bg-single

คุยกับทูต : อับดุรเราะฮีม เราะห์ฮาลี 37 ปีสัมพันธ์ไทย-โมร็อกโก ดินแดนแห่งอารยธรรมสุดขอบทวีป (1)

27.06.2022

รายงานพิเศษ

ชนัดดา ชินะโยธิน

[email protected]

คุยกับทูต : อับดุรเราะฮีม เราะห์ฮาลี

37 ปีสัมพันธ์ไทย-โมร็อกโก

ดินแดนแห่งอารยธรรมสุดขอบทวีป (1)

 

ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ ปัจจุบันมี 54 ประเทศในแอฟริกา แต่มีเพียง 7 ประเทศเท่านั้นที่ก่อตั้งสถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทย ได้แก่ โมร็อกโก เคนยา อียิปต์ แอฟริกาใต้ ลิเบีย ไนจีเรีย และซูดาน

ราชอาณาจักรโมร็อกโก ซึ่งเป็นหนึ่งใน 7 ประเทศดังกล่าวสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยตั้งแต่ปี 1985 ไทยเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงราบัต เมื่อเดือนมีนาคม 1994

กรุงราบัต -Rabat เมืองหลวง

ส่วนโมร็อกโกเปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ความสัมพันธ์ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น

นายอับดุรเราะฮีม เราะห์ฮาลี (Abderrahim Rahhaly) เดินทางจากอัลมัฆริบ (Al-Maghrib) ซึ่งยังเป็นที่รู้จักกันในชื่อ แอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ มาถึงประเทศไทยพร้อมกับภริยาและบุตรสาวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

นายอับดุรเราะฮีม-เราะห์ฮาลี-เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรโมร็อกโกประจำราชอาณาจักรไทย

นอกจากดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตในสมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 แห่งราชอาณาจักรโมร็อกโก (Ambassador of His Majesty the King of Morocco) ประจำราชอาณาจักรไทยแล้ว ยังมีเขตอาณาครอบคลุมอีกสามประเทศ ซึ่งรอโอกาสที่จะเดินทางไปในไม่ช้า คือ กัมพูชา ลาว และเมียนมา

เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจที่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ประจำราชอาณาจักรไทยซึ่งนับเป็นครั้งแรกของผมที่นี่ ถือได้ว่าเป็นการค้นพบครั้งใหญ่ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 พระมหากษัตริย์แห่งโมร็อกโก และด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ของผมในการปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดกำลัง เพื่อให้สมพระเกียรติที่ได้ทรงไว้วางพระราชหฤทัย”

สมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 แห่งราชอาณาจักรโมร็อกโก

“ได้เริ่มต้นพบปะและทำความรู้จักกับผู้คนทั่วไป ข้าราชการระดับสูงของประเทศ และทูตานุทูตจากประเทศต่างๆ รู้สึกประทับใจในความเป็นมิตรของคนไทย ในประเทศที่เสรีและเปิดกว้าง เริ่มได้เห็นความหลากหลายทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมไทย” นายอับดุรเราะฮีม เราะห์ฮาลี กล่าว

 

บทบาทของนักการทูตจากโมร็อกโก

“เริ่มต้นที่กระทรวงต่างประเทศ กรุงราบัต (โมร็อกโก) ในปี 1988 ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆ ได้แก่ ที่ปรึกษาทางการเมือง ณ กรุงพริทอเรีย (แอฟริกาใต้) กรุงแอลเจียร์ (แอลจีเรีย) กรุงเบอร์ลิน (เยอรมนี) รองหัวหน้าคณะผู้แทนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (สหรัฐอเมริกา) และตำแหน่งล่าสุดก่อนมาประจำประเทศไทยคือกงสุลใหญ่ ณ นครดูไบ (UAE)”

เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรโมร็อกโกประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในโอกาสเข้ารับหน้าที่

“ผมมีความเคารพและชื่นชมต่อชาวไทยและชาวโมร็อกโกทั้งชายและหญิงที่มีความสามารถ เสียสละ พร้อมให้บริการในส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีของเรา การรักษาซึ่งมรดกอันน่าภาคภูมิใจและการนำทีมสถานเอกอัครราชทูตของเราให้มีมาตรฐานสูงสุดของความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่อยู่ในวาระการดำรงตำแหน่งของผม”

“การทูตโมร็อกโกเป็นการแสดงออกถึงเจตจำนงที่จะทำให้วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ของราชวงศ์ในการมองการณ์ไกลตามนโยบายต่างประเทศของโมร็อกโกให้สามารถปฏิบัติและเกิดได้จริง และเพื่อเสริมสร้างอิทธิพลของโมร็อกโกในระดับสากล”

“บทบาทสำคัญในฐานะเอกอัครราชทูต เพื่อให้แน่ใจว่ามีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องและถาวร รวมถึงการประสานงานกิจกรรมระหว่างประเทศ คือสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง โดยหวังว่าจะได้สานต่อความสัมพันธ์อันยอดเยี่ยมระหว่างโมร็อกโกและประเทศไทย ด้วยประสบการณ์ของผมในระหว่างการดำรงตำแหน่งนี้ เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในอีกหลายด้านต่อไป”

“ในขณะที่โมร็อกโกและไทยแบ่งปันเรื่องราวของการพัฒนากันอย่างมากทั้งในแอฟริกาและเอเชีย จึงเป็นหน้าที่ของผมในการริเริ่มดำเนินการต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และวิชาการ เพื่อให้มั่นใจว่างานที่ทำได้มีส่วนเสริมสร้างให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นระหว่างชาวโมร็อกโกและชาวไทย ทั้งนี้ ด้วยความเคารพ ความตระหนักทางวัฒนธรรม และเห็นคุณค่าร่วมกัน”

“ผมตั้งตารอโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับภาครัฐและภาคเอกชน และเปี่ยมด้วยความหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย จึงขอให้มั่นใจว่า การปฏิบัติงานของผมจะช่วยก่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นอย่างมากระหว่างชาวโมร็อกโกและชาวไทย”

เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรโมร็อกโกประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

การกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี

ระหว่างโมร็อกโกและไทย

“ผมคาดว่าจะมีส่วนในการเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันอีกหลายด้าน จะสามารถทำได้ดีและประสบความสำเร็จมากขึ้นในส่วนของการลงทุนร่วมกันของภาคเอกชน เนื่องจากทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่พร้อมสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ”

“ในด้านการพัฒนา โมร็อกโกทำได้ดีมากในท่ามกลางบรรยากาศที่เอื้อต่อธุรกิจต่างชาติในปัจจุบัน เนื่องจากเราสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศโดยนำการปฏิรูปใหม่ ที่มีเป้าหมายเพื่อลดความซับซ้อนของขั้นตอน การลงทุนในภูมิภาคต่างๆ ในโมร็อกโก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดทางตอนใต้ของประเทศ ส่วนใหญ่ที่เมืองดักคลา (Dakhla)”

“เราให้การสนับสนุนการเดินเรือทางทะเลโดยตรง และกำลังสร้างห่วงโซ่โลจิสติกส์ที่แข็งแกร่งระหว่างโมร็อกโกและไทยเพื่อเป็นเวทีสำหรับการส่งออกไปยังแอฟริกา ซึ่งจะทำให้พันธมิตรจากประเทศไทยได้รับประโยชน์ภายใต้กฎหมายระหว่างโมร็อกโกและแอฟริกา รวมทั้งประเทศที่เชื่อมโยงกับเขตการค้าเสรี”

ท่าเรือพาณิชย์ที่สำคัญของโมร็อกโก มีทั้งหมด 9 ท่าเรือคือ Nador, Mohammedia, Casablanca, Jorf Lasfar, Safi, Agadir, Laayoune, Dakhla และ Autres

“ในขณะที่ประเทศของเราทั้งสองมีวัฒนธรรมที่สุดพิเศษและไม่เหมือนใคร เรายังมีความคล้ายคลึงกันและมีค่านิยมที่เป็นสากลมากมาย ทำให้เราเป็น “สมอ แห่งความหวังอันถาวรในโลกที่ท้าทาย” โดยถือเอาความคล้ายคลึงและความเกื้อหนุนเหล่านี้เป็นทรัพย์สิน”

ไทยและโมร็อกโกมีความคล้ายคลึงกัน คือ มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร และมีระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยภาคอุตสาหกรรมการเกษตร

นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ กับเอกอัครราชทูตโมร็อกโก ในงานวันแอฟริกา

ต่างเป็นประตูการค้า

ให้แก่กันและกัน

สู่ภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) และแอฟริกา

“โมร็อกโกเป็นประเทศยุทธศาสตร์และเป็นประเทศที่สำคัญสำหรับยุโรป แท้จริงแล้วสำหรับทวีปยุโรป โมร็อกโก คือประตูสู่ทวีปแอฟริกา ต้องขอบคุณสำหรับการพัฒนาและเสถียรภาพที่มั่นคงของโมร็อกโก จึงได้เป็นศูนย์กลางของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจระหว่างแอฟริกาและยุโรป”

“ราชอาณาจักรโมร็อกโกกำลังได้รับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมากมาย เป็นประเทศที่ลงทุนรายแรกในทวีปแอฟริกาและเป็นประเทศที่สองที่ยินดีรับการลงทุนจากต่างประเทศในภูมิภาคนี้”

โมร็อกโกได้ออกแผนพัฒนาฉบับใหม่ (New Development Model) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2021โดยมีวิสัยทัศน์ให้เป็นประเทศที่มีความมั่งคั่ง ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความยั่งยืน มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการพัฒนา 5 แนวทางหลัก ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีดิจิตอลเป็นตัวเร่งการพัฒนา, การปรับคุณภาพการให้บริการภาครัฐ, การจัดสรรทรัพยากรรวมทั้งงบประมาณให้เพียงพอในการพัฒนา , การมีส่วนร่วมของชาวโมร็อกโก ทั้งที่อาศัยอยู่ในประเทศ-ต่างประเทศ และการส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศ อาทิ สหภาพยุโรป สหรัฐ จีน อินเดีย บราซิล และกลุ่มประเทศอาหรับ (GCC) โดยเป้าหมายหลักที่พยายามจะบรรลุภายในปี 2035

“นอกจากนี้ ยังรักษาความสัมพันธ์หุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ระหว่างยุโรปกับราชอาณาจักรโมร็อกโก ซึ่งเป็นทางแยกของอารยธรรมและวัฒนธรรม และเป็นผู้แสดงที่มีบทบาทสำคัญทางภูมิศาสตร์”

ด้วยลักษณะอันโดดเด่นทางภูมิศาสตร์ของโมร็อกโกประเทศในแถบแอฟริกาเหนือ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับทวีปยุโรปเพียงช่องแคบยิปรอลตากั้น ทำให้โมร็อกโกกลายเป็นประตูเชื่อมโยงระหว่างทวีปแอฟริกาและทวีปยุโรป จึงไม่ใช่เรื่องยากหากจะใช้โมร็อกโกเป็นฐานการส่งออกสินค้าสู่ตลาดยุโรป

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ให้การรับรอง เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรโมร็อกโกประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้ารับหน้าที่

“ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่น่าประทับใจ สามารถแสดงสัญญาณของการพัฒนาได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน สามารถสร้างตลาดภายในประเทศที่แข็งแกร่งด้วยชนชั้นกลางที่กำลังเติบโต สามารถขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีได้”

“นอกจากนี้ ไทยยังเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในครอบครัวอาเซียน โดยได้รับการพิจารณาว่าเป็นดินแดนที่น่าดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมและเพียงพอ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจอาเซียน และมีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ทางการค้าของอาเซียน”

“ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของทั้งสองประเทศในด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าให้ก้าวไปข้างหน้า เรายังต้องทำงานเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่หลากหลายและกระชับความสัมพันธ์รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่อกันกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย”

“หนึ่งในภาคส่วนที่น่าสนใจและมีศักยภาพที่ราชอาณาจักรโมร็อกโกและไทยสามารถตรวจสอบได้คือสาขาพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)”

ศักยภาพด้านพลังงานทดแทนของโมร็อกโกนั้น สอดคล้องกับนโยบายสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยโดยใช้โมเดลเศรษฐกิจแบบใหม่ (BCG Economy) ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ 3 มิติไปพร้อมกัน คือ ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ (B-Bioeconomy ) ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า, ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (C-Circular Economy) ที่คำนึงถึงการนำวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และระบบเศรษฐกิจสีเขียว(G-Green Economy) ซึ่งมุ่งแก้ไขปัญหามลพิษ เพื่อลดผลกระทบต่อโลกอย่างยั่งยืน

“ต้องขอบคุณความพยายามในด้านนี้อย่างมากเพราะพลังงานหมุนเวียนทำให้โมร็อกโกกลายเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ โดยทำหน้าที่รับผิดชอบและให้คำมั่นต่อประชาคมระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ ทั้งได้ระบุว่าพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบันคิดเป็น 42% ของการผลิตไฟฟ้าในโมร็อกโก โดยมีเป้าหมายที่จะไปให้ถึงมากกว่า 52% ในปี 2030” •



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน