bg-single

คุยกับทูต | วิลเฮ็ล์ม ด็องโค บทบาทของนักเขียน-นักการทูตออสเตรีย (2)

27.11.2022

“กองทัพเรือออสเตรียเป็นสถาบันสำคัญ มีประวัติการเดินเรือที่ยาวนานมาตั้งแต่ปี 1382 แต่ในปัจจุบัน ออสเตรียเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ในอดีตเมืองท่าชื่อตรีเอสเต (Trieste) เป็นส่วนหนึ่งของออสเตรีย จนถึงปี 1918 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลง ออสเตรีย-ฮังการีสลายตัวและสูญเสียการเข้าถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนเมืองท่าตรีเอสเตถูกโอนไปเป็นของอิตาลี”

ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นายวิลเฮ็ล์ม มัคซีมีลีอาน ด็องโค (Wilhelm Maximilian Donko) เอกอัครราชทูตออสเตรียประจำประเทศไทย มีความสนใจในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับกองทัพเรือ ได้เขียนหนังสือและบทความมากมายในหัวข้อนี้ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970 ส่วนใหญ่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์กองทัพเรือออสเตรีย-ฮังการี รวมถึงกองทัพเรือสหรัฐ ญี่ปุ่น และเยอรมนีด้วย

German Military Cargo Ships Produced in Series Programs in Southern Europe 1941-1945

“ผมไม่ได้พูดถึงการเดินเรือในแม่น้ำดานูบหรือในทะเลสาบอัลไพน์ แต่เป็นกองทัพเรือออสเตรียที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ในยุโรปปี 1914 ประเทศอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และรัสเซีย เท่านั้นที่มีกองทัพเรือที่ใหญ่กว่า ส่วนประเทศนอกยุโรปก็มีเพียงสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ดังนั้น ในปี 1914 กองทัพเรือออสเตรียจึงใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก”

“ในวันนี้ คุณคงไม่คิดว่าออสเตรียเป็นมหาอำนาจทางทะเล คนส่วนใหญ่มักเชื่อมโยงออสเตรียกับดนตรี, โมสาร์ต (Mozart), สกี, ภูเขา หรือเสียงเพลง หากคุณรู้จักหนังดังเรื่อง มนต์รักเพลงสวรรค์ (The Sound of Music) คุณจะจำได้ว่ามีนายทหารเรือชื่อกัปตันวอนแทรปป์ (Georg von Trapp) ในหนังเรื่องนี้”

“แล้วทำไมกัปตันวอนแทรปป์จึงไปอยู่ที่เมืองซาลซ์บูร์ก (Salzburg) ในเทือกเขาแอลป์ (Alps)”

“Georg von Trapp ตัวละครหลักของ ‘The Sound of Music’ เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ โดยเป็นนายทหารในกองทัพเรือออสเตรีย-ฮังการี (Austro-Hungarian Navy) มีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการเรือดำน้ำที่ประสบความสำเร็จอย่างมากที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 1 และต่อมา โยกย้ายครอบครัวไปอยู่ที่ซาลซ์บูร์ก”

A Land Power Goes to Sea

“กองทัพเรือของออสเตรียยังได้สร้างเรือดำน้ำของตัวเอง รวมถึงเรือประจัญบานเดรดนอท (Dreadnought) อันทันสมัยด้วย”

A Brief History of the Austrian Navy

“เรือรบออสเตรียเคยมาเยือนสยามหลายครั้งระหว่างปี 1869 และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1”

“ผมได้ทำงานวิจัยมากมาย และเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่ เป็นการแก้ไขรายงานและบันทึกเหตุการณ์ของลูกเรือชาวออสเตรียที่เดินทางมากรุงเทพฯ ในศตวรรษที่ 19 ซึ่งบรรยายถึงความประทับใจที่มีต่อกรุงเทพฯ และสยาม”

หนังสือที่เขียนโดยนายวิลเฮ็ล์ม ด็องโค ได้แก่ A Land Power Goes to Sea: Austria’s Naval History 1382-1918; A Brief History of the Austrian Navy; German Military Cargo Ships Produced in Series Programs in Southern Europe 1941-1945; An Austrian View of The Philippines 1858 และอีกหลายเรื่องทั้งในภาษาอังกฤษ และในภาษาเยอรมัน

นายวิลเฮ็ล์ม มัคซีมีลีอาน ด็องโค (Wilhelm Maximilian Donko) เอกอัครราชทูตออสเตรียประจำประเทศไทย

นโยบายเป็นกลางของออสเตรีย

ท่ามกลางความวิตกกังวลเรื่องความมั่นคงและภัยคุกคามอันเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน ในขณะที่ออสเตรียก็เป็นชาติสมาชิกอียูและเป็นพันธมิตรกับนาโตในหลายมิติ จึงทำให้ออสเตรียมีนโยบายด้านความมั่นคงที่ผูกติดกับอียูด้วย

เอกอัครราชทูตออสเตรียชี้แจงว่า

“ระหว่างสงครามเย็น ออสเตรียประกาศความเป็นกลางในปี 1955 การประกาศ “ความเป็นกลางไว้เป็นการถาวร” (permanent neutrality) โดยรัฐสภาออสเตรียเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม1955 เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับ Staatsvertrag หรือ “สนธิสัญญาของรัฐที่ลงนามเมื่อปี 1955″ ซึ่งยุติการยึดครองออสเตรียเป็นเวลา 10 ปีโดยมหาอำนาจทั้ง 4 ที่ได้รับชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้แก่ สหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส จึงไม่ได้เป็นเรื่องแปลกที่ 26 ตุลาคมเป็นวันชาติของเราเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงการประกาศการมีสถานะเป็นกลางอย่างถาวรของออสเตรียหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกลายเป็นสาธารณรัฐออสเตรียในปัจจุบัน”

เมื่ออังกฤษ ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกา ลงนามในสนธิสัญญา State Treaty of Vienna วันที่ 16 พฤษภาคม 1955 เพื่อรับรองฐานะความเป็นกลางถาวรของออสเตรีย และออสเตรียได้ประกาศความเป็นกลางของประเทศไว้เป็นการถาวรในรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 1955

จึงทำให้ออสเตรียไม่สามารถร่วมเป็นพันธมิตรทางทหาร หรืออนุญาตให้ทหารต่างชาติเข้ามาตั้งฐานทัพในดินแดนออสเตรียได้

เอกอัครราชทูตออสเตรียและมาดามหยาน ด็องโค

รัฐบาลออสเตรียทุกสมัยจึงยึดถือนโยบายเป็นกลางถาวรเป็นพื้นฐานในการดำเนินนโยบายต่างประเทศกับประเทศต่างๆ ในลักษณะที่เรียกกันว่า active neutrality โดยให้ความ ร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติในปฏิบัติการรักษาสันติภาพตั้งแต่ปี 1960 และร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพยุโรปในกรอบของคณะมนตรียุโรปและองค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือแห่งยุโรป (OSCE)

“ออสเตรียหลุดรอดพ้นจากชะตากรรมของการถูกแบ่งแยกดินแดนออกเป็นตะวันออกและตะวันตกด้วยสนธิสัญญาแห่งรัฐปี 1955 และได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้นในสถานะความเป็นกลางของออสเตรียมาจนถึงปัจจุบัน”

“ในช่วงสงครามเย็น ความเป็นกลางของเราคือความเป็นกลางทางการทหาร แต่ไม่เคยมีความเป็นกลางทางการเมือง หรือศีลธรรม และไม่ได้อยู่ห่างจากกิจการระหว่างประเทศ การเข้าเป็นชาติสมาชิกของออสเตรียในสหภาพยุโรปปี 1995 ได้ส่งผลกระทบต่อนโยบายต่างประเทศและนโยบายยุโรปของเราอย่างมากมาย ทำให้เราสามารถสนับสนุนผลประโยชน์และข้อกังวลของออสเตรียภายในโครงสร้างการทำงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจของสหภาพยุโรป เช่นเดียวกับในกรอบของนโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคงร่วมกันของสหภาพยุโรป”

“เราสนับสนุนลัทธิพหุภาคีที่มีประสิทธิภาพและเคารพในหลักนิติธรรม อันเป็นค่านิยมหลักของนโยบายต่างประเทศของออสเตรียมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ และประสบความสำเร็จในการก่อตั้งสำนักงานใหญ่แห่งที่สามของสหประชาชาติในกรุงเวียนนา ต่อจากนครนิวยอร์กและเมืองเจนีวา เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึงความสมัครใจของเราที่จะเพิ่มความรับผิดชอบในเวทีระหว่างประเทศ”

“ผมต้องการให้ความสำคัญต่อผู้สมัครของเรา ในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ในการเลือกตั้งปี 2026 ซึ่งการเจรจาอย่างสร้างสรรค์และการทูตที่เน้นผลในทางปฏิบัติจะยังคงเป็นแนวทางของเราต่อไป”

นายวิลเฮ็ล์ม มัคซีมีลีอาน ด็องโค (Wilhelm Maximilian Donko) เอกอัครราชทูตออสเตรียประจำประเทศไทย

ในคำแถลงต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กเมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา นายอเล็กซานเดอร์ ชาลเลนเบิร์ก (Alexander Schallenberg) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ออสเตรีย กล่าวอย่างชัดเจนว่า

“เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สงครามได้กลับเข้าสู่ยุโรป เมื่อรัสเซียโจมตียูเครน ซึ่งเป็นรัฐเอกราชมีอำนาจอธิปไตยอย่างโหดร้าย รัสเซียกำลังพยายามขีดเส้นเขตแดนใหม่โดยใช้รถถังและจรวด ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกไม่เคยเห็นตั้งแต่การรุกรานคูเวตของซัดดัม ฮุสเซน”

“เรากำลังอยู่ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น เราจึงต้องการระบบพหุภาคีที่ทรงประสิทธิภาพ”

นายวิลเฮ็ล์ม ด็องโค สรุปว่า

“ความเป็นกลางของเราจึงไม่ได้ป้องกันเราจากการเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างเข้มข้นและแข็งขันในกิจการระหว่างประเทศเลย” •

 

รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน (CHANADDA JINAYODHIN)

[email protected]

คุยกับทูต | วิลเฮ็ล์ม ด็องโค บทบาทของนักเขียน-นักการทูตออสเตรีย (1)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน