bg-single

เปิดใจ ผู้พันปุ่น ‘ศิธา ทิวารี’ จากคนขับเครื่องบินรบ สู่สนามรบการเลือกตั้งเมืองหลวง ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ จะทำอะไร ?

19.04.2022

ถ้าเปรียบการทำงาน กทม.กับการขับเครื่องบินรบ น.ต.ศิธา ทิวารี ผู้สมัครผู้ว่าฯ ในนามพรรคไทยสร้างไทย ระบุว่า ศัตรูของเรา คือการที่ไปยึดมั่นในระเบียบแบบแผนต่างๆ โดยที่ไม่ได้มองถึงภารกิจหลักของ กทม. ที่จะดูแลคนกรุงเทพฯ

เช่น ปัจจุบันถ้าลงไปถามคนกรุงเทพฯ ทั้งหมด ว่ามีปัญหาที่คับข้องใจและอยากร้องเรียนกับ กทม.มากที่สุดคือ “เรื่องปากท้อง”

ถ้า กทม.บังคับใช้กฎหมายโดยที่ไม่ได้อำนวยหรือจัดสถานที่ หาที่ทางให้ประชาชนสามารถทำมาหากินได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหาบเร่แผงลอย หรืออื่นๆ เช่น ถ้ากระทบการสัญจรไปมาไม่สะดวกสบาย เราก็ต้องทำให้เกิดการสัญจรไปมาได้

แต่จุดไหนที่ขยับขยายการค้าขายได้สามารถอะลุ้มอล่วยได้ ผ่อนผันได้ ผู้ว่าฯ กทม.ควรจะทำ เพื่อให้ดีมานด์และซัพพลายมาเจอกัน ควรจัดสรรให้ดีและกวดขันดูแลไม่ให้มีการเบียดบังรายได้ประชาชน

ผู้พันปุ่นอธิบายว่า “คาแร็กเตอร์ของนักบิน” คือเราต้องแม่นในตำรา การทำหน้าที่ตรงนี้เราต้องรู้จักการประยุกต์ใช้ในสถานการณ์เฉพาะหน้า ดังนั้น ส่วนของผู้ว่าฯ กทม.ความเป็นพ่อเมืองหรือแม่บ้านของเมืองหลวง เราไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ตามตำราได้เพียงอย่างเดียว

ที่ผ่านมาจะมีคำถามหลายเรื่อง เช่นว่า ถ้าเกิดมีการชุมนุมในกรุงเทพฯ คุณจะจัดการอย่างไร? ผมมองว่าถ้ามีผู้ชุมนุมเข้ามาในพื้นที่ มีการกีดขวางการจราจร หรือทำผิดระเบียบปฏิบัติของกฎหมาย กรณีเช่นนี้เราต้อง Balance ระหว่างเรื่องมนุษยธรรมการช่วยเหลือผู้เดือดร้อน ไม่ว่าจะเดือดร้อนจากจังหวัดไหนก็แล้วแต่ แต่ในเมื่อคุณเข้ามาอยู่ในบ้านเรา เราต้องเข้าไปดูแล ต้องแยกแยะว่าการอำนวยความสะดวก เช่น การบริการห้องน้ำต้องทำ

ขณะเดียวกันเราต้องใช้ความเป็นคนกลาง ที่จะไปเจรจากับหน่วยงานที่เป็นบ่อเกิดของข้อขัดแย้งหรือปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ให้เขาไปช่วยดูแลชาวบ้านและรับเรื่องไปแก้ไข เพื่อให้การกีดขวางการจราจรหรือกระทำผิดกฎหมายหายไปโดยเร็ว ผ่านการเจรจา แทนที่จะไปเข้มงวดว่าอันนั้นไม่ได้อันนี้ไม่ได้ เพราะประชาชนเขาก็เป็นคนที่ได้รับความเดือดร้อนมา เขาต้องการได้รับการแก้ไข

ถ้าเราไม่เป็นตัวกลาง อะไรก็ไปต่อไม่ได้ ผมคิดว่าพ่อเมืองต้องมีคาแร็กเตอร์ Balance ทุกอย่างให้ได้

: ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ จะทำอะไรเป็นอย่างแรก?

สิ่งแรกที่จะทำคือการพูดคุยกับข้าราชการของกรุงเทพฯ ทั้งหมด พร้อมกับถ่ายทอดส่งข้อมูลให้กับบุคลากรทุกภาคส่วนรับรู้เพื่อปรับมายด์เซ็ตให้ตรงกัน ว่าที่เราเข้ามา เราจะไม่แก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก หรือจะทำแบบที่ผู้ว่าฯ กทม.ในอดีตทำมา จะต้องเปลี่ยนความคิด ให้ “การดูแลประชาชน” โดยให้ข้าราชการเป็นข้ารับใช้ประชาชน เพื่อให้คุ้มกับภาษีอากรที่ประชาชนจ่ายมา จะมีการจัดเรตติ้งตั้งแต่ผู้ว่าฯ ลงไปถึงรองผู้ว่าฯ-ข้าราชการทุกระดับชั้น

ส่วนในเรื่องนโยบาย ผมมองว่าฝนกำลังจะมา ประชาชนเดือดเรื่องน้ำท่วมจำนวนมาก และหลังเลือกตั้งเรากำลังจะเข้าสู่ฤดูฝนอีกแล้ว ระหว่างช่วงที่ไม่มีผู้ว่าฯ ตอนนี้เป็นรอยต่อสุญญากาศ ผมก็ไม่ทราบว่า กทม.ได้เตรียมการรับมือเรื่องนี้หรือยัง ผมเองวันแรกถ้าได้เข้าไปทำหน้าที่ ผมจะเทสต์ระบบการระบายน้ำของกรุงเทพมหานครเป็นอันดับแรก ในทุกเขต

ปัจจุบันการแก้ไขปัญหาของกรุงเทพฯ เราลงทุนกับเรื่องการบริหารจัดการน้ำท่วมไปแล้วแสนกว่าล้าน แต่ระบบทำงานได้เพียงแค่ 60 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ผมมองว่าปัญหามันอยู่ที่การบริหารจัดการ ถ้าผมเข้าไปผมจะเทสต์การระบายน้ำ เราต้องทำให้อุปกรณ์ทุกอย่างทุกเครื่องมือที่เรามีทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม่น้ำลำคลองต้องช่วยระบายน้ำ เราต้องพร่องน้ำในคลองให้รองรับตลอดเวลา ถ้ามีแก้มลิงก็ผันให้ไปอยู่ในพื้นที่แก้มลิงไม่ใช่ไปอยู่ในถนนที่กระทบคนสัญจร ผมมองว่าคลองเป็นหัวใจสำคัญเหมือนกับเส้นเลือดฝอย

ถ้าเราทดลองระบบเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำดีขึ้นกว่าปัจจุบันได้ เป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำให้เร็วที่สุด

: ทำไมถึงใช้สโลแกน จะทำในสิ่งที่ผู้ว่าฯ กทม.ไม่เคยทำ?

สิ่งที่เราจะทำในที่นี้ก็คือสิ่งที่คนกรุงเทพฯ เคยติดใจว่าทำไมปัญหาต่างๆ ไม่แก้ ไม่ทำ ทำไมถึงปล่อยให้สิ่งนี้ยังอยู่

เช่น ทำไมปล่อยให้คลองเน่าเหม็น ขยะเต็มเมือง ทำไมปล่อยให้น้ำท่วม สิ่งเหล่านี้เราจะเข้าไปทำ โดยที่เรามองปัญหาของกรุงเทพฯ เหมือนภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งมันลอยอยู่เหนือน้ำ ส่วนที่เราเห็นอยู่คือข้างบน

แต่ในส่วนที่เราพยายามจะแก้ไขอีก 10 ส่วนอยู่ในฐานข้างล่างที่ทำให้น้ำแข็งนี้มันลอยอยู่ มันคือก้อนที่อยู่ข้างใต้เราจะตีน้ำแข็งใต้ตรงนี้ ในสิ่งที่คนมองไม่เห็น เช่น องค์กรต่างๆ ของ กทม.ที่แฝงอยู่ เช่น กรุงเทพธนาคมเราไม่ได้บอกว่าไม่ดี เพียงแต่ว่าเราจะเข้าไปนำข้อมูลมาเปิดเผยให้โปร่งใสชัดเจน ว่าการทำงานเป็นอย่างไร งบประมาณเป็นอย่างไร สัญญาที่ไปดีลกับรถไฟฟ้าแบบไหน โดยเข้าไปทำอย่างจริงจังแบบไม่ลูบหน้าปะจมูก ไม่ทำงานแบบไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่

ผมจะเข้าไปทุบหม้อข้าว ทำลายสิ่งที่ปล่อยให้เกิดปัญหาแบบนี้ให้หมดสิ้น ผ่านการใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการระบบของกรุงเทพฯ เราต้องฟังเสียงประชาชน ให้ประชาชนตรวจสอบถ่วงดุล และที่สำคัญต้องกระตุ้นให้ข้าราชการทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

: การเปิดตัวช้ากว่าเสียเปรียบหรือไม่

ก็มองว่าตัวเองเสียเปรียบในเรื่องการหาเสียง เพราะกว่าที่คนจะเข้าใจเรา อาจจะใกล้วันเลือกตั้งไปแล้ว และกว่าที่จะซึมซับรับข้อมูลทั้งหมดอาจจะผ่านวันเลือกตั้งไปแล้วก็ได้ ต้องยอมรับว่าตรงนี้เป็นจุดอ่อนจุดหนึ่ง แต่ผมมองว่าสิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอคือตัวผมเองเป็น ส.ส.กทม.ตั้งแต่ 2544 และโดนรัฐประหารตอนปี 2549 ต่อมาถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ไม่ได้กลับเข้ามาทางการเมืองเบื้องหน้า แต่ว่าช่วยอยู่เบื้องหลังตลอด

ผมมีโอกาสช่วยคิดช่วยแก้ปัญหาชาวบ้าน ลงไปพูดคุยกับพี่น้องตลอดเวลา กระบวนการที่ผมใช้คือ การร่วมคิดร่วมใจร่วมทำ การร่วมใจคือเราเห็นว่ามีปัญหาเกิดขึ้นในชุมชน เราก็ไปคุยกับชาวบ้านว่าเห็นด้วยหรือไม่ว่าควรจะต้องแก้ไข ถ้าเห็นด้วยให้มาร่วมใจกัน แล้วต่อมาก็ร่วมกันคิด ว่าจะทำอย่างไรดี วางแผนอย่างไร มีข้อเสนออย่างไร ก็มาร่วมกันทำ

ผมมีโอกาสอยู่ในกระบวนการแทบจะทุกปัญหาของกรุงเทพฯ ที่ถูกสะท้อนอยู่ในเขตคลองเตย ที่ผมเคยเป็น ส.ส.พื้นที่นี้มีอยู่ทุกปัญหา เพราะมีตั้งแต่ถนนสุขุมวิทย่านคนรวย มีถนนพระราม 4 ย่านร้านค้าขายมีตลาดคลองเตย ตลอดจนมีชุมชนแออัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเป็นสลัมที่ใหญ่ที่สุด

ผมเองได้ช่วยงานคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มามากกว่า 22 ปี ในการร่วมคิด เราทำแบบนี้มาตลอด การที่ลงไปรับฟังปัญหา ผมคิดว่าน่าจะเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง ซึ่งผมเองเคยลงพื้นที่เคยคลุกคลีกับชาวบ้านเคยไปกินนอนกับชาวบ้านเป็นเดือนๆ มันทำให้เรามีโอกาสซึมซับและรู้ว่าปัญหาจะต้องแก้อย่างไรและได้ข้อมูลที่มาทำนโยบาย แม้ว่าตัวเองอ่อนการประชาสัมพันธ์ก็ตาม

อย่างช่วงนี้มีนักข่าวมาถามผมว่า สิ่งที่นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามพูดโน้มน้าวคน กทม.ช่วงที่ผ่านมา หรือลงพื้นที่ใน กทม.บ่อยๆ ว่าจะเอื้อใครหรือเปล่า

ในความคิดของผมท่านนายกฯ ควรลงไปทำในพื้นที่ให้ได้สัก 10 เปอร์เซ็นต์ของคุณหญิงสุดารัตน์ ควรลงสม่ำเสมอ ควรใส่ใจดูแลชาวบ้านให้เป็น ผมคิดว่า ณ เวลานี้ จะลงก็ไม่มีใครว่า แต่ที่คนเขาตั้งข้อสังเกตกันเพราะว่าที่ผ่านมาท่านไม่เคยลงเลย

จะบอกว่านั่งทำงานอยู่ที่ทำเนียบ ผมก็เช็กกับข้าราชการคนที่ไป Present งานกับนายกฯ เขาก็บอกว่าถึงเวลาในที่ประชุมเวลาจะนำเสนออะไรแกก็ทำนู่นทำนี่ไปเรื่อย กดอะไรไปต่างๆ พอถึงเวลา ก็ทุบโต๊ะว่าจะเอาแบบนี้

แล้วสิ่งที่คนตั้งใจทำข้อมูลมาพูด ข้อเสนอดีๆ ทั้งนั้นไม่ได้อยู่ในสิ่งที่นายกฯ พูดเลย เหมือนจะพูดให้จบๆ ไป นี่มันไม่ใช่การบริหารงาน มันไม่ใช่การรับฟัง มันไม่ใช่การระดมสมองจากคนที่เขารู้ปัญหาและนำมาตัดสินใจ

พล.อ.ประยุทธ์ควรจะลงพื้นที่ให้มากกว่านี้ให้มากๆ และควรจะลงมานานแล้ว เพราะอยู่มา 7-8 ปี ประเทศไทยจะก้าวหน้ามากกว่านี้ได้อีก ถ้าท่านใส่ใจปัญหาประชาชน หากอยากจะดูแลประชาชนอย่างแท้จริง ถ้าท่านทำแบบนี้มาตลอด ก็จะได้รู้ลึกว่าประชาชนคิดกับท่านอย่างไร มันตรงกับสิ่งที่บุคคลรอบตัวท่านพูดให้ฟังหรือเปล่า แล้วจะได้กลับมาคิดทบทวนตัวเองว่าตกลงแล้วทำประโยชน์ให้ประเทศ หรือเป็นตัวถ่วงประเทศกันแน่?

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน