bg-single

คำเตือนจากใจอดีตผู้พิพากษา ท่านต้องรักษาความถูกต้อง ‘อย่าเห็นแก่ผู้มีอำนาจ’ อำนาจอยู่ไม่นาน/รายงานพิเศษ

08.09.2022

รายงานพิเศษ

พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์

 

คำเตือนจากใจอดีตผู้พิพากษา

ท่านต้องรักษาความถูกต้อง

‘อย่าเห็นแก่ผู้มีอำนาจ’

อำนาจอยู่ไม่นาน

 

อ.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา และอดีตกรรมการ ป.ป.ช. มองถึงปม 8 ปีวาระการดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า ดูและได้ฟังที่นักวิชาการหลายท่านให้ความเห็น ประเด็นที่เถียงกันว่าจะนับให้ตรงไหน อาจารย์คิดว่าข้อสำคัญที่สุดนักกฎหมายทั่วประเทศถ้าไม่แถจนเกินไป หากมีข้อสงสัยในการตีความกฎหมาย จะต้องไปดูที่ “เจตนารมณ์” ซึ่งในความเป็นจริงแทบไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้

ถามว่าเจตนารมณ์ดูที่ตรงไหน ก็ต้องไปดูที่คนร่างกฎหมาย เพราะทุกครั้งเวลาที่อาจารย์จะเขียนเรื่องกฎหมายและอธิบายให้ละเอียด อาจารย์ก็จะย้อนไปค้นดูถึงเจตนารมณ์

รัฐธรรมนูญหลายฉบับที่อาจารย์อ้างอิงถ้ามีคนมาถกเถียงอาจารย์จะไปดูที่เจตนารมณ์และอ้างเจตนารมณ์ ซึ่งนักกฎหมายที่มีอุดมการณ์เขาจะไม่มาเถียงกันเลย

พอดูเจตนารมณ์ของผู้ร่างฉบับนี้ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ท่านประธานมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็ชัดเจนมาก

ที่บางคนบอกว่าเป็นความเห็นพูดกันในที่ประชุมเฉยๆ นั้นไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แล้วก็ยิ่งได้อ่านบทเฉพาะกาลไม่ต้องสงสัยอะไรเลย

พอย้อนดูรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 171 วรรค 4 บัญญัติไว้เลยว่านายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปีไม่ได้ เมื่อเทียบดูกับรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ก็ระบุชัดเข้าไปอีก ตามมาตรา 158 วรรคสี่ได้วางหลักเกณฑ์ห้ามไม่ให้นายกฯ ดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปี ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ เว้นแต่ระยะเวลาที่ทำหน้าที่รักษาการเท่านั้น

บทเฉพาะกาล มาตรา 264 ก็ระบุให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ก็ถือว่าระบุชัดไปอีก ว่าทุกคนต้องใช้เหมือนกัน

อาจารย์ขอสรุปเลยแล้วกันว่า เมื่อพิจารณาองค์ประกอบทุกอันไม่ว่าจะเป็นเจตนารมณ์ตัวบทกฎหมาย ความจริงไม่ต้องค้นหาอะไรแล้วก็ชัดเจนมาก

อ.สมลักษณ์มองว่าแม้ไม่พูดถึงตัวกฎหมาย แต่ในหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถ้าคนจะอยู่เป็นนายกรัฐมนตรีเกิน 8 ปี 10 ปี 15 ปี 20 ปี มันทำให้มีอำนาจนานใช้อำนาจมากเกินไปและไม่มีขอบเขต เขาจึงต้องมีกำหนดระยะเวลาเอาไว้ชัดเจน

ยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านก็อยู่เกินไปนิดเดียวแล้วท่านเห็นท่าทางไม่ดี ท่านก็หยุดพอแล้ว ทุกคนก็เคารพท่านในเรื่องนี้หมดเลย ไม่เคยมีใครต้องมาถกเถียงในเรื่องนี้

เพิ่งมามียุคปัจจุบันนี้ถกเถียงกันเรื่องนี้ อาจารย์เองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ใครเขาจะพูดกันว่าเป็นเรื่องการแสวงหาอำนาจ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่อยู่ในใจของคนหลายคน แต่ต้องไม่ลืมว่าเจตนาดูจากการแสดงออกของการกระทำ

เทียบในทางกฎหมายอาญาเขาก็ดูกันเรื่องการแสดงออกของเจตนา หากคุณเอาปืนไปยิงเขา เอามีดไปแทงเขา แทงจุดสำคัญ คุณจะบอกไม่มีเจตนาไม่ได้ ศาลต้องพิจารณาว่าการแสดงเจตนาของคุณชัดเจนมาก เพราะถ้าคุณไม่อยากให้เขาตาย คุณต้องต้องยิงขาหรือยิงจุดอื่นก็จะกลายเป็นพยายามฆ่าไป แต่ถ้าคุณเลือกที่จะแทงตรงหัวใจอวัยวะสำคัญ จะปฏิเสธอย่างไรก็ตามมันไปไม่รอด

ทีนี้เทียบกับเรื่องนี้อาจารย์มีความเห็นอย่างไร ก็ตามอาจารย์บอก ถ้าเราไม่แถจนเกินไป เราเป็นนักกฎหมายที่มีอุดมการณ์ กระทำการทุกอย่างด้วยเจตนารมณ์ของนักกฎหมายที่ดี ก็ต้องวินิจฉัยออกมาโดยให้เหตุให้ผลและตอบสังคมให้ได้

ตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวโดยที่ยังไม่ได้พ้นจากตำแหน่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงเข้ามารักษาการจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งออกมา

อาจารย์เองก็อยากรู้เหมือนกันในฐานะเป็นนักกฎหมายและเคยอยู่ศาลสูง เวลาที่ศาลจะวินิจฉัยคดีอะไรเขาจะต้องมีหลักของผู้พิพากษาอย่างหนึ่งว่า การที่เราจะเขียนคำพิพากษา เขียนคำวินิจฉัย ถ้าสมมุติว่าเราจะลงโทษจำเลย เราจะต้องเขียนให้ชัด ถึงเหตุและผลให้จำเลยยอมรับได้ ไม่ได้เกิดจากอคติ

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญสามารถอธิบายสังคมได้ด้วยเหตุผล จะทำให้เกียรติภูมิของศาลรัฐธรรมนูญอยู่คู่กับสังคมไทย อยู่ในความทรงจำของประชาชนชาวไทย

เราก็อยากจะฟังในฐานะที่ตอนนี้เราเป็นประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่ง อาจารย์ไม่ได้ว่าอะไร แต่การเขียนท่านต้องระวัง ในอดีตผู้พิพากษาโดยเฉพาะศาลยุติธรรมก่อนมีการโปรดเกล้าฯ เขาจะต้องมีการอบรมเรื่องการเขียนคำพิพากษาให้มีเหตุมีผล อ่านไปแล้วต้องให้เกิดการยอมรับได้

ในอดีตอาจารย์เคยเขียนคำวินิจฉัยจำคุกคนหนักๆ มามาก บรรพตุลาการเขาสอนอย่าโมเม อย่าวินิจฉัยด้วยอคติ อย่ายอมให้ใครมาชี้นำเรา ให้เราต้องทำอย่างนู้นอย่างนี้ เราต้องเขียนคำพิพากษาให้มีความกระจ่างชัด ให้สังคมยอมรับ

โดยเฉพาะจำเลยที่จะต้องไปติดคุกหรือถูกประหารชีวิต ให้เขาได้รู้สึกว่าศาลให้ความเป็นธรรมถึงที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นอยากเรียนศาลรัฐธรรมนูญว่าท่านจะออกคำวินิจฉัยเรื่องนี้อย่างไรอยู่ที่ท่านแล้วว่าจะให้เหตุผลแก่สังคมเขายอมรับได้อย่างไรหรือไม่ หรือให้ผู้เสียหายตัวนายกฯ รับได้หรือไม่

ถ้าเราเขียนให้ดีและมีเหตุมีผล ที่มีในกฎหมายก็สามารถฟันธงได้เลยว่าบ้านเมืองเราจะเป็นยังไงอยู่ที่คำวินิจฉัยและเหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

บ้านเมืองจะยุ่งมากยุ่งน้อยหรือไม่อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

 

เมื่อถามถึง “วิกฤตศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม” ภายในประเทศเรา อ.สมลักษณ์ตอบทันทีว่า ที่ผ่านมา คนเขาสงสัยในการทำงานของศาลทุกครั้ง รวมถึงศาลยุติธรรมด้วย ถ้าเมื่อใดประชาชนไม่ยอมรับหรือเกิดวิกฤตศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมก็จะมีคนลุกฮือขึ้นมา วิธีการที่จะทำให้คนอยู่ในความสงบ ยอมรับได้ก็คือ “การรักษาความถูกต้อง”

อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ชวนย้อนมองไปถึงต้นตอช่วงที่ทหารออกมารัฐประหาร กองทัพเขาไม่เคยได้ดูกฎหมาย จะโทษเขาแบบ 100% ก็ไม่ได้ ต้องว่านักกฎหมายด้วย ว่าไปเป็นเครื่องมือให้เขาทำไม ส่วนตัวมองไปถึงเรื่องแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาที่เคยระบุว่าคำสั่งหัวหน้ารัฐประหารถ้าทำสำเร็จ คำสั่งจะกลายเป็นกฎหมาย อาจารย์อยากถามว่า ท่านอ้างมาตรามาเลยว่ามีมาตราไหน? ไม่มีสักมาตราเลย

แล้วที่บอกว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ จะเป็นได้อย่างไรคนทำผิดมาตรา 113 ความผิดฐานเป็นกบฏต้องระวังโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต และการนิรโทษกรรมให้ตัวเองก็ทำไม่ได้ ต้องเป็นหน้าที่สภา/ประชาชนผู้เสียหายเป็นผู้ออกนิรโทษกรรมให้เนื่องจากได้รับความเสียหายจากการที่ท่านเอาทหารออกมา เอารถถังออกมา ทำให้เกิดความเสียหายในบ้านเมือง

คนที่ได้รับความเสียหายคือประชาชนทั้งประเทศ เขาต้องเป็นคนยกโทษให้ ไม่ใช่ท่านยกโทษให้กับตัวเอง แล้วมาตั้งตัวเองเป็นตำแหน่งต่างๆ

ยกตัวอย่างง่ายๆ แบบนี้ว่า เหมือนคุณเดินไปบนท้องถนนแล้วคุณไปเหยียบเท้าคนอื่น ถามว่าใครเป็นคนยกโทษให้คุณ คุณทำความเสียหายให้เขา คนที่ถูกเหยียบต้องบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ใช่คุณไปบอกคนโดนเหยียบเขาว่าเดินไม่ดีเอาเท้ามาให้เหยียบ

นี่แหละคนที่ทำการรัฐประหารและออกนิรโทษกรรมให้ตัวเองคือกรณีแบบนี้มันผิดหลักไปเลยทำไม่ได้

อาจารย์เลยอยากจะเรียกร้องว่าให้ศาลกลับมาสู่บรรทัดฐานการพิพากษา ขั้นตอนคือต้องมีคณะหนึ่งเขียนกลับแนวมา แล้วเอาเข้าที่ประชุมใหญ่ มีการไปถกเถียงกันในที่ประชุมใหญ่ (เหมือนบรรยากาศในสภา) ไปโต้กันในที่ประชุม อาจารย์อยากจะรู้ว่ามีผู้พิพากษาคนไหนมาเถียง ก็อยากจะฟังว่าใครที่คิดว่าการกบฏเป็นสิ่งที่ถูกต้องไม่ต้องถูกลงโทษ คำสั่งของคณะหัวหน้าปฏิวัติเป็นกฎหมายมันไม่ใช่ อยากจะดูเหมือนกัน

ก็รอดู ส.ส.รุ่นใหม่ที่ใจกล้าจะมีวิธีการที่จะออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองศาลฎีกาให้ปฏิบัติหน้าที่โดยที่ไม่มีอันตรายได้หรือไม่

สำหรับคำว่า “นิติสงคราม” อ.สมลักษณ์เผยว่า เมื่อได้ยินคำนี้ ก็รู้สึกอ่อนเพลียใจ และเครียด ที่คนขาดการนับถือในกระบวนการยุติธรรม เสื่อมไปเยอะ

ก่อนทิ้งท้ายว่าครั้งนี้ขอให้ทุกคนที่ทำหน้าที่รักษาความถูกต้องความบริสุทธิ์ยุติธรรมเอาไว้ท่านจะอยู่ได้และท่านจะอยู่ได้ตลอดชีวิตไม่ได้อยู่เพียงเฉพาะช่วงการดำรงตำแหน่ง อย่ากลัวจะมีคนมาทำร้าย

สังคมจะเป็นกำแพงให้พิงถ้าท่านวินิจฉัยให้ความเห็นโดยสุจริตมีเหตุมีผลและให้สังคมยอมรับได้

อย่าไปเห็นแก่ผู้มีอำนาจเพราะอำนาจไม่ได้อยู่กับใครนาน

ชมคลิป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน