bg-single

ฟังเสียงจาก ‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ หลังศึก ‘ซักฟอก’ การเมืองไทย ไม่มีอนาคต? ถ้ายังไม่แก้ รธน.

05.08.2022

แม้ว่า 11 รัฐมนตรีจะรอดจากศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้ายไปได้

แต่มีหลายประเด็นในสภาที่มีแง่มุมที่น่าคิด-วิเคราะห์ต่อ “มติชนสุดสัปดาห์” จึงหาโอกาสชวน “อดีตดาวสภา” วิโรจน์ ลักขณาอดิศร (ชมคลิป แง่มุมที่น่าคิด วิเคราะห์ ) อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล มามองถึงมุมต่างๆ จากศึกซักฟอกครั้งนี้

วิโรจน์คิดว่ารัฐบาลนี้จะอยู่จนครบวาระแน่นอน แต่สิ่งที่น่าสนใจและมาคุยกันต่อ คือผลกระทบจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 นี้ มันมีการเอื้อต่อผลประโยชน์ของรัฐบาลชุดนี้อย่างมาก

ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นการจัดตั้งรัฐบาลแบบ “เสียงปริ่มน้ำ” แต่ด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สามารถทำให้ใช้วิธีการแปลกประหลาดต่างๆ ที่สากลโลกไม่ยอมรับ ดูดเสียง ย้ายเสียงเข้าได้ ยังไม่รวมเรื่องของการมีนั่งร้านที่แข็งแรงอย่าง ส.ว. 250 เสียง ที่คณะรัฐประหารเดิมสืบทอดอำนาจมา มีการแต่งตั้งองค์กรอิสระต่างๆ อย่าง ป.ป.ช.อีก

ทำให้รัฐบาลชุดนี้สามารถที่จะรอดจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้ถึง 4 ครั้ง ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าตุปัดตุเป๋ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย นั่งร้านของรัฐบาลชุดนี้แข็งแรงมาก จึงเป็นสิ่งที่ทำให้สามารถที่จะอยู่จนครบวาระได้

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจในรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ ส.ส.ที่ได้รับเลือกมาจากประชาชน สามารถที่จะถูกดูดหรือย้ายสังกัดพรรคการเมืองได้

ระบบงูเห่าจะไม่เกิดขึ้น ถ้าประชาชนสามารถถอดถอนได้ พรรคขับออกได้แล้วก็ต้องเลือกตั้งใหม่เมื่อนั้น ส.ส.ก็จะไม่กล้าขายตัวเอง แต่ทุกวันนี้คือ ถ้าพรรคขับออก ย้ายพรรคได้เลย เหมือนเป็นการลงโทษพรรคการเมืองทั้งๆ ที่พรรคการเมืองไม่ได้ทำอะไรผิด

ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดบกพร่องที่ต้องได้รับการแก้ไข

และถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ต่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ มีการแลนด์สไลด์เกิดขึ้น ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้รัฐบาลเสียงข้างมากที่ไม่ใช่พรรคพวกของพวกเขาไม่สามารถอยู่รอดได้ ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้ก็จะมาในรูปแบบของการป้ายสี ถูกดูดถูกดึงตัว ส.ส.จากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่อยู่คนละขั้วกับคณะ คสช.เดิมอยู่ดี

ซึ่งคำถามก็คืออำนาจของประชาชนที่ส่งผ่านระบบการเลือกตั้ง ส่งผ่านระบบตัวแทนให้เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน จะสามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังอยู่

พูดถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “อดีตดาวสภาก้าวไกล” ระบุว่า คิดไว้แต่แรกแล้วว่าไม่น่าจะมีใครที่หลุดจากตำแหน่งอยู่แล้ว แต่จะมองในมุมว่าใครได้คะแนนมากสุดน้อยสุดแล้วมาวิเคราะห์ต่อเอา

ซึ่งโดยปกติใครที่โดนหลักฐานที่มีความชัดเจน หรือที่เรียกว่า “หมัดน็อก” เข้าไปส่วนใหญ่ก็จะไม่รอด ยิ่งถ้าโดนกันเยอะหลายคนก็สามารถทำให้มีการยุบสภาได้เลย

แต่ก็จะเห็นว่าสมัยนี้มันไม่เป็นแบบนั้น ยกตัวอย่างรองนายกรัฐมนตรีอย่างคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผมถือว่าชี้แจงถือว่าดีพอสมควรเลยนะ ถ้าเทียบกับคุณจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคุณนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ที่มาจากสังกัดเดียวกันคือประชาธิปัตย์

โดยเฉพาะคุณนิพนธ์ ภาษากายต่างๆ ที่แสดงออกถึงอาการเลิ่กลั่ก เป็นการทำให้เห็นว่าเขามีการวิตกกังวล แต่ปรากฏว่าได้คะแนนสูงสุด หรืออย่างคุณจุติที่โดน ส.ส.ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ จากพรรคก้าวไกลอัดกลางสภา มีหลักฐานชัดเจน แล้วหายไป 24 ชั่วโมงเพื่อกลับมาชี้แจงพร้อมหลักฐานที่ไม่ได้หนักแน่นอะไร แต่ปรากฏว่าคะแนนชนะคุณจุรินทร์

ซึ่งนี่แหละที่แสดงให้เห็นว่า “คะแนนสนับสนุนว่าไว้วางใจหรือไม่ ไม่ได้มาจากการชี้แจง มันมาจากอำนาจที่จะไปกด หรือขู่ให้ ส.ส.จำใจที่จะยกมือให้กับตัวเอง ไม่ได้เกี่ยวกับคุณภาพในการชี้แจงแต่อย่างใด”

เพราะถ้ามาจากคุณภาพในการชี้แจงจริง คุณจุรินทร์ถือว่าทำได้ดีกว่า 2 คนนั้นแน่นอน แต่ผลออกมาว่าได้คะแนนน้อยสุดซะอย่างนั้น

คนที่ชี้แจงได้ยอดแย่ที่สุด ก็คงจะเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่มีการทำท่าทางชี้ไปที่นายกรัฐมนตรีพร้อมกับพูดว่า “นี่คือคนทำรัฐประหาร” แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ก็ยิ้มรับพร้อมกับยกมือขึ้น ซึ่งนี่ถือเป็นความอับอายต่อโลกเลยทีเดียว ที่นายกรัฐมนตรียอมรับว่าตัวเองทำรัฐประหารออกมาได้ด้วยท่าทีภาคภูมิใจ

และในส่วนของการชี้แจงด้วยตัวเนื้อหาก็ถือว่าแย่ที่สุดตั้งแต่เคยมีมา แต่คะแนนเสียงที่ออกมากลับท่วมท้น

ซึ่งนี่อธิบายได้อย่างเดียวเลยว่า ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าอำนาจที่ พล.อ.ประวิตรมีนั้น สามารถที่จะทำอะไรได้บ้าง

และนี่คือสิ่งที่ทำให้ประวิตรได้คะแนนสูงสุดหรือเปล่า?

 

วิโรจน์บอกว่า “การอภิปรายกลางสภามันมีการบันทึกวิดีโอไว้ และการที่ พล.อ.ประวิตรชี้ไปที่นายกฯ ประยุทธ์ นอกจากจะไม่ใช้สิทธิ์พาดพิงแล้ว ยังยิ้มแป้นยอมรับ ดังนั้น ถ้าหากในอนาคต อำนาจทางการเมืองของเผด็จการเสื่อมถอยลง แล้วการทำรัฐประหารของคณะ คสช.ถูกนำมาขึ้นกระบวนการยุติธรรมเมื่อไหร่ แล้วตอนนั้นศาลต่างๆ กลับมาเป็นที่ยอมรับนับถืออีกครั้งหนึ่งแล้ว ณ วันนั้น สิ่งนี้จะถือเป็นหลักฐานที่ถูกบันทึกไว้ว่า “พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้ทำรัฐประหารแต่เพียงผู้เดียว โดยที่ พล.อ.ประวิตรไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และท่านประยุทธ์เองก็ยอมรับด้วย”

เหมือนตัว พล.อ.ประยุทธ์เอง เขาอยู่ในสถานการณ์ที่รายล้อมไปด้วยคนที่พูดความจริงเฉพาะสิ่งที่เขาอยากฟังเท่านั้น หรือเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ความมืดบอดของเผด็จการ” ถ้ามีคนไปเล่าความจริงที่เขาไม่อยากฟัง หรือเป็นสิ่งที่เขาต้องปรับปรุงตัว เดาว่าเขาคงจะโวยวาย ผู้พูดคนนั้นอาจถูกสั่งย้ายหรือถูกเกลียด

ดังนั้น “ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา คงจะสกัดความจริงที่ท่านนายกฯ ไม่อยากรู้ออก แล้วเล่าเฉพาะส่วนที่ดีๆ เท่านั้น ท่านประยุทธ์เลยหลงคิดไปว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันถูกต้องแล้ว” แล้วก็คิดไปว่ามีคนรักเขามากมาย มันคือท่อน้ำเลี้ยงจิตใจที่ทำให้เขาอยู่ได้

และสิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้บ้านเมืองมันแย่

“เพราะว่าบ้านเมืองนี้ไม่ใช่ของ พล.อ.ประยุทธ์และพรรคพวก แต่เป็นของประชาชน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ควรจะต้องถามคนอื่นว่าสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดี มันดีจริงหรือไม่”

ซึ่งจะเห็นว่าในประเทศนี้คนกลุ่มหนึ่งก็รวยเอาๆ ส่วนคนจนดิ้นรนยังไงก็ยังเป็นคนจน หรือถึงแม้มีคนจน 1% ที่ดิ้นแล้วรวยก็เอามาโฆษณาหลอกประชาชนเพื่อให้พวกเขาอยู่ในระบบงี่เง่านี่ต่อไป

นี่แหละคือสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำ คือเขารับรู้แต่ข่าวดีๆ ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเลือกสรรมาให้แล้ว

 

เมื่อให้วิเคราะห์การเลือกตั้งปี 2566 ที่กำลังจะมาถึง ประชาชนจะเห็นอะไร? วิโรจน์บอกว่า ถ้าเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่ผ่านมา ที่ตัวผู้ว่าฯ คนก่อนก็คงไม่ได้คิดหรอกว่าตัวเองจะแพ้ราบคราบขนาดนี้ เพราะอย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าเขาก็มีความสัมพันธ์อันดีกับ พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนกับเวลาที่เราไปคอนเสิร์ตเราก็จะเห็นว่ามีแต่คนชอบ หน้าเวทีตะโกนว่ารัก แต่คนข้างนอกเขาอาจจะเกลียดกันหมดแล้วก็ได้ ในอนาคต พล.อ.ประยุทธ์ก็อาจจะเจอกับสิ่งเหล่านี้

ซึ่งในคราวนี้ เราจะเห็นพรรคการเมืองต่างๆ ค่อยๆ ล่องลอยออกจากท่านประยุทธ์ เพราะอย่างที่รู้กันดี ‘ตอนนี้ท่านขายไม่ได้แล้ว’ เพียงแต่เขายังไม่ยอมรับตัวเองก็เท่านั้น นอกจากนี้ เราอาจจะเห็นว่ามีพรรคการเมืองเกิดใหม่ที่อ้างความเป็นประชาธิปไตย แต่ยังรับทุนทรัพย์จากขั้วอำนาจเดิมๆ อยู่ก็ได้

สุดท้าย “ถ้าให้ผมแนะนำท่านนายกฯ แบบกัลยาณมิตรจริงๆ นะ ท่านเปิดโลกออกมาจากที่ที่มีแต่เสียงอวยท่านเถอะ ท่านจะรู้ว่าประเทศมันไม่ไหวแล้ว” ประชาชนต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลที่มีการบริหารแบบนี้มาประมาณ 8-9 ปี ทำให้หลายๆ คนต้องเสียโอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัว ที่แย่กว่านั้นคือหลายคนไม่ใช่แค่จมปลักกับที่เดิม แต่โดนฉุดให้ตกต่ำไปอีกต่างหาก

ดังนั้น จึงอยากจะวิงวอนสมาชิกวุฒิสภาและรัฐบาลทุกท่านว่า “คำว่าดีของพวกท่าน คนอื่นเขามองว่ามันดีจริงไหม”

สุดท้ายถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ท่านจะโอบกอดไว้คือความล้มเหลวของประเทศ ถ้ารักประเทศจริงๆ คนเหล่านี้ต้องยอมให้คนอื่นมีโอกาสบริหารประเทศบ้าง…

ชมคลิป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน