bg-single

ปัญหาพุทธไทย : นิธิ เอียวศรีวงศ์

03.06.2022

นิธิ เอียวศรีวงศ์

 

ปัญหาพุทธไทย

 

ข่าวคราวเกี่ยวกับวงการพระสงฆ์ ทำให้สังคมหันมาใส่ใจกับปัญหาและทางออกของพุทธศาสนาไทยกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ความสนใจก็หดแคบเหลือแต่เพียงความเคร่งครัดในการควบคุม “อากัปกิริยา” ของภิกษุให้ต้องตรงตามพระวินัย

อันที่จริงพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของจิตใจ สำรวมกายก็เพื่อก่อให้เกิดใจที่สำรวม บังคับมื้ออาหารไว้ก็เพื่อให้ใจยอมรับในที่สุดว่า เรากินเพื่ออยู่เท่านั้น ไม่ใช่เพื่อความเอร็ดอร่อย

ยิ่งเรื่องทางออก ก็แทบไม่มองไปทางอื่นเลย นอกจากเรียกร้องให้รัฐใช้อำนาจกำกับควบคุมพระสงฆ์โดยตรง ถึงกับเสนอให้บัญญัติว่าการละเมิดพระวินัยบางเรื่อง เป็นการละเมิดกฎหมายอาญาไปเลย มีทั้งโทษปรับและจำ

คำถามก็คือ รัฐเป็นเครื่องมือควบคุมคณะสงฆ์ที่ดีหรือ?

แม้ว่าก่อนออก พ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ขึ้นใน พ.ศ.2445 กษัตริย์ก็มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว แต่ พ.ร.บ.ที่ออกใหม่นี้เป็นผลให้เกิดองค์กรปกครองคณะสงฆ์แบบรวมศูนย์ ภายใต้การกำกับของรัฐบาลกษัตริย์อีกทีหนึ่ง ผลก็คือพระวินัยถูกตีความโดยส่วนกลางให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั่วพระราชอาณาจักร มีตำแหน่งบังคับบัญชาควบคุมพระภิกษุทุกรูปไปตามลำดับชั้น เหมือนกระทรวงหนึ่งในราชการแบบใหม่ คณะสงฆ์ไทยจึงหลุดจากการกำกับควบคุมของสังคมหรือประชาชนไปโดยปริยาย

กระทรวงในระบบบริหารแบบใหม่ของไทยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพละหรือ?

การปกครองคณะสงฆ์ก่อนหน้านี้ พระภิกษุต่างอยู่ในความควบคุมดูแลของ “สำนักอาจารย์” หรือที่ทางเหนือเรียกว่า “หัวหมวดวัด” ซึ่งทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ของพระภิกษุเกือบทั้งหมดในวัดที่ขึ้นต่อหัวหมวดนั้น พระอาจารย์เหล่านี้ได้รับการยกย่องจากประชาชนในชุมชนแถบนั้น จนฝ่ายบ้านเมืองต้องยกย่องตามไปด้วย จึงนิยมส่งบุตรหลานไปบวชกับพระอาจารย์รูปนั้น ดังนั้น หากภิกษุรูปใดหรือคณะใดที่ปฏิบัติตนไม่เป็นไปตามความคาดหวังของชาวบ้าน ก็อาจถูกร้องเรียนโดยตรงหรือโดยอ้อมไปถึงพระอาจารย์

เพื่อรักษาความเคารพนับถือของชาวบ้านไว้ พระอาจารย์ย่อมจะนิ่งเฉยไม่ได้อยู่เอง

ในแง่นี้ พระวินัยก็อาจถูกตีความไม่ตรงกันไปหมดทุกข้อ จะย่อหย่อนหรือเบี่ยงเบนในข้อใดไปบ้าง ก็ด้วยความยินยอมพร้อมใจของชาวบ้านในชุมชน ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์พระภิกษุในอารามนั้นๆ โดยตรง

อดีตพระผู้ใหญ่ฝ่ายธรรมยุตท่านหนึ่ง (เพราะท่านลาสิกขาในภายหลัง) เคยเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อท่านแรกบวชที่วัดบ้านท่านในอีสาน เป็นธรรมดาที่พระต้องช่วยชาวบ้านเกี่ยวข้าวด้วย เพราะแรงงานขาดแคลน ตรงกับประวัติของพระอาจารย์มั่นที่เล่ากันในภายหลังว่า ท่านเลือกจะบวชในธรรมยุติกนิกาย เพื่อหลีกเลี่ยงภารกิจทางโลกย์ ซึ่งพระอีสานสมัยนั้นต้องปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของชาวบ้าน (และบางกรณีก็อาจขัดกับพระวินัย เช่น เกี่ยวข้าว เป็นต้น)

ประเด็นด้านการบริหารอยู่ที่ว่า ชาวบ้านซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์และใช้บริการของพระภิกษุโดยตรง คือผู้มีอำนาจกำกับควบคุมพระสงฆ์โดยตรง ตราบเท่าที่วัดยังเป็นสมบัติของชุมชนในความหมายนี้ วัดย่อมดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงตลอดไป ประเด็นทางศาสนธรรมก็คือ เมื่อเกี่ยวข้าวอยู่นั้น ใจของพระภิกษุยังตั้งมั่นอยู่ในหลักธรรมของสันโดษอยู่หรือไม่

“อากัปกิริยา” อย่างเดียว อาจไม่มีความหมายใดๆ เลยก็ได้ การแตะเนื้อต้องตัวสตรีเป็นไปเพื่อบำเรอกาม หรือเพื่อช่วยเหลือสตรีผู้นั้น เช่น การพยาบาลมารดาผู้เจ็บป่วย (ดังที่ปรากฏใน “กถามุข” ของพระวินัย)

และถ้าใจเป็นประธานของการกระทำ รัฐจะควบคุมพระภิกษุเกิน “อากัปกิริยา” ได้อย่างไร ชาวบ้านและพระอาจารย์ต่างหากที่อาจควบคุมได้ (ผมขอย้ำอีกทีว่า พระอาจารย์ที่ไม่มีชาวบ้านคอยสอดส่องกำกับถ่วงดุล ก็ไม่อาจตรวจสอบไปถึงใจของภิกษุได้เหมือนกัน)

 

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตที่เคลื่อนย้ายได้สะดวก ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถกำกับควบคุมพระภิกษุได้ดีเหมือนเก่าเสียแล้ว โยมอุปัฏฐากของวัดจำนวนมากไม่ใช่ชาวบ้านในละแวกที่วัดตั้งอยู่อีกต่อไป โดยเฉพาะวัด “ดังๆ” ทั้งหลาย ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์จากผู้ศรัทธาทั่วประเทศ การไปวัดเหลือแต่เพียงการได้ทำบุญกับพระ “ดังๆ” และถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกสักครั้ง จะเป็นภิกษุหรือพระพุทธเจดีย์ก็ตาม ขอให้ “ดัง” ไว้ก่อนเป็นสำคัญ

ในขณะที่รัฐล้มเหลวในการกำกับควบคุม ชาวบ้านก็หมดสมรรถนะจะควบคุมได้อีกแล้ว ปัญหาของพระพุทธศาสนาไทยจึงมีมากกว่าภิกษุบางรูปล่วงละเมิดพระวินัยอย่างร้ายแรง ยิ่งเอาความผิดทางอาญาเข้ามาเสริมพระวินัย ก็ยิ่งทำให้พระวินัยเหลืออยู่เพียง “อากัปกิริยา” มากขึ้น

อันที่จริงปัญหาเรื่องวัดไทยได้หมดบทบาทหน้าที่ซึ่งเคยมีไปเสียแล้ว เป็นที่รู้กันกว้างขวางพอสมควร รวมทั้งมีพระภิกษุบางรูปพยายามค้นหาบทบาทใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับสังคมปัจจุบันให้แก่วัดด้วย เช่น วัดสวนแก้ว ที่ขยายบทบาทด้านสังคมสงเคราะห์อันเป็นบทบาทสำคัญของวัดไทยโบราณ ให้ครอบคลุมกว้างขวางขึ้นแก่สังคมเมือง สันติอโศกเสนอทางเลือกใหม่ในการโน้มนำพุทธธรรมมาสู่การแก้ปัญหาของสังคมปัจจุบัน ซ้ำยังสร้างเครือข่ายกับวัดที่เป็นสาขาทั่วประเทศ และกับองค์กรเอกชนที่สมาทานแนวทางเดียวกัน ในการทำให้ชีวิตแบบอยู่ง่ายกินง่ายเป็นจริงในทางปฏิบัติแก่คนทั่วไปได้ด้วย วัดธรรมกายใช้วิธีคล้ายๆ กันในการเผยแผ่คำสอน โดยสร้าง “บุคลากร” หลายประเภทเป็นกำลังในการเผยแผ่คำสอน

