีการเคลื่อนไหวของเจ้านายบางส่วน และพวกนักการเมืองปฏิกิริยาจนถึงเดือนตุลาคม 1933 ก็ได้เกิดการกบฏที่มีพระองค์เจ้าบวรเดชเป็นหัวหน้า เรื่องนี้เป็นการก่อการไม่สงบครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มการปฏิวัติเป็นต้นมา” (ยาตาเบ 2550, 111-112)

คณะราษฎรสายพลเรือนสมัครเป็นทหารอาสาไปแนวหน้า มีคำขวัญว่า ตายไหนก็ตายด้วยกัน

ทหารหนุ่มฝ่ายรัฐบาลโห่ร้องดีใจเมื่อมีชัยเหนือฝ่ายกบฏบวรเดช

เมรุเผาศพทหารตำรวจฝ่ายรัฐบาลที่ท้องสนามหลวง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน