bg-single

MatiTalk รมว.มาริษ เสงี่ยมพงษ์ เปิดวิชั่นวางเป้าการต่างประเทศ ‘ยุคแพทองธาร’ มุ่งเชิงรุก เป้าหมายชัด ทำไทยผงาดเวทีโลกอีกครั้ง

11.11.2024

รายงานพิเศษ | พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์

 

MatiTalk รมว.มาริษ เสงี่ยมพงษ์

เปิดวิชั่นวางเป้าการต่างประเทศ ‘ยุคแพทองธาร’

มุ่งเชิงรุก เป้าหมายชัด

ทำไทยผงาดเวทีโลกอีกครั้ง

 

“นโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ต้องเป็นนโยบายที่ต้องกลับมาสู่มือของประชาชนหรือกลับมาสร้างความอยู่ดีให้กับประชาชน” มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ MatiTalk พร้อมทั้งแสดงวิสัยทัศน์ถึงเป้าหมายนโยบายต่างประเทศที่จะต้องดำเนินการเชิงรุกอันจะทำให้มีบทบาทด้านต่างประเทศมากขึ้น เปรียบประหนึ่งทำให้ไทยกลับมาอยู่ในจอเรดาร์โลกอีกครั้ง อย่างที่หลายๆ คนเสนอและสนับสนุนให้ผู้นำกระทรวงบัวแก้วดำเนินการ

รมว.ต่างประเทศระบุว่า การต่างประเทศของไทยในยุคจากนี้ไปมีเป้าหมายอยู่ 2 ประการ

ประการแรก นโยบายการต่างประเทศเพื่อประชาชนที่ต้องจับต้องได้

ประการที่สอง ต้องเป็นนโยบายเชิงรุก ทั้ง 2 ประการจะต้องมีเป้าหมายชัดเจนที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและต้องส่งผลไปถึงประชาชน

ผมพูดในหลายๆ โอกาสว่าในศตวรรษที่ 21 จะเป็นศตวรรษของเอเชีย ซึ่งนี่เป็นคำพูดของท่านนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย การจะไปสู่ศตวรรษที่ 21 ได้ ต้องมีจุดเชื่อมโยง คือ ประชาชน วิสัยทัศน์ (vision) ตรงนี้ก็ทำให้กระทรวงการต่างประเทศในปัจจุบันต้องมาพิจารณากันใหม่ว่า การต่างประเทศของประเทศไทยที่สำคัญคือ “การต่างประเทศเพื่อประชาชนและนโยบายเชิงรุก”

ดังนั้น ในศตวรรษที่ 21 Foreign policy กับ Public policy เกือบจะเป็นนโยบายเดียวกัน เพราะว่า Public policy หรือนโยบายสาธารณะ ถือเป็นนโยบายเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน การทำมิติเดียวคือมิติภายในประเทศไม่ยั่งยืนอีกต่อไป ต้องมีมิติของการต่างประเทศเข้ามาช่วยเสริม

ฉะนั้น เมื่อเราสามารถจำแนก (identify) กันได้อย่างนี้ว่าเป็นการต่างประเทศเพื่อประชาชน

Public policy จะต้องถูกกำหนดให้มีบทบาทสำคัญใน Foreign policy เป้าหมายสำคัญเพื่อนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีของประชาชน เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและดำเนินนโยบายเชิงรุก เพราะในโลกปัจจุบันเป็นยุคที่มีความแตกแยก (Fragmented World) มีความพยายามที่จะใช้ภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) และมีความพยายามที่จะให้มีการเลือกข้าง (polarization)

ในโลกปัจจุบันมีอยู่ 2 ขั้ว คือ ขั้วของตะวันตกซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ และขั้วตะวันออกซึ่งมีรัสเซีย จีน อินเดียเป็นผู้นำ ดังนั้น ประเทศไทยเราไม่ใช่มหาอำนาจ เราเป็นประเทศเล็กไม่สามารถที่จะอยู่ได้บนพื้นฐานท่ามกลางความขัดแย้ง และไม่สามารถที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งได้ ต้องพยายามมองจุดยืนของตัวเองเพื่อให้อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งตรงนี้ให้ได้

สำคัญที่สุดเราจะต้องดำเนินนโยบายที่สามารถเข้ากันได้ทุกกลุ่ม ไม่ใช่เป็นกลางอีกต่อไปแล้ว ต้องดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นศัตรูแต่เป็นเพื่อนกับทุกประเทศ

สิ่งสำคัญที่สุดผมมองว่า อีกขั้วหนึ่งซึ่งจะมีบทบาทมากคือขั้วของ global south ประเทศกำลังพัฒนา เพราะฉะนั้น เราต้องการมีบทบาทนำ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ แต่เราจะทำอย่างไรในฐานะเป็นประเทศเล็กและเป็นหนึ่งในสมาชิกของประเทศกำลังพัฒนา การที่จะไปขับเคลื่อนประเทศกำลังพัฒนาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประเทศกำลังพัฒนามีความแตกต่างกันทั้งในระดับของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ค่านิยม วัฒนธรรม

ดังนั้น การที่จะรวมกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในปัจจุบันจะต้องมีประเทศที่เป็นแกน (Core) ของกลุ่ม และนั่นคือ Emerging Economy (เศรษฐกิจเกิดใหม่) ซึ่งจะเป็นตัวหลักผลักดันบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาให้ก้าวเข้ามาอยู่ในบริบทของประชาคมโลกให้ได้ เพื่อไม่ให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องสูญเสียความยุติธรรม เพราะในปัจจุบันหลายๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงตกอยู่ในมือของมหาอำนาจ

ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องการมีบทบาทนำมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ รักษาผลประโยชน์ประเทศชาติ บนพื้นฐานของการมีบทบาทนำที่จะใช้แต้มต่อทางการเมืองร่วมกับประเทศกำลังพัฒนาในฐานะที่เรากำลังเป็น Emerging Economy

 

สําหรับกรอบความร่วมมือในมิติของการต่างประเทศ มีอยู่ 2 ประเภท คือ ทวิภาคีและพหุภาคี

ในส่วนทวิภาคีไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ เมื่อเราเป็นประเทศที่ไม่มีศัตรู เราเป็นมิตรกับทุกประเทศ เพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์ของทวิภาคีค่อนข้างครอบคลุมและมีผลสะท้อนในกรอบของทวิภาคีค่อนข้างดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเพื่อนบ้าน

อีกด้านหนึ่งคือด้านพหุภาคี อยากให้เห็นว่านโยบายของเราเริ่มเปลี่ยน (shift) ในอดีตเรามีบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีกับประเทศมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งสหรัฐอเมริกากับประเทศไทยมีความสัมพันธ์อย่างยั่งยืนมาเป็นเวลาช้านาน แล้วก็ยังคงจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อไปอีกในอนาคตไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยก็ไม่สำคัญ

แต่อย่างไรก็ตาม โลกเปลี่ยนแปลงเราก็ต้องเปลี่ยนแปลง โลกเริ่ม fragmented ดังนั้น นโยบายหรือการต่างประเทศของไทยก็ค่อยๆ เปลี่ยน จากประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างประเทศไทยกับประเทศมหาอำนาจแล้วก็ประเทศทางตะวันตก ก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นความสัมพันธ์แบบพหุภาคี (collective approach)

 

ผมมองว่าประเทศไทยมีบทบาทสำคัญใน BRICS ซึ่ง BRICS เป็นแกนหลักของประเทศกำลังพัฒนา

ผมได้ไปร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีของ BRICS ซึ่งได้ไปยืนยันบทบาทของประเทศไทยที่ต้องการเป็นผู้ที่มีบทบาทนำและความร่วมมืออย่างเข้มข้น (Active participation) กับประเทศที่เป็น Emerging Economy เพื่อพยายามจะร่วมมือกับทุกประเทศ

ไม่ได้ต้องการไปเอาเปรียบใคร แต่ว่าต้องการเป็นตัวประสานผลประโยชน์และขับเคลื่อนให้ประเทศกำลังพัฒนามีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดทิศทางของโลก รวมทั้งกำหนดระเบียบโลกให้มีความเป็นธรรมกับทุกกลุ่มประเทศอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ตกอยู่ในมือของแค่ประเทศมหาอำนาจหรือกลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น

เมื่อประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศไทย ได้เข้าไปมีส่วนในการกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงทิศทางของโลก

สิ่งสำคัญที่สุดซึ่งผมได้พูดในเวทีของ BRICS มากที่สุดก็คือ เรื่องของ Financial Architect ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาจะต้องมีโอกาสได้นำชี้แจงความต้องการของประเทศกำลังพัฒนาอย่างพวกเราด้วย เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

 

หากย้อนไปความสัมพันธ์แบบพหุภาคี (collective approach) แรกเริ่มเลยคือในปี 1967 ประเทศไทยเป็น founder ของอาเซียน อาเซียนได้เริ่มมีบทบาทและมีความสำคัญในช่วงนั้น จนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน collective approach หรือความร่วมมือระหว่างประเทศที่เป็น Family เดียวกัน ในกลุ่มประเทศทั้งหลายที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยคืออาเซียน เราก็จำเป็นจะต้องแสดงบทบาทนำในทุกๆ กรอบ

อาเซียนเองเกิดขึ้นโดยมีประเทศไทยเป็นจุดกำเนิดของประเทศอาเซียน Bangkok Declaration ลงนามไว้เมื่อปี 1967 ประเทศไทยมีบทบาทนำในอาเซียน แต่ในท้ายที่สุดแล้วเราเรียนรู้ด้วยตัวเราเองว่าการที่จะนำการเมืองเข้ามาแต่เพียงอย่างเดียวไปไม่รอด ดังนั้น พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เปลี่ยนสนามรบให้เป็นตลาดการค้า และเป็นการเปลี่ยนพาราไดม์ (paradigm) ที่ทำให้ประเทศอาเซียนมีความเข้มแข็งร่วมกันอย่างแท้จริง

ปัจจุบันอาเซียนคือประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของประเทศอาเซียนด้วยกันทั้งหมด เรียกว่า “each and every Asean” ถัดจากความร่วมมือทางด้านการเศรษฐกิจอาเซียน เรื่อยมาถึงความร่วมมือในด้านสังคม

หากถามว่าเราจะกลับมามีบทบาทสำคัญของอาเซียนได้อย่างไร เรื่องของ sustainable development ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพอย่างเต็มที่ ประเทศไทยยังคงมีบทบาทนำมากในเรื่องของการส่งเสริมและพัฒนาทาง sustainable development ถือเป็นบทบาทสำคัญที่ประเทศไทยภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารจะใช้ในการสร้างบริบทของการเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในอาเซียน

ขณะเดียวกันสิ่งที่ประเทศไทยน่าจะมีบทบาทนำมากที่สุดก็คือ เรื่องของการบูรณาการทางสังคม (integrate) ของประชาคมอาเซียนให้เข้ามาอยู่ด้วยกันอย่างแท้จริง การที่สังคมประเทศอาเซียนจะยั่งยืน ในปัจจัยทั้งหลายก็ต้องรองรับไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจ รวมทั้งความมั่นคงของมนุษยชาติ (human security) ประเทศไทยมีบทบาทหนักมากในเรื่องของภาคสังคม

ในส่วนของ BIMSTEC (Bay of Bengal Initiative Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation) ความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ ประเทศที่มีบทบาทสำคัญคือไทยและอินเดีย เพราะฉะนั้น เราถึงใช้ศักยภาพที่เรามีกับประเทศอินเดียไปขับเคลื่อนประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในกรอบเล็กๆ เพราะฉะนั้น เป้าหมายของ BIMSTEC นำไปสู่ความร่วมมืออย่างยั่งยืนมากขึ้นในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

เพราะฉะนั้น นโยบายภายใต้การนำของท่านนายกฯ แพทองธารก็คือทวิภาคีที่สำคัญ

กระทรวงการต่างประเทศได้ใช้การต่างประเทศที่ไปสร้างความร่วมมือทวิภาคีนำไปสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืนในกรอบของพหุภาคี ซึ่งเป็นเรื่องของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำแม่โขง มี 5 ประเทศ ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม มีการร่วมมือกันมานานแล้วในกรอบของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำแม่โขงโดยดึงเอาความช่วยเหลือจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นหุ้นส่วนสำคัญของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำแม่โขงมาวางแผนร่วมกันกับ สหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ดังนั้น สิ่งที่กำลังจะทำกันต่อไปและผมได้ริเริ่มคือ การเจรจากับประเทศที่เป็นสมาชิกแม่โขง เมื่อเรามีกรอบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำแม่โขงมากมายเหลือเกิน มีประเทศที่พัฒนาแล้วต้องการเข้ามาเล่นเข้ามามีส่วนช่วยเหลือ เราจะมาประชุมร่วมกันเพื่อที่จะขยายหลักการ (principle) และการดำเนินการ (activity) ทั้งหมดเพื่อให้ไปแก้ปัญหาของประเทศไม่ใช่เฉพาะของประเทศไทยประเทศเดียว อย่างเช่น เรื่องการบริหารจัดการน้ำ กรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำแม่โขง โดยมีประเทศที่เป็นหุ้นส่วน รวมทั้งยังมี Mekong River Commission ซึ่งมีองค์ความรู้ในเรื่องบริหารจัดการน้ำรวมทั้งเรื่องฝุ่นควัน รวมทั้งปัญหาอื่นๆ อย่าง transboundary crimes (อาชญากรรมข้ามพรมแดน) เพราะฉะนั้น ความร่วมมือในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำแม่โขงจะมีบทบาทสำคัญและมีความสำคัญกับประเทศไทย ในการแก้ปัญหาเรื่องของ transboundary crimes ยาเสพติดเรื่อง Human trafficking ออนไลน์ scamหรือปัญหาที่นอกจากอาชญากรรม คือปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 เป็นผลกระทบที่เกิดจากการเผาทำลายวัตถุทางการเกษตร

ชมคลิป

https://www.youtube.com/@MatichonWeekly

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (จบ)