เราจะเห็นด้วยกับหลักคำสอนของ “สำนัก” เหล่านี้หรือไม่เป็นคนละเรื่อง แต่นวัตกรรมใหม่ๆ เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า หนทางที่วัดและพระภิกษุจะปรับบทบาทของตนให้เหมาะกับโลกยุคใหม่เป็นเรื่องจำเป็น และเป็นไปได้ในหลายหนทางด้วยกัน

แม้แต่พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ซึ่งไม่เคยแสดงความเห็นขัดแย้งกับองค์กรรัฐซึ่งมีหน้าที่กำกับควบคุมคณะสงฆ์เลย ก็เคยเสนอให้คิดถึงการสร้างบุคลากรทางศาสนาหลายระดับ ซึ่งมี “วินัย” ต่างกัน นับตั้งแต่พระภิกษุลงมาถึงผู้ครองเรือนซึ่งก็อาจช่วยกิจการของวัดหรือพระศาสนาได้อีกหลายทาง (พุทธศาสนาไทยในอนาคต)

เ ราอาจยังไม่พบทางออกสำเร็จรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เราควรตระหนักว่าปัญหาของพุทธศาสนาไทยเวลานี้มีมากกว่าความเคร่งครัดหรือไม่เคร่งครัดของพระภิกษุ การไปฝากความหวังไว้กับมหาเถรสมาคมหรือสำนักพุทธฯ ก็คือการฝากความอยู่รอดปลอดภัยของศาสนาไว้กับรัฐ ทั้งๆ ที่การณ์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นมานานแล้วว่า รัฐไม่มีสมรรถนะจะทำภารกิจนี้ได้ เพราะรัฐต้องการแต่อำนาจในการควบคุมองค์กรสงฆ์เท่านั้น เนื่องจากพระสงฆ์มีศักยภาพที่จะมีอำนาจทางการเมืองได้มาก จึงอาจเป็นอันตรายต่อรัฐได้

อีกด้านหนึ่งคือหลักธรรมคำสอน ทุกศาสนาย่อมอ้างเหมือนกันว่าหลักธรรมคำสอนของตนเป็นอกาลิโก คือไม่ประกอบด้วยกาลเวลา จริงเมื่อหลายพันปีมาแล้วอย่างไร ก็จริงสืบไปอีกหลายพันปีข้างหน้า

หลักธรรมคำสอนจะเป็นอกาลิโกจริงหรือไม่ยกไว้ก่อน แต่ที่เห็นได้ชัดก็คือ กาลเวลาหรือความเปลี่ยนแปลงของโลกไม่กระทบต่อคำสอนของศาสนาก็เพราะทุกศาสนาต่างขยับปรับเปลี่ยนจุดเน้นในคำสอนให้สอดคล้อง หรืออย่างน้อยก็ไม่ขัดแย้งกับค่านิยมในแต่ละยุคสมัยด้วย

อย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้บูชากราบไหว้รูปเคารพ แต่หากนิยมที่จะทำเช่นนั้นก็ทำได้ด้วยใจที่ไม่ยึดติดกับวัสดุสิ่งของอันประกอบเป็นรูปเคารพนั้น และไม่ถือว่าประพฤติผิดหลักศาสนา

 

ในโลกปัจจุบัน ผู้รู้ทางพุทธศาสนาทั่วโลกต่างกล่าวว่า พุทธธรรมคำสอนเอื้อต่อศีลธรรมของการรักษาสิ่งแวดล้อม, ต่อศีลธรรมของประชาธิปไตย, ต่อความเท่าเทียมทางเพศ, ต่อสันติภาพ, ต่อความยุติธรรมแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนหลักการความเท่าเทียม, ต่อความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันของปัจเจก, ฯลฯ

แต่เราไม่เคยได้ยินนักปราชญ์พุทธไทย ทั้งภิกษุและฆราวาส ที่ให้ความหมายของพุทธธรรมไปในทางที่เอื้อต่อค่านิยมใหม่ๆ เหล่านี้เลย ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เรากลับได้ยินแต่คำสรรเสริญผู้มีอำนาจในรัฐ ไม่ว่าจะได้หรือใช้อำนาจนั้นอย่างไร เราใช้หลักการ “เผด็จการโดยธรรม” เพื่อทำลายหลักเสรีภาพ, เสมอภาพ และภราดรภาพอยู่บ่อยครั้ง เราไม่อนุญาตให้สตรีได้บวชเป็นภิกษุณีด้วยเหตุผลทางเทคนิค (ยังไม่พูดถึงบทบาทและสถานะของ “แม่ชี” ตามความเป็นจริงในวัดต่างๆ) เราเคยเห็นพระภิกษุประพรมน้ำมนตร์อวยพรให้แก่ทหารที่กำลังจะออกรบ, เราได้ยินพระธรรมเทศนาที่ระแวงสงสัย “เสรีภาพ” อยู่เสมอ, … ฯลฯ

พุทธศาสนาไทยยังสอดรับ (relevant) กับคนไทยปัจจุบันอยู่อีกหรือ?

ยังควรจะประหลาดใจอยู่อีกหรือว่า เหตุใดพุทธศาสนาที่สัมพันธ์กับชีวิตของผู้คนจึงเหลือแต่ “พิธีกรรม” ไม่ใช่พิธีกรรมไม่สำคัญนะครับ พิธีกรรมช่วยตอกย้ำเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคม, ช่วยผนึกพลังให้แก่อัตลักษณ์ของผู้คนในสังคม, ช่วยยืนยันคุณค่าบางอย่างที่อยู่เบื้องหลัง (เช่น กตัญญูกตเวทิตาในเทศนางานศพ) แม้ว่าคุณค่าเหล่านี้ยังมีประโยชน์ในสังคมปัจจุบันอยู่อย่างแน่นอน แต่มันถูกตอกย้ำผ่านหนทางอื่นเกือบตลอดเวลาในชีวิตของคนทั่วไปอยู่แล้ว (พ่อแม่, ตำราเรียน, การปฏิบัติและปฏิกิริยาของคนอื่น, ฯลฯ)

จำนวนไม่น้อยของพิธีกรรมทางศาสนา ยังโยงไปกับความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต ซึ่งก็มีความสำคัญเหมือนกัน แต่โลกปัจจุบันสอนเราด้วยว่า ส่วนสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตนอกจากต้องสร้างขึ้นเองแล้ว ยังขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐด้วย (ซึ่งรวบทรัพยากรของสังคมไว้ในมือสูงมาก) การเน้นพิธีกรรมเพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเฉยชาทางการเมือง (political apathy) ของพลเมืองด้วยหรือไม่?

จะเห็นได้ว่า ศาสนาที่จะมีพลังในการปรับตัวเพื่อเป็นฐานของชีวิตผู้คนได้ตลอดนั้น จะเป็นศาสนาภายใต้องค์กรรวมศูนย์ไม่ได้ ยิ่งเป็นองค์กรรวมศูนย์ภายใต้รัฐ ศาสนาก็ยิ่งสูญเสียสมรรถภาพในการปรับตัว

การที่แต่ละ “สำนัก” จะมีจุดเน้นและแนวทางปฏิบัติที่ต่างกันบ้าง ไม่ใช่ “สังฆเภท” ตราบเท่าที่ยังให้ความเคารพคณะสงฆ์อื่นเสมอกับตน แต่เมื่อไรก็ตามที่ถือว่าตนสูงกว่าคณะสงฆ์อื่น ขนาดไม่ยอมทำศาสนพิธีร่วมกัน นั่นแหละคือหนทางสู่ “สังฆเภท” แน่นอน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

อดีต ปลัด มท.ชี้โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน คือ “Best Practice ของ UN“ หวังการขับเคลื่อนสิ่งที่ดีเพื่อความยั่งยืนของโลก
“อดีตปลัด มท.” เผยรู้สึกอายเรื่องโกงสอบท้องถิ่น สงสัยได้ดำเนินการถึงที่สุดแล้วหรือยัง พร้อมตอบกรณีนายอำเภอบ้านสร้าง
เส้นทาง ‘ยาขอบ’ เส้นทาง ‘ผู้ชนะสิบทิศ’ สุริยา ‘ศรีบูรพา’
ความคิดทางเศรษฐกิจ ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (จบ) ความคิดทางเศรษฐกิจภายหลังการปฏิวัติ | My Country Thailand
เชลยศึกสงครามลาว (52) บันทึกวันกลับบ้าน ของ ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี
ศิลป์ พีระศรี กับการประกอบสร้าง คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (จบ)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (197)
ดินแดง ราชปรารภ ปริศนา การตาย ณ ราชปรารภ กระสุน ความเร็วสูง คือคำตอบ
50 ปี 6 ตุลา (6) ความผันผวนหลังไซ่ง่อนแตก
E-DUANG | 2 อารมณ์ ความคิด สังคม ต่อ ประกันสังคม ก้าวหน้า
“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