bg-single

การต่างประเทศไทย 2566 ‘มุ่งการค้า-เลี่ยงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์’

12.12.2023

รายงานพิเศษ | พาราตีรีตีส

 

การต่างประเทศไทย 2566

‘มุ่งการค้า-เลี่ยงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์’

 

แม้ดูจะไม่แฟร์นักกับรัฐบาลพันธุ์ผสม “เพื่อไทย-พรรคขั้วอำนาจเดิม” ที่ทำงานกันไม่ถึงครึ่งปี แต่เรื่องการต่างประเทศไทยในปี 2566 เราได้เห็นการเปลี่ยนชุดรัฐบาลจาก ยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สู่ยุคของ เศรษฐา ทวีสิน ที่เกิดภาพเปรียบเทียบได้

สถานการณ์โลกปีนี้ก็หนักหน่วงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะปลายปีที่จัดแต่เรื่องร้อนให้กับรัฐบาลเศรษฐา ที่กำลังชุลมุนกับนโยบายภายในประเทศที่ยังสับสน วันหนึ่งตอบแบบหนึ่ง อีกวันตอบมาอีกแบบ ทีมโฆษกรัฐบาลต้องคอยตามแก้ข่าวไม่มีหยุดพัก ก็ยิ่งอยากรู้ว่าจะแก้ยังไง แต่ขอเว้นนโยบายการเมืองภายในไปก่อน

ถ้าจะให้นิยามการต่างประเทศไทยในปี 2566 จากประยุทธ์สู่เศรษฐา คงเรียกได้ว่า “จากโดดเดี่ยวคืนสู่วิถีพ่อค้า แต่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยังช้าและใจไม่ถึง”

สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะย้ำชัดถึงนิยามดังกล่าว

 

ทูต (เศรษฐกิจ) เชิงรุก

: เดินตามหลักคิดทักษิณในโลกที่ไม่เหมือนเดิม

เมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทั้งเศรษฐาและปานปรีย์ พหิทธานุกร รมว.ต่างประเทศ ได้ประชุมกับทูตทุกระดับ เพื่อมอบนโยบาย “การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก” โดยแนะปรับกระบวนทัศน์ และกรอบงาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสู่การเป็น “การต่างประเทศที่คนไทยจับต้องได้” เน้นสร้างความกินดีอยู่ดี ยึดผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นที่ตั้ง

ถ้ามาพินิจพิเคราะห์แบบเร็วๆ จะนึกได้ทันทีว่า นี่เป็นหลักคิดแบบเดียวกับยุครัฐบาลไทยรักไทยที่ปรับบทบาททูตไทยให้ทำหน้าที่เป็นเซลส์แมน หาลูกค้าทั่วโลก ดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยเพื่อสร้างเศรษฐกิจให้ประชาชนคนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดี

ปัญหาเดียวคือ แนวคิดนี้มันสอดรับกับกระแสโลกในช่วงเข้าสหัสวรรษใหม่ที่เป็นกระแสโลกาภิวัตน์ และระบบโลกตอนนั้นก็ยังอยู่ใต้การนำของสหรัฐ แต่ว่าในปี 2023 ระเบียบโลกอยู่ในภาวะหลายขั้ว ประเทศมหาอำนาจใหญ่และกลางออกมาแข่งขันชิงอำนาจนำ เกิดสงครามหรือข้อพิพาทมากขึ้น

การดันทูตเศรษฐกิจเชิงรุกหาตลาดในภาวะแบบนี้ เหมือนแล่นเรือไม่ดูทิศทางลมคลื่นว่าปั่นป่วนขนาดไหน

มองในอีกด้าน แม้จะเห็นภาพเศรษฐาสวมบทพ่อค้า ไปจับมือกับเจ้าของธุรกิจต่างๆ แต่ก็ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ อย่าคิดว่าบริษัทเหล่านี้จับมือปุ๊บแล้วเซ็นสัญญาทันที เผลอๆ บางบริษัทเล็งประเทศไทยก่อนที่เศรษฐาบินไปพบด้วยซ้ำ แต่พวกเขามีข้อมูลในมือชนิดลึกกว่าที่รัฐบาลไทยคิด

แล้วข้อมูลต่างชี้ไปในทิศทางคล้ายกันคือ ไทยยังไม่มีความแน่นอน โดยเฉพาะเสถียรภาพทางการเมืองที่สุ่มเสี่ยงปะทุอีกรอบ

ยิ่งการเมืองหลังเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 และจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วออกมาแบบนี้ ยังเร็วเกินไปที่จะเห็นต่างชาติตั้งฐานผลิตแล้วอยู่ยาวๆ

 

ไทยกับชาติมหาอำนาจ

การเปลี่ยนที่ไม่เปลี่ยน

เรื่องความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจ ไทยขึ้นชื่อมากในนโยบายไผ่ลู่ลม จากใต้ปีกพญาอินทรี มาสู่ใต้เงามังกร พอเปลี่ยนเป็นรัฐบาลเศรษฐา แม้มีบทวิเคราะห์ที่กล่าวถึงโอกาสการจัดความสัมพันธ์ครั้งใหม่ระหว่างไทยกับสหรัฐ และได้เห็นภาพเศรษฐายืนชิดกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน สหรัฐ อาจกลับมาสนใจไทย

แต่ระดับความสัมพันธ์ยังบอกไม่ได้ว่า จะกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่ ในขณะที่สหรัฐยกระดับกับชาติอาเซียนอื่นอย่างเวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ชนิดใกล้ชิดมาก เพราะมองถึงการสร้างแนวปิดล้อมอิทธิพลจีน

แม้ล่าสุดทั้งไบเดน และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้หารือกันและเห็นตรงกันว่าจะไม่ให้การเผชิญหน้าบานปลาย แต่ก็ไม่รับประกันว่าจะรักษาสภาวะนี้ได้นานแค่ไหน

พอมาดูความสัมพันธ์ของไทยกับจีน จัดว่ากินพื้นที่สื่อเยอะและหลายมุมมอง แต่ไปในทางวิจารณ์รัฐบาลเศรษฐาถึงความไร้จุดยืนและปฏิบัติไม่ต่างกับยุคของประยุทธ์ โดยเฉพาะข้อเสนอการนำตำรวจจีนมาลาดตระเวนในไทย สาธารณชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องการสื่อสารผิดพลาด เพราะแนวคิดดังกล่าวผุดขึ้นหลังจากเศรษฐาร่วมประชุม BRF ที่ปักกิ่งและหารือกับสี จิ้นผิง ด้วย

หรือกรณีสถานทูตจีนในไทยมีพฤติกรรมแทรกแซงเสรีภาพสื่อไทยจากกรณีสำนักข่าวแห่งหนึ่งสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ฝั่งไต้หวันจนทำให้สำนักข่าวนั้นต้องลบเนื้อหาออก รัฐบาลไทยกลับไม่ทำอะไรที่แสดงถึงการปกป้องเสรีภาพสื่อมวลชนไทย

ไม่นับถึงความไม่เสมอต้นเสมอปลายในฐานะผู้นำของประเทศ

เพราะในขณะที่เศรษฐาโพสต์เล่าถึงการร่วมประชุม BRF ของจีนลงทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ เศรษฐาก็ไปร่วมประชุมความร่วมมือเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐที่จัดพร้อมกับประชุมเอเปคที่ซานฟรานซิสโกด้วย

แต่เศรษฐากลับไม่เล่าเรื่องนี้

มาพบเจอว่าเศรษฐาร่วมประชุมคือ ภาพหมู่ที่เผยแพร่ในทวิตเตอร์ POTUS หรือประธานาธิบดีสหรัฐ

สงสัยกลัวทำพี่สีเคือง?

แม้เป็นเรื่องต่างประเทศ แต่ถ้าเป็นเรื่องการเมืองเมื่อไหร่ รัฐบาลไทยก็จะหลีกเลี่ยง ไม่อยากมีปัญหา ทั้งที่จริง ไทยมีอำนาจต่อรอง แค่ไม่รู้ว่าตัวเองมี แต่ยังคงย้ำภาพจำว่าไทยเป็นประเทศเล็ก ซึ่งสะท้อนได้จากปัญหาการเมืองภายในของไทยที่มีส่วนหล่อหลอมวิธีคิดแบบนี้

และเห็นชัดตอนเศรษฐาแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นโยบายต่างประเทศกล่าวเพียงกว้างๆ ไม่ลงรายละเอียดว่า ไทยจะวางตัวกับระเบียบโลกยังไงกับชาติมหาอำนาจแต่ละประเทศต้องเป็นแบบไหน กับภูมิภาคและประเทศเพื่อบ้านเป็นยังไง ไม่มีปรากฏ

เพราะความไม่มีแผนหรือยุทธศาสตร์ที่เป็นเหมือนเข็มทิศที่ชัดเจน หรือมีแต่ไม่บอกตรงๆ กับประชาชน เวลารับมืออะไร ประชาชนจะมองด้วยสายตาไม่เชื่อมั่น (ยกเว้นกองเชียร์รัฐบาล)

เช่นกรณีคนไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกันในช่วงอิสราเอลปะทะกับกลุ่มฮามาส แม้ในที่สุดจะสามารถพาตัวประกันชาวไทยกลับมาได้บางส่วน แต่ถ้าติดตามมาตลอด เราจะเห็นความล่าช้าและสื่อสารเกินจำเป็นในช่วงแรก

หรือกรณีพม่า ที่สมัยประยุทธ์มีแนวโน้มสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลทหารพม่ามาก แต่พอสถานการณ์เปลี่ยน ฝ่ายต่อต้านโต้กลับจนยึดพื้นที่ตอนเหนือได้และรัฐบาลทหารพม่าเข้าตาจน รัฐบาลเศรษฐายังไม่มีท่าทีกับเรื่องนี้ให้เห็นเป็นแผนนัก

ขณะที่เรื่องอาเซียน ไทยก็ยังไม่แสดงความจริงจังทั้งที่อาเซียนเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ไทยกลับมามีบทบาท ในฐานะองค์กรภูมิภาคเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองไปงัดกับประเทศใหญ่ๆ

แต่อาเซียนไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจากกรณีพม่า ที่ไทยปฏิบัติตัวนอกแถวจากเพื่อนอาเซียน

ยิ่งกรณีจีนกับอาเซียนที่ดูมีปัญหา ไม่ว่าข้อพิพาททะเลจีนใต้หรือปัญหาแม่น้ำโขง ยังไงรัฐบาลไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนก็หนีไม่พ้น หรือการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านนวัตกรรมที่ต่างชาติมาลงทุนไม่ว่าอินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือเวียดนาม

นี่ก็เป็นโอกาสที่ไทยควรแสดงความเป็นผู้นำ ชวนชาติสมาชิกอาเซียนสร้างกรอบความร่วมมือสร้างเศรษฐกิจแบ่งปันแบบกลุ่มใหญ่ แทนที่จะแข่งขันกันเอง

 

ถ้าถามว่า สิ่งที่ควรทำในปี 2567 คืออะไร? การต่างประเทศของไทยต้องคิดใหญ่ และใจต้องใหญ่กับเรื่องไม่ถูกต้องแม้ไม่อยากยุ่งก็ตาม แค่ต้องสื่อสารให้ชาญฉลาด ย้ำว่า “การมีจุดยืนเป็นของตัวเอง” ไม่เท่ากับ “ชักศึกเข้าบ้าน” ผลประโยชน์กับหลักการที่ยึดมั่นต้องทำควบคู่กัน เพราะนั่นคือที่สิ่งประชาคมระหว่างประเทศอยากเห็น และไทยต้องทำให้เห็น

นอกจากนี้ เรื่องสิทธิมนุษยชนหรือการรับมือภาวะโลกเดือด ดูเหมือนสิ่งที่รับปากกับสิ่งที่ทำ ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน ดูได้จากดัชนีสิทธิมนุษยชนต่างๆ หรือ Climate Action Tracker ไทยยังห่างไกลจากเป้าหมายอีกมาก

สรุปคือการต่างประเทศไทย ถ้าไม่รีบปรับยุทธศาสตร์ ไม่เคลียร์ตัวเองให้ชัดแต่เนิ่นๆ ก็จะลงเอยแบบเดียวกับดิจิทัลวอลเล็ตที่ต้องคอยชี้แจงรายวันอยู่เรื่อยๆ ไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน