bg-single

อ่านเกมกับ ส.ส.ก้าวไกล มองอนาคตรัฐบาล การแยกกันเดินของ 2 ป. เชื่อยุบสภาหลังมีนาคม 2565

19.10.2021

ธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.พรรคก้าวไกล มองปัจจัยการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในประเทศไทยเกิดจากปัจจัยภายในเป็นหลักนั่นหมายถึงความขัดแย้งภายใน ซึ่งโดยปกติแล้วเรื่องของม็อบหรือความขัดแย้งกับฝ่ายค้านโอกาสในการที่จะล้มรัฐบาลเป็นไปได้ยากเพราะว่ารัฐบาลมีโครงสร้างอำนาจที่รวบอำนาจเข้ามาและมีกลไกต่างๆ

ดังนั้น ความขัดแย้งภายในที่เกิดขึ้นวันนี้ ถึงจะมีความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งขณะนี้ภายในพรรคพลังประชารัฐเองมี 3 สัญญาณสำคัญ

ประการแรกคือ เหมือนการรัฐประหารภายในของพรรคพลังประชารัฐ ปีกของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ + ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่มีข่าวเกิดขึ้นหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่ามีการรวบรวมเสียงไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดย พล.อ.ประยุทธ์ผ่านมาได้แบบหวุดหวิด ได้เสียงรองบ๊วย

เท่าที่วิเคราะห์ดูแล้ว พล.อ.ประยุทธ์น่าจะรู้สึกหวาดระแวง พล.อ.ประวิตร ว่าพี่ใหญ่มีส่วนรู้เห็นหรือไม่ว่ามือขวาตัวเองได้กระทำการรวบรวมเสียง หรือเข้ามามีส่วนร่วมด้วยตัวเองหรือไม่

ก็ทำให้มีส่วนที่ไม่สบายใจ นำมาสู่การปลด ร.อ.ธรรมนัส และอดีต รมช.นฤมลออกไป พอปลดแล้วเป็นการปลดแบบไม่บอกกล่าวคือพี่ใหญ่ นี่ก็คือการแสดงความไม่ไว้วางใจ

ต่อมาสัญญาณชัดตรงที่การตั้ง พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ซึ่งเคยเป็นคู่แคนดิเดตในการชิงตำแหน่ง ผบ.ทบ.ต่อจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา นั้นคือคนที่มีบารมีสูง นี่ก็เหมือนสัญญาณที่ว่าต้องการจะปักหลักและต้องการที่จะปั้นใครสักคนหนึ่งมา ทำให้รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของ 3 ป.แบ่งเป็น 2 ฝ่าย ก็คือฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตร อีกสัญญาหนึ่งก็คือท่าทีของ พล.อ.อนุพงษ์หลังจากมีกระแสข่าวมามาก ว่าต้องการเปลี่ยนแปลง รมว.มหาดไทยนี้ก็เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ต้องมาอยู่ข้าง พล.อ.ประยุทธ์โดยปริยาย เพราะว่ามีคนต้องการปรับตัวเขาออกจากตำแหน่ง

ตรงนี้ก็เป็นที่คาดหมายว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกแยก

หลังจากนั้นก็มีการแยกกันเดินหลายทางในการลงพื้นที่ รวมถึงมีการประลองกำลังลงตรวจน้ำท่วม

สุดท้ายแล้วก็ลงมาที่การวัดพลัง ส.ส. ประลองกำลังกัน แล้วก็มีความพยายามที่ชิงอำนาจกันภายในพรรคพลังประชารัฐ

สัญญาณทั้งหมดนี้ ไม่มีอะไรที่จะทำให้ดูแล้วเหมือนว่าพี่น้องกอดคอไม่มีวันทิ้งกันอย่างที่เขาพูดกันได้เลย สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครเชื่อ

จุดนี้มันเป็นเกมการเมืองเรื่องความเป็นอยู่ของรัฐบาล ซึ่งธีรัจชัยมองว่าเป็นเพียงแค่มิติการเมืองในสภา ในพรรคการเมืองเท่านั้น ต้องไม่ลืมว่าในประเทศไทยโครงสร้างทางอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ เราต้องมองให้ดีว่าเขาไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง มันยังมีอำนาจอื่นด้วย นั่นคืออำนาจกองทัพ

คำถามสำคัญที่ควรคิดประกอบในตอนนี้ คือตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ผบ.เหล่าทัพต่างๆ มันอยู่ในมือของใครกันแน่? พล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.อ.ประวิตร มีอำนาจจริงในการเสนอชื่อขึ้นมาตรงนี้มันเป็นดุลอำนาจที่สำคัญมาก เราต้องคิดด้วยว่าเหมือนสามี-ภรรยาเคยอยู่กินกัน แยกกันสมบัติตอนแรกมันไม่ได้แบ่งกันก่อน แต่สภาพวันนี้เป็นอีกอย่าง

อีกอำนาจส่วนหนึ่งที่สำคัญมากไม่แพ้กันคือเรื่องของวุฒิสภาในการเข้าชื่อต่างๆ อย่างน้อยๆ ต้องดูว่าการแบ่งสมบัติอันนี้มันจะเป็นของใครได้บ้าง ฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.อ.ประวิตร เพราะนี่ถือเป็นดุลอำนาจของการอยู่รอดของรัฐบาลเลย เสียงของปีก พล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.อ.ประวิตร ตรงนี้ต้องดูให้ดี ว่าของใคร อำนาจอยู่ที่ใคร

สำคัญที่สุดคือใครจะคอนโทรลองค์กรอิสระ ซึ่งองค์กรอิสระมีความสำคัญมาก รวมไปจนถึงคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าเป็นฝ่ายเดียวกับรัฐบาลไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นฝ่ายตรงข้ามกันเมื่อไหร่มีปัญหาแน่นอน

องค์กรเหล่านี้มีที่มาจากสายของใครกันแน่ สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งเบื้องต้นที่ต้องนำมาวิเคราะห์รวมถึงอำนาจอื่นๆ ที่จะต้องจัดสรรว่าใครจะเป็นคนประสาน ใครเป็นคนดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ประสิทธิภาพและเสถียรภาพของการดำรงอยู่ของรัฐบาลมันมั่นคง

ซึ่งองค์ประกอบที่กล่าวมาเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้สภาพรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ที่สืบทอดมา คสช.จะดำรงอยู่หรือไม่ดำรงอยู่อย่างไร

ไม่ใช่เรื่องของในสภา ในพรรคการเมืองอย่างเดียว

อีกหนึ่งประเด็นที่ ส.ส.ธีรัจชัยมองว่าสำคัญคือการจัดการภายในพรรคร่วมรัฐบาล ชัดที่สุดคือ กรณีของการที่ พล.อ.ประยุทธ์พยายามยื่นไมตรีให้ พล.อ.ประวิตร จนมีปัญหากับพรรคประชาธิปัตย์ ประเด็น 4 กรมเดิมที่เคยคุมโดยคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กลับมาให้ พล.อ.ประวิตรคุมอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่มันไม่มีผลอะไร แถมมันเกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาคือปัญหาการอยู่ร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาล

ทำให้ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์รีบออกมาดักคอหรือโต้แย้งทันทีทันใดเรื่องการแบ่งอำนาจผิด เรื่องหลักการบริหารราชการแผ่นดินว่ารองนายกฯ และการอยู่ร่วมกันในรัฐบาลต้องมีมารยาท ต้องให้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการมีอำนาจ

จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์เองก็ไม่กล้าที่จะปรับ ครม.เพราะจะสะเทือนมากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้น ก็เลยไม่กล้าทำอะไรมากเพราะจะเกิดความสั่นสะเทือนขึ้น

แต่ผมฟันธงว่าพรรคประชาธิปัตย์เองก็ไม่กล้าที่จะแตกหักกับเขาเหมือนกันเพราะยังไม่พร้อมเต็มที่

 

จากสภาวะที่กล่าวมาทั้งหมดทำให้ ส.ส.ธีรัจชัยมองว่า ไม่ว่าอย่างไร พล.อ.ประวิตร พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่พร้อมจะแตกหักกันสุดๆ ในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน เพราะว่าการแตกหักมันจะทำให้เกิดการตายหมู่ทั้งคู่ไปไม่รอด ดังนั้น จึงต้องมีการเตรียมการให้มีการได้เปรียบมากที่สุดก่อน ก็เลยต้องพยายามที่จะประคับประคองให้มีอำนาจมากที่สุด ได้เปรียบที่สุดก่อน

การช่วงชิงในขณะนี้จึงยังไม่ถึงขั้นที่จะล้มกันได้ในช่วงนี้ ดังนั้น จึงคิดว่าภายในเดือนตุลาคมนี้คงไม่เกิดอะไรขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรแม้สภาพจะเหมือนสามี-ภรรยาแยกห้องนอนกัน แต่เขายังไม่ได้แยกบ้านกัน ยังอยู่ชายคาบ้านเดียวกัน

เขายังรักษาดุลยภาพและจัดการองค์ประกอบต่างๆ ให้ตัวเองสามารถอยู่รอดได้ก่อนและต้องได้เปรียบจริงๆ คือไปให้ถึงจุดที่ พล.อ.ประยุทธ์มั่นใจว่าตัวเองครองอำนาจได้ คุมองค์กรอิสระได้ รวมถึงกองทัพ-วุฒิสมาชิก-กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ-คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ หน่วยงานที่เป็นองคาพยพเหล่านี้ต้องทำให้เขารู้สึกว่ามั่นคง แล้วจึงค่อยไปปลด พล.อ.ประวิตรในการปรับ ครม.ครั้งต่อไป เพื่อให้ตัวเองมีเสถียรภาพมากขึ้น กระชับอำนาจภายในของตัวเองให้มีโอกาสสูงขึ้น

มันจึงอยู่ที่ทีมงานเสนาธิการของ พล.อ.ประยุทธ์ที่จะต้องนั่งวางกันว่าอยู่จุดได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร

 

ส่วนกรอบเวลาในการยุบสภา ส.ส.ธีรัจชัยมองว่า ในประเทศไทยมีหลักการยุบสภาอยู่ไม่กี่อย่าง

1. คือต้องผ่านงบประมาณเรียบร้อย

2. ต้องมีการเบิกจ่ายงบประมาณระดับหนึ่ง เพื่อความได้เปรียบ หมายความว่าต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 4-5 เดือนหลังผ่านงบประมาณไปแล้ว เป็นต้นว่าหลังเดือนกุมภาพันธ์มีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วส่วนหนึ่ง

และ 3. คือการโยกย้ายข้าราชการเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการทหารหรือส่วนอื่นๆ ก็เป็นช่วงที่ต้องจัดทัพราชการให้ตัวเองได้ประโยชน์ แต่ปัญหาที่มันเกิดขึ้นในสภาพวันนี้คืออำนาจมันอยู่ที่ฝ่ายไหนกันแน่?

อีกประการคือการใช้งบประมาณของรัฐ เพื่อให้ประชาชนได้เงินผ่านโครงการต่างๆ ถ้าสมมุติมีปัญหาขัดแย้งไปกันไม่ได้จริงๆ วันนั้นถึงจะมีการยุบสภาเกิดขึ้น แต่ถ้าไม่มียังไงก็ไม่ยุบ ถ้าเขาจัดการองค์ประกอบเหล่านี้ที่กล่าวมาทั้งหมด เขาก็กำมือเราพร้อมจะยุบเมื่อไหร่ก็ได้ อยู่ที่ว่าตัวเองจะจนแต้มหรือไม่

ดังนั้น จึงมองว่าเป็นไปไม่ได้ที่เดือนหน้าจะมีการยุบอย่างที่บางคนวิเคราะห์

ผมมองว่าอย่างเร็วที่สุดที่ผมคิดคือเดือนมีนาคม ปี 2565 หรือสิงหาคม 2565

เงื่อนไขอีกประการคือการที่นายกฯ ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 8 ปี ก็อาจจะเป็นช่วงนั้น เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องมีการตีความ

แต่ดูยังไงเขาก็ได้เปรียบอยู่เพราะว่าโครงสร้างที่เกิดขึ้นมามันเอื้อให้มีอภินิหารต่อ พล.อ.ประยุทธ์

ชมคลิป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (จบ)
50 ปี 6 ตุลา : จังหวะของประวัติศาสตร์ และการจรรโลงความรู้สึก