bg-single

น้ำและบทบาทของพระมหากษัตริย์สยาม

28.07.2024

รายงานพิเศษ | กรกฤษณ์ พรอินทร์

น้ำและบทบาทของพระมหากษัตริย์สยาม

 

ตั้งแต่ครั้งอดีตมาแล้ว พื้นที่บริเวณที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยามีชุมชนเมืองตั้งอยู่ ซึ่งชุมชนเมืองเหล่านั้นนักวิชาการบางคนจะเรียกว่า “สังคมเมืองน้ำ” และน้ำมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตและวิถีการผลิตของผู้คนในสังคมเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้การจัดการน้ำจึงเป็นพันธกิจหนึ่งของผู้ปกครองในดินแดนลุ่มน้ำเจ้าพระยาต้องบริหารจัดการ

ดังที่พระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์ได้ประดิษฐ์คิดค้นวิธีการต่างๆ เพื่อจัดการน้ำ ผ่านพิธีกรรมและการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นพิธีเสี่ยงทาย พิธีขอฝน พิธีขอขมาพระแม่คงคา พิธีไล่น้ำ ฯลฯ หรือการขุดคลอง การสร้างประตูน้ำและเหมืองฝาย ไปจนถึงการใช้วิทยาการความรู้จากตะวันตกควบคู่ในการสร้างทางน้ำ

ด้วยแนวคิดจักรพรรดิราช เทวราชา และธรรมราชา ทำให้พระราชกรณียกิจต่างๆ ของกษัตริย์ถูกมองว่าจะส่งผลต่อพระราชอาณาจักร โดยปกติแล้วกษัตริย์อยุธยาจะไม่ค่อยออกจากวังที่เป็นฐานที่มั่นทางอำนาจ แต่ถ้ามีเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำ มักจะได้เห็นกษัตริย์มาประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น เสด็จทางชลมารคไปถวายผ้าพระกฐิน

ซึ่งการจัดการน้ำของพระมหากษัตริย์ในรูปแบบนี้ มีความสัมพันธ์อย่างมากกับความชอบธรรมและอำนาจทางการเมืองในฐานะผู้ปกครอง


แผนที่่กรุงศรีอยุธยา แสดงราชธานีล้อมรอบไปด้วยน้ำ ภาพนี้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ เปเร่ คูร์โตแลง (Père Courtaulin) บาทหลวงชาวฝรั่่งเศสจัดทำขึ้้นใน พ.ศ. 2229

อาสยุชพิธี

พิธีแข่งเรือเสี่ยงทายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชุมชนชาวบ้านยุคดึกดำบรรพ์กระทั่งเมื่อวัฒนธรรมฮินดู-พุทธเข้ามาผสมผสาน เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์และกลายเป็นพระราชพิธีของราชสำนักที่เรียกว่า “อาสยุชพิธี” (อาสยุช แปลว่า เดือน 11)

ทั้งนี้ การแข่งเรือเสี่ยงทายเกิดขึ้นเพื่อคาดคะเนสภาพการณ์ “น้ำท่วม-น้ำนอง” และคลายความวิตกกังวล พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน เพราะการเสี่ยงทายนำไปสู่การรับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า

ซึ่ง “อาสยุชพิธี” ปรากฏใน “กฎมณเฑียรบาล” ว่าพระมหากษัตริย์ พระมเหสี ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ต่างๆ ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างเต็มพระยศ ก่อนเสด็จฯ ลงเรือพระที่นั่งเพื่อแข่งเรือเสี่ยงทาย

เรือที่ใช้ในการเสี่ยงทายประกอบด้วย “สมรรถไชย” คือเรือของพระมหากษัตริย์ ส่วน “ไกรสรมุกข์” คือเรือของพระอัครมเหสี และนำเรือทั้ง 2 ลำมาแข่งเพื่อเสี่ยงทาย

หากเรือของพระมหากษัตริย์เป็นฝ่ายแพ้เรือของพระมเหสี คำทำนายคือบ้านเมืองจะมี “ข้าวเหลือ เกลืออิ่ม” อุดมสมบูรณ์

แต่หากเรือพระมหากษัตริย์เป็นฝ่ายชนะ บ้านเมือง “จะมียุข” คือความอดอยากยากแค้น

นอกเหนือจากคำทำนาย พิธีกรรมดังกล่าวยังสะท้อนความเป็นสังคมแบบ “มาตาธิปไตย” ที่ยกย่องและให้ความสำคัญกับเพศแม่ หรือเพศหญิง

ดังพบว่าเพศหญิงมักเป็นบุคลาธิษฐานของสรรพสิ่งในธรรมชาติในสังคมเกษตร ทั้งผืนดิน (พระแม่ธรณี) น้ำ (พระแม่คงคา) ข้าว (พระแม่โพสพ) ก่อนที่เพศหญิงจะสูญเสียฐานะความเป็นใหญ่ในสังคมแก่เพศชายจากความเชื่อที่มาจากภายนอกซึ่งให้ความสำคัญกับเพศชายมากกว่า

สมัยกรุงธนบุรีต่อเนื่องถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ “อาสยุชพิธี” ไม่ได้เป็นธรรมเนียบปฏิบัติสืบเนื่อง แต่ในพระราชนิพนธ์ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” ระบุว่า “พิธีแข่งเรือ อย่างว่าในกฎมณเฑียรบาล ได้ทำมาเพียงในชั้นกรุงเก่ามาถึงครั้นกรุงรัตนโกสินทร์หาได้ทำไม่” เหลือเพียงการแข่งเรือของประชาชน เพื่อความสนุกสนานและการพนัน ตลอดจนการละเล่นทางน้ำ เช่น การเล่นเรือ เล่นเพลงดอกสร้อยสักวาในช่วงเทศกาลต่อเนื่องคาบเกี่ยวกับฤดูกฐิน

ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีเหตุการณ์แข่งเรือระหว่างวังหลวงกับวังหน้าในเดือน 11 ปีมะโรง เรือวังหลวงชื่อ “ตองปลิว” เรือวังหน้าชื่อ “มังกร” แข่งกันเปรียบฝีพาย แต่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคลจัดฝีพายสำรับอื่นที่แข็งแรงไว้ ครั้นเมื่อเวลาแข่งจะเอาคนสำรับใหม่ลง ข้าราชการฝ่ายวังหลวงแจ้งดังนั้นจึงนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระองค์ทรงทราบแล้วมีพระราชดำรัสว่า “เล่นดังนี้จะเล่นด้วยที่ไหนได้ให้เลิกการแข่งเรือแต่นั้นมา”

แม้ว่าอาสยุชพิธีจะเลือนหายไปในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ กล่าวคือ ไม่มีการแข่งเรือเพื่อการเสี่ยงทายความอุดมสมบูรณ์กันอีกต่อไปแล้ว

แต่พระราชพิธีนี้ก็ยังอยู่ในความทรงจำชนชั้นนำสยามสมัยนั้น และถูกแปลงให้เป็น “ฉาก” อยู่ในวรรณกรรมนางนพมาศ ที่บรรจุความคิด ความฝันของยุคสมัย ตลอดจนทัศนะของชนชั้นนำไทยในมุมมองแบบ “เสรีนิยม” เพื่อการค้าและให้ความสำคัญกับ “ลูกค้าพาณิชย์นานาประเทศ” ที่คับคั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ

แล้วต่อเนื่องถึง “เศรษฐกิจการตลาด” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

จิตรกรรมพระราชพิธีสิบสองเดือน ในพระอุุโบสถวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ในภาพคือ ฉากการลอยพระประทีป ณ บริเวณท่าราชวรดิฐ ดังคำบรรยายในพระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือน รููปเรือในวงกลมไม่ใช่เรือจริง หากแต่คือ “กระทงหลวง” ที่่ประดิษฐ์จากแพหยวกกล้วย ตกแต่งเป็นรูปเรือศรีและเรือชัย ประดับประดาตุ๊กตาต่างๆ แสดงให้เห็นถึงการสร้างสรรค์การละเล่นในช่วงฤดููน้้ำอย่างประดิดประดอยของราชสำนัก

จองเปรียงลดชุดลอยโคม ไล่เรือ-ไล่น้ำ

ถัดจาก “อาสยุชพิธี” ในช่วงเดือน 11 ช่วงเดือน 12 (พฤศจิกายน) จะเริ่มเกิดสภาพ “น้ำทรง” คือสภาวะน้ำนิ่ง จึงมีการจัดพิธีขอบคุณน้ำที่นำพาความอุดมสมบูรณ์มาให้ ด้วยการ “จองเปรียง” หมายถึง จุดโคมไฟรับพระเจ้า เป็นพิธีกรรมตามความเชื่อของพราหมณ์ โดยจุดแล้วใส่โคมไฟยกขึ้นแขวนบนเสา หรือลอยเป็นประทีปไปตามน้ำ (ต่อมาถูกเรียกรวมเข้ากับพิธีลอยกระทง)

สมัยต้นรัตนโกสินทร์ การลอยประทีปหรือกระทงเริ่มเป็นการละเล่นที่ทำกันในโอกาสต่างๆ มากขึ้น เช่น งานศพ คนในวังจะสร้างกระทงกันสวยงามอลังการ เป็นรูปสัตว์ รูปเขาพระสุเมรุ

ในสมัยรัชกาลที่ 3 พระองค์ทรงห้ามไม่ให้ขุนนางใส่เสื้อเข้าเฝ้าในช่วงที่แขวนโคม เพราะการใส่เสื้อเป็นเสมือนการแช่งให้น้ำลดเร็ว มีขุนนางเคยถูกลงโทษเพราะใส่เสื้อเข้าเฝ้าในช่วงนี้ด้วย ด้วยเหตุว่า ตามธรรมเนียมแล้ว ชาวสยามมักไม่ใส่เสื้อ แต่จะใส่เสื้อเมื่อหนาว = หนาวเพราะลมหนาวมา = ลมหนาวมาจากตะวันออกเฉียงเหนือ พัดลงทางใต้ -> พัดพาน้ำออกจากท้องทุ่ง ถ้าน้ำออกจากท้องทุ่งไวเกินไป ต้นข้าวหรือผลผลิตก็จะตาย นำมาสู่สภาวะข้าวยากหมากแพง

จากนั้นจะมีพิธี “ไล่เรือ-ไล่น้ำ” ทำกันในช่วงปลายเดือน 12 (พฤศจิกายน) ถึงต้นเดือน 1 (ธันวาคม) เนื่องจากน้ำท่วมมาสักระยะแล้ว ถ้าท่วมนานไปกว่านี้ต้นข้าวที่กำลังออกรวงจะเสียหาย จึงต้องไล่น้ำออกจากทุ่ง ให้น้ำไปลงบาดาล (ทะเล) กระทำพิธีโดยการที่กษัตริย์เสด็จฯ ทางชลมารค ใช้พัชนี พัดน้ำ ใช้ส้าว (ไม้พลองมีพู่ขาวผูก) กระทุ้ง และใช้พระแสง (ดาบ) ฟันน้ำ

การชักโคมขึ้้นเสาประทีป ในภาพจิตรกรรมฝาผนังหลังพระประธาน ในอุุโบสถวัดสุวรรณาราม เขตบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี เสาประทีปเป็นเสาไม้ แขวนโคมจีน ภาพจิตรกรรมยังชี้้ให้เห็นว่าบ้านแขวนโคม/ชักโคมเสา น่าจะเป็นบ้านพราหมณ์

การขุดคลองรังสิต

กับกระบวนการเปิดพื้นที่นา พ.ศ.2398-2440

นอกจากพิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับน้ำ การบริหารจัดการน้ำด้วยวิทยาการตะวันตก ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่พระมหากษัตริย์สยามทรงกระทำด้วยเช่นกัน หลังทำสนธิสัญญาเบาว์ริง การค้าข้าวมีความสำคัญ จึงมีการขุดคลองหลายสายเพื่อขยายพื้นที่ทำนาในบริเวณที่ราบลุ่มเจ้าพระยา

โครงการรังสิตคือพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดในการขยายพื้นที่ทำนาช่วงนี้ มีการจ้างชาวตะวันตกเข้ามาดูแลเรื่องระบบชลประทาน

เกิดการขุดคลองและสร้างประตูน้ำ เช่น เขื่อนพระรามหกกั้นแม่น้ำป่าสัก และประตูน้ำจุฬาลงกรณ์กับประตูน้ำเสาวภาผ่องศรีทางต้นคลองรังสิตฝั่งตะวันออก

จนกระทั่งในยุคพัฒนา (ตั้งแต่ทศวรรษ 2500) รัฐมีการขยายระบบสาธารณูปโภคขนานใหญ่ เช่น การสร้างถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา ฯลฯ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ก็เข้ามามีบทบาทในด้านนี้ ทั้งการเสด็จประพาสต่างจังหวัด และการเกิดขึ้นของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะน้ำ เช่น ฝนหลวง แก้มลิง กังหันน้ำชัยพัฒนา โครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า ฯลฯ โครงการต่างๆ

มีการเกิดขึ้นของ “คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” (กปร.) พ.ศ.2524 ที่จะประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชนเพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริดำเนินการได้

เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จากเดิมเป็นฝายน้ำขนาดเล็กกั้นลำน้ำแม่งัดซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำปิง ที่ ต.ช่อแล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ต่อมาฝายพังเสียหาย รัชกาลที่ 9 จึงมีพระราชดำรัสให้สร้างเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ ซึ่งก็ได้รับการก่อสร้างในช่วง พ.ศ.2520-2528

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนขุนด่านปราการชล ก็เป็นผลพวงจากพระราชดำริในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2536 หลังจากนั้น 1 ปี รัฐก็อนุมัติสร้างเขื่อนป่าสักฯ และในปี พ.ศ.2539 รัฐก็อนุมัติให้สร้างเขื่อนขุนด่านฯ สะท้อนความกระตือรือร้นของหน่วยงานต่างๆ ที่จะดำเนินงานตามพระราชดำริ

และสะท้อนถึงพระราชอำนาจนำในการบริหารจัดการน้ำของรัชกาลที่ 9

หลังจากการประกอบพิธีตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ใส่ขันสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาได้เชิญขันสาครและที่ตักน้ำขึ้นเสลี่ยง ลอดซุ้มประตูชุมพลไปยังวัดพระนารายณ์มหาราช วรวิหาร

พิธีพลีน้ำศักดิ์สิทธิ์ในรัชกาลที่ 10

เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 รัฐบาลได้จัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกันนี้ ยังมีการจัดพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ นำมาประกอบเป็นส่วนหนึ่งในพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย

สำหรับพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ เป็นพิธีตักหรือขอแบ่งน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด 108 แหล่ง สำหรับนำไปประกอบพิธีต่างๆ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยน้ำศักดิ์สิทธิ์จะมาจากแหล่งน้ำ 108 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 76 จังหวัด จำนวน 107 แห่ง และอีก 1 แห่ง จากหอศาสตราคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

คำว่า “พลีน้ำ” คือการขออนุญาตตักน้ำขึ้นมา แบ่งมาในส่วนน้อย เพื่อทำพิธีขอพรให้เป็นสิริมงคลและนำเข้าไปในวัด โบสถ์ สำคัญในจังหวัดนั้นๆ เพื่อประกอบพิธีเสกทำน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ และพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นก็จะนำน้ำที่ผ่านทั้งสองพิธีมาใช้ในพระราชพิธีต่างๆ ต่อไป

โดยมีกำหนดการจัดพิธีพลีกรรมตักนํ้า ณ แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ (ทุกจังหวัด) วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม 2567 ฤกษ์เวลา 14.49 น. เป็นต้นไป, จัดพิธีเสกทําน้ำพระพุทธมนต์ฯ (ทุกจังหวัด) วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2567 ฤกษ์เวลา 17.09 น. เป็นต้นไป, จัดพิธีเวียนเทียนสมโภชนํ้าพระพุทธมนต์ฯ (ทุกจังหวัด) วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2567 ฤกษ์เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป

เชิญคนโทน้ำพระพุทธมนต์ฯ มาเก็บรักษาที่กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม 2567 ระดับจังหวัด วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2567, ขบวนเชิญน้ำพระพุทธมนต์ฯ (ทุกจังหวัด) จากกระทรวงมหาดไทยไปวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2567 เวลา 07.00 น., จัดพิธีเสกนํ้าพระพุทธมนต์ฯ ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2567 เวลา 16.30 น.

จากนั้นจะจัดขบวนเชิญน้ำพระพุทธมนต์ฯ จากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เดินทางไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม 2567 ฤกษ์เวลา 16.35 น. •

 

ข้อมูลประกอบการเขียน : ชลารักษ์บพิต การจัดการน้ำของกษัตริย์ไทยจากพิธีกรรมสู่การพัฒนา / ผู้เขียน อาสา คำภา และทิพย์พาพร อินคุ้ม / สำนักพิมพ์มติชน

 

 

 

 

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน