bg-single

หมดความอยากได้ เมื่อแปะป้ายว่า AI

02.09.2024

เบื่อคำว่า AI กันแล้วหรือยังคะ

ทุกวันนี้จะหันไปทางไหนก็ได้ยินแต่คนพูดถึงเทคโนโลยี AI เปิดโทรทัศน์ก็ได้ยินคำว่า AI อ่านข่าวอ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียก็มีแต่คนวิเคราะห์เรื่อง AI แม้กระทั่งอ่านคอลัมน์นี้ก็เจอคำว่า AI แทบจะทุกสัปดาห์

มาจนถึงตอนนี้คงไม่ต้องอธิบายแล้วว่า AI ได้กลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ฮอตที่สุด ดังนั้น จึงคาดเดาได้ว่าแบรนด์จะหาทุกโอกาสที่เป็นไปได้ใส่คำว่า AI เข้าไปในโฆษณาสินค้าของตัวเองเพื่อกระตุ้นความสนใจของลูกค้าและเพิ่มยอดขายให้ได้มากที่สุด

แต่ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Journal of Hospitality Marketing & Management ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาบอกว่าการใส่คำว่า AI เข้าไปในผลิตภัณฑ์ตัวเองนอกจากจะไม่ได้ช่วยเพิ่มลูกค้าแล้วยังมีโอกาสเสียลูกค้าไปอีกต่างหาก

ทีมนักวิจัยได้ศึกษาจากกลุ่มอาสาสมัครในหลากหลายช่วงอายุ พวกเขานำสินค้าที่เหมือนกันเป็นคู่ๆ มาวางให้อาสาสมัครดู โดยสินค้าก็มีตั้งแต่เครื่องดูดฝุ่น โทรทัศน์ ไปจนถึงบริการลูกค้าและบริการสุขภาพต่างๆ โดยให้ข้อมูลความแตกต่างของสินค้าสองชิ้นว่าชิ้นหนึ่งเป็นสินค้าที่มีความ “ไฮเทค” ในขณะที่อีกชั้นเป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

นักวิจัยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่าผลที่ได้จากสินค้าทุกชิ้นคือความตั้งใจในการซื้อหรือใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการของลูกค้าจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญทันทีที่ได้ยินว่าของชิ้นนั้นมีเทคโนโลยี AI

 

ผิดคาดใช่ไหมคะ เรานึกกันไปว่าคำว่า AI จะกระตุ้นความสนใจของลูกค้าและจะต้องทำให้ลูกค้าอยากซื้อสินค้ามากขึ้นแน่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่ผ่านมาเราก็ได้ประจักษ์ถึงพลังของ AI กันมาแล้ว คำว่า AI ก็น่าจะทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในสินค้าชิ้นนั้นๆ มากขึ้นไม่ใช่หรือ

ผลการวิจัยครั้งนี้ได้เล่าถึงมุมมองที่อาสาสมัครมีต่อผลิตภัณฑ์โดยได้แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรกคือผลิตภัณฑ์กลุ่มความเสี่ยงต่ำ หรือ low risk อย่างเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านประเภทต่างๆ ที่มีฟีเจอร์ AI อยู่ด้วย

อีกกลุ่มคือกลุ่มความเสี่ยงสูง หรือ high risk อย่างเช่น รถยนต์ไร้คนขับ หรือบริการช่วยตัดสินใจด้านการลงทุน หรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยี AI มาขับเคลื่อน

ผลที่ได้คืออาสาสมัครส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะซื้อสินค้าที่มี AI ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในกลุ่มความเสี่ยงต่ำหรือความเสี่ยงสูง โดยเปอร์เซ็นต์ของคนที่ปฏิเสธสินค้า AI ในกลุ่มความเสี่ยงสูงนั้นมีมากกว่ากลุ่มความเสี่ยงต่ำ

แล้วปัจจัยอะไรกันที่ทำให้ผู้บริโภคหมดอารมณ์ที่จะซื้อทันทีที่เห็นคำว่า AI แปะอยู่บนฉลากสินค้า

 

งานวิจัยครั้งนี้อธิบายว่ามีความเชื่อใจอยู่สองรูปแบบที่ส่งผลต่อมุมมองที่ผู้บริโภคมีต่อสินค้าชิ้นที่โฆษณาว่าใช้พลัง AI

ความเชื่อใจรูปแบบแรกคือ cognitive trust ซึ่งเป็นความเชื่อใจที่มนุษย์มอบให้เทคโนโลยีพร้อมกับความหวังว่าแมชชีนจะไม่เกิดความบกพร่องเหมือนมนุษย์ แต่ความเชื่อใจประเภทนี้ถูกกัดกร่อนอย่างรวดเร็วเนื่องจากเราได้เห็นตัวอย่างความล้มเหลวของเทคโนโลยี AI อยู่เรื่อยๆ อย่างการที่แชตบ็อต AI ให้คำตอบหรือข้อมูลที่ผิดไปจากความเป็นจริงอย่างไม่น่าให้อภัยหลายต่อหลายครั้ง

อีกหนึ่งความเชื่อใจคือ emotional trust หรือความเชื่อใจทางอารมณ์ เมื่อเราไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของ AI อย่างละเอียดมากพอ เราจึงไม่หยิบยื่นความเชื่อใจทางอารมณ์ให้และด่วนตัดสินเทคโนโลยีไปตามความรู้สึกและประสบการณ์ของเราเอง

หนึ่งในนักวิจัยบอก CNN ว่าสาเหตุที่ทำให้คนไม่อยากใช้อุปกรณ์หรือเทคโนโลยี AI นั้นมาจากความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้จัก แม้ว่าอันที่จริงแล้ว AI จะอยู่ในชีวิตของเรามานานแล้ว อย่างเช่น สมาร์ตโฟนของเราก็ใช้ AI ช่วยทำฟีเจอร์ต่างๆ มานานหลายปี

หรือแม้กระทั่งอัลกอริธึ่มของสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มอย่าง Netflix ก็มี AI นี่แหละที่อยู่เบื้องหลังการเลือกหนังหรือซีรีส์ที่เราน่าจะชอบขึ้นมาแสดงให้เราเห็น แต่เราก็ไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของมันจนกระทั่ง ChatGPT บูมขึ้นมาในปี 2022 คนส่วนใหญ่จึงเพิ่งจะได้รู้จัก AI เป็นครั้งแรก

ภาพยนตร์ที่นำเสนอพล็อตเรื่องเกี่ยวกับ AI นั้นมีบทบาทต่อมุมมองที่เรามีเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI มากกว่าที่เราคิด สตูดิโอผู้สร้างภาพยนตร์มักจะคิดพล็อตให้หุ่นยนต์รับบทผู้ร้ายที่ต้องการทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์

และมุมมองแบบนั้นก็ส่งผลต่อวิธีคิดที่เรามีต่อหุ่นยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

 

นอกจากความไม่ไว้วางใจแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ส่งผลต่อมุมมองว่า AI มีความเสี่ยงก็คือความกังวลเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว

เมื่อ AI เป็นเรื่องใหม่ กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ก็ยังตามไม่ทัน ทำให้บริษัทเทคโนโลยีที่แข่งขันกันพัฒนา AI หละหลวมเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งานในหลายด้านและไร้ซึ่งความโปร่งใส นำไปสู่ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจจากทางฝั่งของผู้บริโภค

บทสรุปท้ายสุดคือเมื่อลูกค้าเห็นคำว่า AI แปะติดอยู่บนผลิตภัณฑ์ แทนที่จะรู้สึกว่าเป็นคำสดใหม่ที่น่าสนใจแต่กลับไปก่อให้เกิดความกังวลเพราะลูกค้ารู้สึกไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นๆ ใช้เทคโนโลยีที่รันด้วยอัลกอริธึ่มแบบไหน ทำงานอย่างไร ตรวจสอบได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากแบรนด์ผู้ผลิตแปะป้าย AI ตัวเบิ้มๆ โดยที่ไม่ได้อธิบายว่าผลิตภัณฑ์ของตัวเองมีความสามารถอะไรที่เกิดจากเทคโนโลยี AI บ้าง

คำแนะนำของทีมนักวิจัยกลุ่มนี้คือแทนที่แบรนด์จะตั้งหน้าตั้งตาป่าวประกาศถึงความเป็น AI ของสินค้าและบริการแต่เพียงอย่างเดียว ให้กลับไปคิดทบทวนข้อความที่จะใช้ในการสื่อสารเสียใหม่ ให้ความสำคัญกับการอธิบายว่าสินค้าของตัวเองจะช่วยผู้บริโภคได้อย่างไรบ้าง

ถ้าสื่อสารตรงนั้นได้ดีแล้วจะติดป้ายว่า AI เข้าไปเพื่อเพิ่มความเก๋และความเท่ก็คงไม่มีใครว่าอะไร

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน