bg-single

กรุงเทพฯ จะมีโอกาสจมน้ำ? น้ำท่วมใหญ่แบบปี 54 จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ อ.วิศวะจุฬาฯ หาทางออกและวางแผนรับมือ

05.10.2022

รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ตอนนี้ประชาชนหลายคนยังคงมีภาพจำของ “สถานการณ์น้ำท่วมปี 2554” อยู่ในหัว พอน้ำท่วมปุ๊บ จะต้องนึกถึงภาพเหล่านั้นทันที

ถ้าเราดูในรายละเอียดจะเห็นได้ว่าในตอนนั้นมี 3-4 น้ำเข้ามาพร้อมกัน คือ น้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำในเขตเมืองที่ลงมาผสมกัน เราเจอทุกด้าน

พอผ่านมา 10 กว่าปีสิ่งที่ประเทศเราทำไปแล้วคือ “ระบบภายนอก” เช่น การบริหารเขื่อน การจัดการคลองต่างๆ ในระดับหนึ่ง การดูแลแม่น้ำสายหลักดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ในส่วนเมืองได้ทำไปแค่บางส่วน ส่วนใหญ่จะเป็นการขุดลอกคลอง

แต่สิ่งที่ไม่ค่อยได้ทำก็ยังมี ยังอยู่ในสภาพเดิมแล้ว assume เอาว่าถ้าระบบข้างนอกดีข้างในจะดีตามไปด้วย น้ำจะไม่ล้นคัน เพราะส่วนกลางทำระบบด้านนอกดีขึ้น แต่ในส่วนเมืองคิดว่ายังมีปัญหาทุกเมือง ยังบริหารจัดการแบบเดิม

ในยุคปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีหลัง เวลาฝนตกมีลมแรง ฝนที่ตกจะหนักเป็นช่วงๆ ซึ่งหลายประเทศเจอแนวปะทะหนักในบางที่ แต่ลักษณะการออกแบบการระบายน้ำเรา หากเกิดฝนตก 3 ชั่วโมง แล้วตกทุกวัน เรารับมืออยู่ โดยใช้เวลา 10 กว่าชั่วโมงในการระบายน้ำออก

แต่ถ้าตกเกิน 300 มิลลิเมตร เราจะใช้เวลาระบายเกือบ 2 วัน เนื่องจากเราใช้ระบบสูบแล้วค่อยๆ ลำเลียงออก

พูดง่ายๆ คือถ้าตกปริมาณ 60 มิลลิเมตรเรารับมืออยู่ แต่ถ้าเกินกว่านี้นิดหน่อยก็อาจจะมีน้ำท่วมบ้าง แต่ถ้าเกิน 100 มิลลิเมตรกว่าๆ ก็จะใช้เวลามากขึ้น ถ้าหาก 300 กว่ามิลลิเมตรก็จะเหนื่อย แม้ภาพรวมข้างนอกเราจัดการได้ดีขึ้น ทั้งแม่น้ำสายหลัก คลองบางส่วน และมีการทำคันเพื่อกันน้ำเข้า แต่ความแตกต่างระหว่างตอนนี้กับปี 2554 ก็คือ สภาพฝนที่เกิดขึ้นไม่เหมือนในอดีต

ประการต่อมา ระบบระบายน้ำข้างนอกดีขึ้นแต่ข้างในยังคงเป็นลักษณะคล้ายๆ เดิม ส่วนใหญ่ทำไดรฟ์ไม่ให้น้ำไหลเข้าเมือง แต่ระบบข้างในยังปรับปรุงไปไม่มากเท่าไร ทำให้การระบายใช้เวลามากกว่าเดิม

นี่คือสิ่งที่แตกต่างจากในอดีต แม้มีการปรับปรุงประตูน้ำ มีการติดตั้งเครื่องวัด และมีการทำอุโมงค์อันใหม่

ส่วนตัว รศ.ดร.สุจริตมองว่า เหตุการณ์แบบปี 2554 จะไม่เกิดขึ้น แต่บริเวณด้านล่างอยุธยาลงมาเราจะเจอสถานการณ์แม่น้ำสูงถึงกลางเดือนตุลาคม 2565 ในส่วนด้านบนเขื่อนรับมือได้ ด้านกลางถ้าจำเป็นต้องผันเข้าบึง น้ำก็จะท่วมแบบมีที่ให้น้ำอยู่ ซึ่งใต้อยุธยาเราจะเจอปัญหาที่ว่าถึงแม้น้ำจะไม่ล้นคันเข้ามา แต่น้ำในแม่น้ำจะสูง น้ำที่ลงมาจากใต้นครสวรรค์และน้ำที่เข้าแถวอยุธยา จะมาออจนเกิดภาวะน้ำสูงขึ้นมาแถวอยุธยา แถวรังสิต เพื่อรอระบาย นี่คือปัญหาที่จะเกิดขึ้น

ส่วนที่เคยมีคนแสดงความกังวลว่า “อีกไม่เกิน 30 ปีกรุงเทพฯ จะจมน้ำ” เรื่องนี้เรามีการพูดกันมาตั้งแต่ปี 2558 ช่วงที่เรามีสภาขับเคลื่อน ผมเคยเป็นคณะกรรมการ เขามีการพูดถึงกันใน 3 ประเด็นว่า

1. น้ำทะเลเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่
2. แผ่นดินทรุดจริงหรือเปล่า
3. น้ำจะท่วมใหญ่แค่ไหน

(Photo by Mladen ANTONOV / AFP)

ประเด็นแรก “น้ำทะเลขึ้น” ทางสหประชาชาติเคยคำนวณว่าแถวบ้านเรา ในอีก 70-80 ปีข้างหน้า น้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นประมาณ 80 เซนติเมตร ปัจจุบันสิงคโปร์ใช้เกณฑ์นี้ในการถมเกาะของเขาเพิ่มอีก 1 เมตร โดยเริ่มทำไปแล้วบางส่วน ซึ่งเขาไม่ได้ถมทั้งเกาะ มีการแบ่งว่าตรงไหนที่เป็นเมืองจะดำเนินการแบบหนึ่ง ส่วนไหนที่เป็นชนบทจะทำอีกแบบหนึ่ง ซึ่งแต่เดิมของเรามีข้อเสนอให้ทำ 2 เมตร แต่ด้วยงบประมาณจำกัด ทำให้ทำได้แค่ “บวกหนึ่งเมตร” โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยแผ่นดินทรุดด้วย

ซึ่งพบว่าสถิติการใช้น้ำบาดาลเราลดลง จากเดิมข้อมูลที่เรามี ทรุดปีละ 10 เซนติเมตร ตอนนี้เหลือประมาณ 1 เซนติเมตร เนื่องจากเราควบคุมการใช้น้ำบาดาลได้ดี และประเด็นเรื่องการทรุดไม่ได้แปลว่าจะทรุดต่อเนื่องตลอด เมื่อถึงจุดหนึ่งมันจะหยุด เนื่องจากว่าดินจะแน่น

ถ้าเราสามารถขับเคลื่อนทุกด้านไปพร้อมๆ กัน และหาคำตอบร่วมกันได้ ต้องทำควบคู่หลายอย่าง ในแง่นี้ถามว่ากรุงเทพฯ จะจมหรือไม่ ตอบว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 1 เมตรถ้าไม่ได้ทำอะไรเลย คันที่มีอยู่จะล้น น้ำจะท่วม หน้าแล้ง พอน้ำไม่พอจะเกิดน้ำเค็มเข้ามาอีก ถ้าเราไม่เตรียมพร้อมไม่ทำการใดเลย ปรากฏการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นแน่นอน

โจทย์ที่กล่าวไปนี้เป็นสิ่งที่เราต้องคิด ว่าจะมีพื้นที่น้ำท่วม และมีที่สำหรับเก็บเพื่อทำน้ำประปาได้ด้วย เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นคือเรื่องน้ำเสีย เนื่องจากในเมืองปัจจุบันเราทิ้งลงแม่น้ำเจ้าพระยาหมด การที่มันไม่เน่าเพราะเป็นน้ำเค็มเข้ามา ถ้าเราปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยาจนเป็นน้ำจืดเมื่อไร น้ำจะเน่าเลย

ดังนั้น เราจะต้องมีโครงการสำหรับการทำบำบัดน้ำเสียในเมือง บำบัดเพื่อนำน้ำมาใช้เป็นน้ำอื่น ซึ่งตรงนี้ค่าใช้จ่ายสูงถ้าจะปิดแม่น้ำเจ้าพระยา ในแง่จะทำบำบัดให้ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เราทำได้เพียงแค่ 20-40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง (เฉพาะใน กทม.) ซึ่งในพื้นที่นนทบุรีขึ้นไปต้องทำทั้งหมด เหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น

อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ กล่าวด้วยว่า ถ้าลงทุนอีกสัก 1 ล้านล้านบาท กับทนท่วมไปอีก 20 ปี ถามว่าคุ้มหรือไม่ นี่เป็นจุดที่เราต้องมาคิด ผมว่านี่เป็นทางออกหนึ่งที่เราจะต้องหาทางออกให้เต็มที่จริงๆ ซึ่งที่ผ่านมาเรายังไม่มองไกลถึงขั้นนั้น เราแก้กันไปเป็นปีๆ เพราะฉะนั้นเราก็จะวนอยู่กับปัญหาแบบนี้ตลอด

ส่วนในระยะยาว ดูเหมือนว่าประชากรในประเทศไทยจะลดลง แล้วจะมากระจุกตัวในเมืองมากขึ้น จึงควรหาโซลูชั่นที่ตอบปัญหาทุกโจทย์ให้ได้ โดยวางแผนทั้งระบบ

ในอดีตที่สภาเคยมีการพูดคุยกัน 3 เรื่องในแผนระยะยาว ว่า 1.ในที่สุดจะจัดสรรที่ดินอย่างไรให้เหมาะสม เพราะฝนจะตกมากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นต้องมีที่ทางให้น้ำอยู่ แปลว่าจะมีที่ที่น้ำจะต้องท่วมเลย มีพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วม และพื้นที่ที่บางปีไม่ท่วม การจัดการแบบนี้จะทำให้เกิดสมดุลใหม่ ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องมือดีๆ ในการวัดว่าที่ตรงไหนต้องเป็นอย่างไร ควรตอบตรงนี้ให้ได้ ขณะเดียวกัน ประเทศเราต้องเติบโต เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว

เมื่อพูดถึงตรงนี้ กับการจัดความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการน้ำ การเติบโต และการใช้ที่ดิน เรายังไม่มีกลไกที่จัดให้เหมาะสม เพราะฉะนั้นจะท่วม/ไม่ท่วมแบบนี้ตลอดไป

ประการต่อมา ถ้าสมมุติน้ำท่วมแล้วบอกว่า เรามีอยู่ 10 ต้องการให้ท่วมแค่ 8 แปลว่าอีก 2 ต้องมีที่ให้ออก ซึ่งอดีตเคยมีโครงการที่จะทำคลองขนาดใหญ่ ให้ไหลออกทะเลเลย แต่ใช้เงินเป็นแสนล้าน ในแง่นี้เราต้องดูว่าอนาคตระหว่างที่จะจัดพื้นที่สีเขียว พื้นที่สีแดงว่าที่ไหนเหมาะสม ที่เหลือเราจะทำคลองหรือไม่ ทำขนาดไหน รับมืออย่างไรไม่ให้เสียเงินสองครั้ง

เราควรจะมีแผนและหาข้อตกลงร่วมกันว่า ต่อไปภายหน้า หากสถานการณ์ย่ำแย่ที่สุดจะเป็นอย่างไร ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความร่วมมือและข้อตกลงร่วมกัน รวมถึงงบประมาณด้วย คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่และต้องมี

ที่สำคัญประมาณ พ.ศ.2573 สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกจะรุนแรงกว่านี้มาก ตอนนี้ถึงรณรงค์ลดลง 2 องศาเซลเซียส และลดคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้มากที่สุด ก่อนการเปลี่ยนแปลงจะสูง ระหว่างทางจากนี้ไปถึงจุดนั้นน่าจะมีข้อตกลงในภูมิภาคนี้ เพื่อให้มีการรับมืออย่างเหมาะสม ส่วนในระยะยาว การหามาตรการขุดคลอง ปิดแม่น้ำเจ้าพระยา มีพื้นที่สีเขียวที่ถูกกำหนดไว้จริงจัง ถ้าทำร่วมกันคู่ขนานกันไปได้จะเกิดการป้องกันที่มีความยั่งยืนในระยะยาว

ซึ่งต้องอาศัยข้อตกลงความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ด้วย นี่คือทางออก

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน